Monday, 20 April 2015

Don Quijote

« ฟองสบู่ (เล็ก ๆ) ของอสังหาริมทรัพย์ | Main | ฟองสบู่ของนักลงทุน »

  ผมเพิ่งกลับจากการไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงวันหยุดสงกรานต์ทั้ง ๆ  ที่เพิ่งไปญี่ปุ่นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา  เหตุที่ไปญี่ปุ่นอีกนั้นเป็นเพราะผมตัดสินใจเปลี่ยนโปรแกรมท่องเที่ยวกะทันหันจากประเทศในยุโรปแห่งหนึ่งเนื่องจากมีปัญหาบางอย่าง  และในระยะเวลาอันสั้นนั้น  ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ดีและสะดวกที่สุดที่จะไปเที่ยวเนื่องจากเป็นประเทศที่สาธารณูปโภคในเรื่องของการเดินทาง  อัธยาศัยของผู้คน  สถานที่ท่องเที่ยวและช็อปปิง  และต้นทุนหรือราคาของค่าบริการและสินค้าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับคุณภาพ  และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ  เราไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศในช่วงนี้  ทั้งหมดนั้นทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวลำดับต้น ๆ ของคนไทยในปัจจุบัน  และนั่นก็ทำให้คนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นกันมากจนน่าจะอยู่ในลำดับต้น ๆ  ของชาวต่างชาติที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นจนทำให้สถานที่ท่องเที่ยวจำนวนมากในญี่ปุ่นต้องมีภาษาไทยเช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ  จีนและเกาหลี  ในร้านค้ายอดนิยมของนักท่องเที่ยวบางแห่งนั้นถึงกับมีการประกาศเป็นภาษาไทยเพื่อแนะนำหรือเชียร์ให้คนไทยซื้อสินค้า

  เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ไปต่างประเทศ  ผมมักจะสังเกตพฤติกรรมของผู้คนในท้องถิ่น  กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการซื้อขายตามห้างร้านต่าง ๆ  รวมถึงนักท่องเที่ยวว่าพวกเขาชอบทำอะไรกัน  และก็อย่างที่เป็นมาตลอด  ในถานะของนักลงทุน  ผมก็มักจะอดคิดไปถึงเรื่องหุ้นและการลงทุนไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การลงทุนนั้นเริ่มที่จะเป็นเรื่องโลกาภิวัตรมากขึ้นเรื่อย ๆ  ซึ่งหมายความว่าเราสามารถที่จะลงทุนในต่างประเทศจำนวนมากได้โดยมีอุปสรรคน้อยลงมาก  และต่อไปนี้ก็คือข้อสังเกตของผมในการไปญี่ปุ่นเที่ยวนี้

  ข้อแรกก็คือ  คนที่ไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมากจริง ๆ  ในช่วงนี้นั้นน่าจะเป็นคนจีนและคนไทยที่มีรายได้ปานกลาง  พวกเขาเป็นนักท่องเที่ยวประเภท  “Economy” ที่ไม่ได้ใช้จ่ายเงินมากนักโดยเฉพาะในสิ่งที่เป็น  ความหรูหรา  พวกเขาไม่อยู่โรงแรมที่แพงมาก  กินอาหารเหมือนคนชั้นกลางในท้องถิ่น  ชอบซื้อสินค้าราคาถูกและเข้าร้านสะดวกซื้อ  พวกเขาดูเหมือนจะชอบการช็อปปิงและดูธรรมชาติและบ้านเมืองมากกว่าการดูโบราณสถานและฟังเรื่องประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นหรือสถานที่  จำนวนของนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้ผมรู้สึกว่าน่าจะมีนัยสำคัญมากขนาดที่จะช่วยให้ภาวะการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศดีขึ้นได้  และทั้งหมดนี้ดูไปแล้วก็คล้าย ๆ  กับสถานการณ์ในประเทศไทยที่เรามีคนจีนที่มีโปรไฟล์คล้าย ๆ  กันเข้ามาท่องเที่ยวในไทยจำนวนมากจนน่าจะมีผลต่อการประคองเศรษฐกิจของไทยในช่วงนี้ไม่ให้เลวร้ายเกินไปเช่นเดียวกับในกรณีของญี่ปุ่น

  ข้อสังเกตที่สองของผมก็คือ  ร้านค้าขายยอดนิยมของคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวจีนนั้นน่าจะมีอย่างน้อย 2 ร้านหรือสองเครือข่าย  โดยร้านแรกคือร้านที่ขายสินค้าราคาถูกสารพัดชนิดที่ไม่ใช่สินค้าเน่าเสียเช่นอาหารสดหรือเป็นสินค้าแฟชั่นที่ตกยุคได้ง่ายเช่นพวกเสื้อผ้าชื่อ  “Don Quijote” ออกเสียงว่า ดอน คี โฮ เต”  ส่วนอีกร้านหนึ่งนั้นเป็นร้านขายเครื่องสำอางและยาขนาดใหญ่ที่มีสินค้าสารพัดชนิดที่ผู้หญิงทุกคนต้องใช้เป็นประจำชื่อ “Matsumoto” ออกเสียงว่า มัตสึโมโต  เหตุที่ผมรู้ก็เพราะว่าเมื่อเข้าไปร้านทั้งสองนี้ก็จะพบคนไทยและคนต่างชาติที่เป็นคนเอเซียจำนวนมากหิ้วตะกร้าหาซื้อสินค้าสารพัดอย่าง  เวลาจ่ายเงินก็จะแสดงพาสพอร์ตเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียภาษีกรณีที่เราซื้อถึงจำนวนหนึ่ง  ซึ่งนี่ก็เป็นความสะดวกมากเทียบกับการที่ต้องไปเคลมภาษีคืนที่สนามบินอย่างในประเทศอื่น ๆ  หลายประเทศ  ร้านทั้งสองเครือข่ายที่ว่านี้  แน่นอน  ไม่ใช่ขายเฉพาะนักท่องเที่ยว  ว่าที่จริง  มันเป็นร้าน  ยอดนิยม ของคนญี่ปุ่นเองอยู่แล้วเห็นได้จากจำนวนลูกค้าที่ค่อนข้างคึกคักตลอดเวลา   เพียงแต่ว่านักท่องเที่ยวก็เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีนัยสำคัญมากโดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวของญี่ปุ่น

  จุดเด่นของ ดอนคีโฮเต นั้นอยู่ที่ราคาสินค้าที่ ถูกที่สุด  และมีของทุกอย่างที่คุณต้องการ  ดอนคีโฮเตจะทำทุกอย่างที่เป็นการประหยัดต้นทุน  การตกแต่งร้านมีน้อยมาก  ร้านเก่า ๆ บางแห่งของบริษัทอย่างเช่นร้านหนึ่งที่โอซากานั้นไม่มีแม้แต่บันไดเลื่อนแม้ว่าจะมีถึง 4-5 ชั้น  การวางสินค้าของบริษัทก็จะแน่นมากและชั้นวางสินค้าก็จะสูงขึ้นไปหลายชั้นจนหยิบไม่ถึง  สินค้าของบริษัทนั้นน่าจะมีขายทุกแบรนด์ถ้าราคาไม่แพง  แม้แต่สินค้าอย่างกระเป๋าหลุยส์วิตตองหรือแชนเนลก็มีขายแต่เป็นของเก่าที่อาจจะขายในราคา 20-30% ของราคาของใหม่เป็นต้น  สำหรับคนญี่ปุ่นแล้ว  นื่คือร้านสำหรับ  คนจน  หรือคนชั้นกลางที่ต้องการประหยัด ตำแหน่งการตลาดของร้านนั้นชัดเจนที่ว่ามันคือร้าน  “Super Cheap” ที่มีการออกแบบมาให้เป็นแบบนั้น  และนั่นก็ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยว  รุ่นใหม่ ของเอเซียโดยเฉพาะจีนที่กำลังเติบโตอย่างมากเนื่องจากอานิสงค์ของการที่การเดินทางโดยเครื่องบินและค่าใช้จ่ายของการท่องเที่ยวที่ถูกลงมาก

  ผมเองรู้จัก ดอนคีโฮเต มาน่าจะ 2-3 ปีแล้วโดยไม่เคยรู้ว่ามันเป็นบริษัทที่จดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดโตเกียวมานานเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว  การเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ทำให้ผมรู้ว่ามันคือหุ้นที่เริ่ม ร้อนแรงมาได้ 2-3 ปีแล้วโดยที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับการเติบโตของนักท่องเที่ยว  ชนชั้นกลาง ของเอเซียหรือไม่แต่ก็มีโอกาสที่จะเป็นอย่างนั้น  ย้อนหลังไป 3 ปี ราคาหุ้นของดอนคีโฮเตอยู่ที่ประมาณ 2600 เยนเท่านั้น ขณะที่ปัจจุบันราคาขึ้นไปที่ประมาณ 10,500 เยน หรือเป็นการปรับขึ้น 300% ในขณะที่ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 130% เท่านั้น   ถ้าดูยอดขายของบริษัทก็พบว่ารายได้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 6-7% ซึ่งถ้ามองว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้นแทบไม่โตเลยในช่วงเดียวกันก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว  แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าก็คือ  กำไรของบริษัทกลับโตได้ปีละถึงเกือบ 20% โดยเฉลี่ยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา  และนี่น่าจะเป็นแรงขับให้หุ้นปรับตัวขึ้นมาก  ผมเองคงสนใจที่จะลงทุนซื้อหุ้นดอนคีโฮเตถ้าราคาหุ้นไม่แพง  แต่เมื่อดูค่า PE ของบริษัทที่ประมาณ 39 เท่า และปันผลที่ประมาณแค่ 0.34% ต่อปีเทียบกับราคาหุ้นก็ทำให้ผม  ถอย และก็ได้แต่เสียดายว่า  เรารู้ช้าไป 3 ปี

  เช่นเดียวกับหุ้น ดอนคีโฮเต  หุ้นมัตสึโมโตเองก็จดทะเบียนในตลาดโตเกียวเช่นเดียวกัน  มองในแง่ธุรกิจแล้ว  มันอาจจะไม่เด่นเท่ากับดอนคีโฮเตเนื่องจากมันมีคู่แข่งที่อาจจะโดดเด่นพอ ๆ  กันในตลาดของคนญี่ปุ่น  แต่จุดที่ดีของหุ้นตัวนี้ก็คือ  ราคาหุ้นนั้นไม่ได้ปรับตัวขึ้นไปมากกว่าดัชนีตลาด  ค่า PE ของหุ้นนั้นก็อยู่ที่ประมาณ 21 เท่าขณะที่ปันผลต่อราคาหุ้นอยู่ที่ประมาณ 1.4% ต่อปี  อย่างไรก็ตาม  ดูเหมือนว่าผลประกอบการและการทำกำไรของบริษัทดูจะไม่โดดเด่นนัก  และนี่ก็ทำให้ผมเองก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่ามันน่าซื้อหรือไม่

  บทสรุปโดยรวมของผมก็คือ  การท่องเที่ยวของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ  คนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นมหาศาลโดยเฉพาะในจีนประกอบกับการลดลงของราคาของการท่องเที่ยวทำให้คนชั้นกลางกลายเป็นนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นมหาศาลซึ่งส่งผลกระทบในทางที่ดีไปถึงธุรกิจการท่องเที่ยวโดยตรง  และกับธุรกิจที่เดิมไม่ได้อิงหรือเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเช่น  ธุรกิจค้าปลีกสินค้าผู้บริโภคเช่น ดอนคีโฮเตหรือมัตสึโมโตด้วย  หน้าที่ของเราในฐานะของนักลงทุนก็คือ  การวิเคราะห์หาดูว่าธุรกิจหรือบริษัทไหนจะได้ประโยชน์และอาจจะเป็นโอกาสในการลงทุน

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: Untold at Wed, 22 Apr 3:28 PM

ขอบคุณสำหรับมุมมองครับ

ป.ล. พิมพ์คำว่า "ฐานะ" ผิดครับ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« April »
SunMonTueWedThuFriSat
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930