Friday, 7 April 2017

เป้าหมายการลงทุน

« ความฝันของคนกินเงินเดือน | Main | กลยุทธ์สร้างพอร์ตหุ้น »

ถ้าคิดจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว  สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ  เราควรจะมี เป้าหมายในการลงทุน  อย่างชัดเจนเพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่าเราสามารถทำได้ตามเป้าหมายไหม  เพราะถ้าทำไม่ได้ในแง่ที่ว่าเราทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายมากติดต่อกันนาน   เราก็อาจจะต้องเลิกหรือเปลี่ยนวิธีการลงทุนใหม่  มิฉะนั้นแล้วเราก็จะเสียหายหนักโดย ไม่รู้ตัว”  เราอาจจะได้รับ ความบันเทิงและความตื่นเต้นสนุกสนานจากการเห็นหุ้นขึ้นลงและเม็ดเงินกำไรที่เกิดขึ้นรวดเร็วในบางครั้งและได้  ลุ้น  อยู่ตลอดเวลา  แต่ทั้งหมดนั้นต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงมาก   ในทางตรงกันข้าม  ถ้าเราสามารถทำได้ตามหรือดีกว่าเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้อย่างดีและสมเหตุสมผล  อนาคตทางการเงินและชีวิตเราก็จะดีขึ้นมาก

เป้าหมายแรกที่ผมคิดว่าเป็นเป้าหมายใหญ่และสำคัญมากเพราะมันจะเป็นตัวกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายต่อ ๆ  ไปก็คือเป้าหมายที่ว่าเรา  ลงทุนเพื่อการเกษียณ”  หรือสำหรับบางคนที่อาจจะมีเงินมากพอที่จะใช้จ่ายไปได้ตลอดชีวิตอยู่แล้วก็คือ  ลงทุนเพื่อเป็นมรดก  ให้ลูกหลานหรือบริจาคให้คนอื่นเมื่อตนเองตายไปแล้ว  นี่เป็นเป้าหมายที่จะคอยเตือนให้เราลงทุนอยู่ตลอดเวลาและไม่เอาผลตอบแทนจากการลงทุนมาใช้ฟุ่มเฟือยในยามที่เรายังสามารถหาเงินจากการทำงานได้อยู่  ดังนั้น  ไม่ว่าเราจะได้กำไรหรือปันผลจากการลงทุนเท่าไร  เราจะต้องเอาเงินนั้นกลับไปลงทุนต่อเพื่อให้มัน  ทบต้น  ไปเรื่อย ๆ  ซึ่งจะทำให้พอร์ตเงินลงทุนของเราโตขึ้นในอัตราเร่งตลอดเวลาและกลายเป็น สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลกที่จะทำให้เรารวยหรือมั่งคั่งอย่าง ไม่อาจจะคาดคิดได้” 

เป้าหมายข้อสองก็คือ  เราจะต้องทำผลตอบแทนแบบทบต้นในระยะยาวซึ่งอาจจะเป็นสิบหรือหลายสิบปีในอัตราไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี  บางคนที่คิดว่าตนเองมีฝีมือในการลงทุนมากกว่าคนอื่นอาจจะตั้งเป้าหมายสูงกว่านั้น  แต่การตั้งสูงขนาด 20% หรือมากกว่าในระยะยาวแล้ว  ผมคิดว่าเป็นไปได้ยากมากยกเว้นแต่ว่าขนาดของพอร์ตลงทุนยังเล็กและตนเองสามารถที่จะเสี่ยงลงทุนแบบ กล้าได้กล้าเสีย  และไม่ได้มีภาระทางการเงินอะไรที่จะต้องเดือดร้อนหนักถ้าเกิดความเสียหาย  โดยทั่วไปผมเองคิดว่าการตั้งเป้าผลตอบแทนทบต้นต่อปีในระยะยาวนั้นอย่างสูงสุดไม่ควรจะเกิน 15% ต่อปีสำหรับคนที่  เก่ง  ที่สุด  และการวัดผลตอบแทนแบบที่จะมีความหมายจริง ๆ  ก็คือเริ่มต้นเมื่อเขามีพอร์ตลงทุนไม่ต่ำกว่า 5-10 ล้านบาทขึ้นไปสำหรับ คนกินเงินเดือน”  ที่ไม่ได้มีเงินต้นทุนจากครอบครัวมาก่อน

เป้าผลตอบแทนทบต้นปีละ 10% นั้น  หลายคนอาจจะคิดว่าง่ายเพราะเขาเชื่อนักวิชาการหรือกูรูที่บอกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวของตลาดหุ้นคือ 10-12%  ต่อปี  แต่นั่นคืออดีตและเกิดขึ้นในประเทศหรือสังคมที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วแบบมหัศจรรย์อย่างตลาดอเมริกาหรือไทยในช่วงหลายสิบปีก่อน  ซึ่งสำหรับผมแล้วอนาคตอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น  ดังนั้น  ถ้าใครคิดจะซื้อกองทุนอิงดัชนีเพื่อจะได้ผลตอบแทนทบต้นปีละ 10%  อาจจะต้องมั่นใจว่าตลาดหุ้นที่เราจะลงทุนนั้นจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจมหัศจรรย์ในอนาคตอีกเป็นสิบ ๆ ปีข้างหน้าด้วย

เป้าหมายต่อมานั้นสำหรับคนที่ต้องการลงทุนเองไม่ซื้อหน่วยลงทุนที่ต้องเสียค่าบริหารตลอดเวลาซึ่งเป็นต้นทุนที่สูง  ผมคิดว่าคือการตั้งเป้าว่าเราจะสามารถ  เอาชนะตลาด  ได้ไม่ต่ำกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ต่อปีโดยเฉลี่ย  สำหรับเป้าหมายนี้  วอเร็น บัฟเฟตต์ ในขณะที่เริ่มตั้งกองทุนเพื่อบริหารเงินให้คนอื่นนั้น  ได้ตั้งเป้าว่าเขาจะทำผลตอบแทนมากกว่าดัชนีตลาดหุ้นถึงปีละ 10% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก  อย่างไรก็ตาม  สถิติหลายสิบปีที่ผ่านมานั้นได้พิสูจน์ว่าเขาทำได้  เขาได้ผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยประมาณ 20% ต่อปีเป็นเวลาถึง 50-60 ปี  ซึ่งกลายเป็น ตำนาน ที่หาคนเทียบยาก  แต่สำหรับนักลงทุนธรรมดาอย่างเราแล้ว  ผมคิดว่าตั้งเป้าแค่ดีกว่าตลาดหุ้น 3-5% ต่อปีผมก็คิดว่าสุดยอดแล้ว  แม้ว่า  เซียน  หลายคนจะบอกว่าเขาตั้งเป้าสูงกว่าตลาดปีละเป็น 10% และก็ทำได้มากกว่านั้นมาหลายปีแล้ว  แต่นั่นคือเหตุการณ์ที่อาจจะไม่ต่อเนื่องยาวนานต่อไปก็ได้  เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ตลาดหุ้นไทยก็อาจจะอยู่ในสภาวะที่ ไม่ปกติ  และเต็มไปด้วยแรงเก็งกำไรสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เป้าหมายเรื่องของ เม็ดเงินหรือขนาดของพอร์ตเมื่อถึงวันเกษียณหรือตอนตายก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่สำคัญ  เราต้องการมีเงินเท่าไร?  สำหรับคนที่ไม่มี เงินต้นทุน  และต้องอาศัยการออมเงินจากรายได้จากการทำงานประจำหรืองานที่ต้องใช้แรงงานตนเองจะต้องคิดคำนวณหรือคาดการณ์ไว้ตั้งแต่เริ่มต้น  ในปัจจุบันนี้มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่คิดให้เราได้อย่างง่ายดาย  เพียงแต่เราจะต้องใส่ข้อมูลที่เป็นไปได้และสมเหตุสมผลเช่นเรื่องของจำนวนเงินต้นที่เราจะลงทุนและทยอยลงทุนเข้าไปเรื่อย ๆ  ผลตอบแทนแบบทบต้นต่อปีที่เราจะทำได้  และระยะเวลาที่เราจะลงทุนจนถึงวันเกษียณหรือ วันตาย ที่เราคาดไว้  ข้อเตือนใจของผมสำหรับเป้าหมายนี้ก็คือ  เราต้องพยายาม อนุรักษ์นิยมเข้าไว้  เพราะการตั้งเป้าผิดไปนิดเดียว เช่น  เราตั้งผลตอบแทนทบต้นจาก 10% เป็น 12% ต่อปี  ด้วย พลังของการทบต้น เป็นเวลาหลายสิบปี  จะทำให้เม็ดเงินสุดท้ายนั้นต่างกันหลายเท่า

เมื่อได้กำหนดเป้าหมายแล้ว  สิ่งสำคัญต่อมาก็คือการกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น  เริ่มจากการที่จะต้องประเมินตัวเองว่าเป็นอย่างไร  เริ่มต้นที่ความสามารถและศักยภาพในการทำงานหรือทำเงินของตนเองว่าเป็นอย่างไรและจะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อที่จะทำให้สามารถเก็บออมเงินที่จะใช้ในการลงทุน   บางคนโชคดีที่อาจจะมี  ต้นทุนเดิมจากครอบครัว  บางคนอาจจะเกิดมามีสมองดีและจบการศึกษาที่สามารถทำเงินได้มาก  ซึ่งก็ทำให้มีโอกาสจะประสบความสำเร็จหรือบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายได้ง่ายกว่าคนที่ด้อยกว่า  อย่างไรก็ตาม  กลยุทธ์ที่เหมาะสมและวินัยของการปฏิบัติตามแผนก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

สำหรับคนที่เลือกหุ้นลงทุนเอง  ผมคิดว่าการลงทุนระยะยาวแนว Value Investment ที่อิงอยู่กับราคาหุ้นที่ถูกหรือไม่ก็แนว วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่เน้นหุ้นซุปเปอร์สต็อกในราคายุติธรรม น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าหุ้นที่เน้นการเติบโตแต่ราคาหุ้นแพง  ส่วนการลงทุนหรือเล่นหุ้นแนว  เก็งกำไร  ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนนั้น   ในระยะยาวแล้วคงไม่สามารถพาเราไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้  เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือการที่ต้องจ่ายค่าคอมมิสชั่นสูงมากและส่วนต่างราคาเสนอซื้อและเสนอขายที่สูงในทุกครั้งที่มีการซื้อหรือขาย

สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว  ผมคิดว่าการที่จะเลือกหุ้นเองนั้นเป็นสิ่งที่อาจจะไม่เหมาะสมเนื่องจากความสามารถหรือเวลาที่จะใช้ในการวิเคราะห์ติดตามอาจจะไม่พอ  ดังนั้น  การลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีที่มีต้นทุนในการบริหารต่ำน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง  จำไว้เสมอว่า  ในตลาดที่พัฒนาแล้วและ/หรือในตลาดที่อยู่ในภาวะ ปกติ สถิติมันบอกว่ากองทุนอิงดัชนีต้นทุนต่ำคือ  เซียน ที่สร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่านักลงทุนอื่นจำนวนมาก

สุดท้ายที่ผมคิดว่าน่าจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ก็คือ  เราต้องการอยู่ในตลาดที่ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูง  เพราะนั่นคือจุดที่เราจะหาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงง่ายกว่าตลาดที่ย่ำแย่ในระยะยาว  ดังนั้น  การเลือกว่าเราจะลงทุนที่ไหนก็มีความสำคัญโดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่เราสามารถเลือกที่จะลงทุนในประเทศต่าง ๆ  ได้ทั่วโลก  อย่างไรก็ตาม  ผมคิดว่าอย่างไรเราก็คงจะต้องลงทุนในตลาดหุ้นไทยด้วย  เพราะนี่คือตลาดที่เราเข้าใจมากที่สุดและเงินที่เราจะใช้เป็นหลักก็เป็นเงินไทยด้วย

 

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: aum at Thu, 20 Apr 12:22 PM

เป้าหมาย คือเกษียน แต่เงินน้อยทุนน้อยค่ะ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« April »
SunMonTueWedThuFriSat
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30