Monday, 10 April 2017

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย

« ผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังและวุ้นเส้นชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ | Main

บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน)
ชื่อ: ดร. ณรงค์ ทัศนนิพันธ์
ตำแหน่ง: ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
หัวข้อ : ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย



เมษายน 2560

กรุณาช่วยอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของ SEAFCO และธุรกิจในปัจจุบัน

บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) (SEAFCO) ก่อตั้งเมื่อ 42 ปีก่อน โดยกลุ่มคน 5 คน ในช่วงที่ผ่านมา เราสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรและผู้เชี่ยวชาญต่างๆ จนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจเสาเข็มคอนกรีตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ในช่วงที่เราก่อตั้งบริษัท ประเทศไทยยังไม่มีความต้องการใช้เสาเข็มแบบคอนกรีต แต่เรามองเห็นถึงความแตกต่างระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา และประเทศไทยกำลังเริ่มมีความต้องการที่จะใช้งานเสาเข็มดังกล่าว เราจึงเริ่มต้นธุรกิจของเราขึ้น โดยในช่วงแรก เราเริ่มต้นจากโครงการเล็กๆ ในย่านสำเพ็ง และขยายไปให้บริการกับโครงการใหญ่ๆ เช่น สยามพารากอนและสนามบินสุวรรณภูมิ ในปัจจุบัน ธุรกิจส่วนใหญ่ของเราจะเป็นการให้บริการเสาเข็มหลายรูปแบบ ทั้งเสาเข็มแบร์เร็ต (Barrette) และเสาเข็มที่รับน้ำหนัก ( Diaphragm Wall ) และมีงานอีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมโยธา ลูกค้าของเราคือ บริษัทเจ้าของโครงการหรือผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งเราทำหน้าที่เป็นผู้รับเหมาต่อช่วง โดยปกติแล้ว งานด้านเสาเข็มจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5-15% ทั้งในเชิงมูลค่าและระยะเวลาของโครงการ และเรามีโครงการที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องประมาณ 15-20 โครงการในเวลาเดียวกัน

รัฐบาลมีโครงการในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมากมาย ทาง SEAFCO มีแผนที่จะเข้าหาลูกค้ากลุ่มนี้หรือไม่?

เรามีการรับงานทั้งของรัฐบาลและเอกชนควบคู่กันมาโดยตลอด ซึ่งเราเติบโตมาจากการรับงานของภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มอาคารสูง (High rise) เราเชื่อว่าภาคเอกชนจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของประเทศ เนื่องจากภาคเอกชนเป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมื่อใดที่ภาคเอกชนต้องการลงทุนและขยายธุรกิจ นั่นหมายถึงความเชื่อมั่นและความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจไทย แต่ถ้าเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ช่วงชะลอตัว ภาครัฐจะต้องเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักแทน ในปัจจุบัน เราเห็นว่า ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐกำลังเติบโต ซึ่งทำให้เราต้องกลับมามองว่า ทำไมเราถึงไม่ขยายความสามารถในการผลิตของเราให้มากขึ้นไปอีก SEAFCO ถือเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคอยู่แล้ว เรามีเครื่องจักรสำหรับตอกเสาเข็มมากถึง 47 เครื่อง และระยะเวลาโครงการของเรากินเวลาแค่ 2-5 เดือนเท่านั้นสำหรับภาคเอกชน แต่ถ้าเรารับงานจากรัฐบาล เราอาจจะต้องใช้เวลามากถึง 12 เดือน และสมมุติว่า ถ้าเราเพิ่มความสามารถในการให้บริการขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว ก็จะเป็นการสร้างแรงกดดันให้กับธุรกิจของเราแน่นอน และในอนาคต ถ้าโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่เสร็จสิ้นไปแล้ว อุปสงค์ในตลาดอาจจะไม่เพียงพอสำหรับเครื่องจักรที่เรามีอยู่ และทำให้อุปทานล้นตลาดอย่างแน่นอน รวมถึงเกิดสงครามแข่งขันด้านราคา เราไม่เชื่อว่า การขยายกำลังการผลิตจะเป็นวิธีการเติบโตที่ดี เราเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตและตั้งเป้าว่า จะเติบโตอย่างยั่งยืนแทน


SEAFCO แตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นๆ อย่างไร?

ตั้งแต่เราก่อตั้งธุรกิจมา เราทำงานตามสัญญาได้ทุกครั้ง ดังนั้น ถ้าดูจากประวัติของเรา ผลงานที่ดีเยี่ยม ความรู้และประสบการณ์ ลูกค้าของเรามีความไว้วางใจที่จะจ้างเราให้ทำงานให้


เทคโนโลยีมีผลกระทบอะไรต่อธุรกิจของคุณบ้าง?

เทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเรา และเรามีการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องและแบ่งปันความรู้ที่เราเก็บรวบรวมไว้ เหตุผลสำคัญที่ประเทศตะวันตกประสบความสำเร็จมากกว่าเราคือ พวกเขามีการแบ่งปันความรู้ระหว่างกัน เพื่อเรียนรู้และเติบโตไปยังระดับถัดไปได้ ที่ SEAFCO เรามีการตีพิมพ์ผลงานจากองค์ความรู้ของเรา ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพราะเราอยากจะแบ่งปันความรู้ให้กับคนอื่น และเรายังได้ผลประโยชน์ทางอ้อมจากการที่นักออกแบบระดับโลกและผู้รับเหมารายใหญ่ได้รู้จักเราจากผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการและติดต่อเราให้มาช่วยงานในโครงการที่พวกเขารับผิดชอบในประเทศไทย


ทำไม SEAFCO ถึงเริ่มขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ?

เราเคยรับงานในโครงการต่างประเทศมาแล้ว เช่น Marina Bay Sands ที่สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม เราเรียนรู้จากโครงการครั้งนั้นว่า เรายังไม่พร้อมในตลาดต่างประเทศอย่างสิงคโปร์ เพราะตลาดไม่มีความต้องการเทคโนโลยีของเรา การบริหารจัดการ รวมถึงเงินทุน จากบทเรียนครั้งนั้น เราเลือกที่จะให้ความสำคัญกับตลาดต่างประเทศอย่างเมียนมาร์ ซึ่งเราเริ่มเข้าไปรับงานเมื่อ 3 ปีก่อน และมีการติดตั้งเครื่องจักรตอกเสาเข็มอยู่ที่นั่นแล้ว และเรากำลังเตรียมเข้าสู่ตลาดประเทศกัมพูชาในปี 2561 เราเลือกขยายเข้าไปยังเมียนมาร์ตั้งแต่ก่อนเริ่ม AEC เพราะเราอยากจะเตรียมพร้อมสำหรับลูกค้าในประเทศไทยที่ต้องการขยายธุรกิจไปที่นั่น และเมื่อ AEC เริ่มต้นขึ้น การโยกย้ายเครื่องจักรและคนงาน รวมถึงเงินทุนจะทำได้ง่ายขึ้น และเราเชื่อว่า การทำธุรกิจที่นั่นจะง่ายขึ้นเรื่อยๆ ตลาดประเทศเพื่อนบ้านมีความต้องการเทคโนโลยีของเรา การบริหารจัดการ และเงินทุนที่เรามี เราจึงคาดหวังที่จะเห็นผู้รับเหมาและผู้พัฒนาอสังหาฯ จากประเทศไทยมีการขยายธุรกิจไปยังที่นั่นเหมือนกัน

SEAFCO มองอนาคตของธุรกิจในอีก 5 ปีข้างหน้าอย่างไร?

ในอนาคต เราจะมีการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจไปยังธุรกิจอื่นๆ เช่น งานด้านวิศวกรรมโยธา เพื่อสร้างความมั่นใจในการเติบโตอย่างต่อเนื่องสำหรับบริษัท ธุรกิจเสาเข็มยังคงเป็นธุรกิจหลักของเรา แต่เราก็จะมองหาธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเชี่ยวชาญของพวกเรา ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจอื่นๆ เพราะในปัจจุบัน โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกำลังขยายตัวไปทั่วประเทศไทย ซึ่งในอดีต โครงการเหล่านี้มักจะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับจังหวัดอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ เราจะมีโครงการก่อสร้างต่างๆ มากมายทั่วประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่า บริษัทเราจะสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้ เราจะมองไปยังตลาดอื่นๆ ไปพร้อมกัน และหาโอกาสทางธุรกิจต่อไปเพื่ออนาคตของบริษัท



The Executive Talk Interview จัดทำโดย ShareInvestor ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำในเอเชียด้านสื่อออนไลน์ทางการด้านเงินและเทคโนโลยี และเป็นมีเครือข่ายนักลงทุนสัมพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถส่งอีเมล์มาที่ admin.th@shareinvestor.com เว็บไซต์: www.ShareInvestorThailand.com
Posted by ShareInvestor at 10:37 AM in Executive Talk by ShareInvestor

 

[Trackback URL for this entry]

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« April »
SunMonTueWedThuFriSat
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30