<?xml version="1.0"?>
<!-- name="generator" content="blojsom v3.2" -->
<rss version="2.0" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/">
    <channel>
        <title>ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</title>
        <link>http://portal.settrade.com/blog/nivate</link>
        <description></description>
        <language>en</language>
        <image>
            <url>http://portal.settrade.com/favicon.ico</url>
            <title>ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/nivate</link>
        </image>
        <docs>http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss</docs>
		<generator>blojsom v3.2</generator>
		<managingEditor>webmaster@settrade.com</managingEditor>
		<webMaster>webmaster@settrade.com</webMaster>
		<pubDate>Tue, 16 Mar 2010 10:19:12 +0700</pubDate>

                        <item>
            <title>ใข่ในตะกร้า</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/03/16/812</link>
            <description>&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กฏของการลงทุนข้อที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งก็คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;การกระจายความเสี่ยง&amp;rdquo;&amp;nbsp; หรือที่เรียกว่า Diversify&amp;nbsp; ในภาษาอังกฤษ&amp;nbsp;&amp;nbsp; การกระจายความเสี่ยงนั้นจะเป็นการป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากความผันผวนหรือความผิดพลาดในการลงทุนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง&amp;nbsp; ในแวดวงการเงินมีคำเปรียบเปรยเรื่องการกระจายความเสี่ยงว่าเหมือนกับการ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ใส่ใข่ไว้ในตะกร้าหลายใบ&amp;rdquo;&amp;nbsp; นั่นก็คือ&amp;nbsp; หากตะกร้าใบใดใบหนึ่งตกลงพื้นทำให้ใข่แตกหมด&amp;nbsp; ใข่ในตะกร้าใบอื่น ๆ&amp;nbsp; ก็ยังอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้าใส่ใข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว&amp;nbsp; และตะกร้าใบนั้นตกลงพื้น&amp;nbsp; ความเสียหายก็มหาศาล&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; เขาจึงบอกว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;อย่าใส่ใข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความหมายก็คือ&amp;nbsp; เงินทั้งหมดที่มีอยู่นั้น&amp;nbsp; อย่าลงทุนในทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว&amp;nbsp; ให้กระจายเงินลงทุนไปในทรัพย์สินต่าง ๆ&amp;nbsp; ทุกอย่างให้มากที่สุด&amp;nbsp; เวลาทรัพย์สินอย่างหนึ่งเสียหาย&amp;nbsp; ทรัพย์สินอื่นก็ยังอยู่และมักให้ผลตอบแทนชดเชยกับความเสียหายนั้นได้&amp;nbsp; ถ้าทำแบบนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยรวมแล้ว&amp;nbsp; เราจะไม่เสี่ยงหรือเสียงน้อยมาก&amp;nbsp; และผลตอบแทนที่ได้จะ &amp;ldquo;ดีพอใช้&amp;rdquo;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีการในการ Diversify หรือกระจายความเสี่ยงนั้นมีหลักการใหญ่ ๆ&amp;nbsp; อยู่ 4 ข้อ&amp;nbsp; ซึ่งถ้าเราทำตามแล้ว&amp;nbsp; รับประกันได้ว่า&amp;nbsp; ความเสี่ยงของเราจะน้อยลง&amp;nbsp; ลงทุนแล้วนอนตาหลับและได้ผลตอบแทนน่าพอใจ&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; อย่าหวังรวยจากการลงทุนด้วยกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงมาก ๆ&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อแรก&amp;nbsp; กระจายการถือหลักทรัพย์ในหลาย ๆ&amp;nbsp; กลุ่มหรือที่เรียกว่าหลาย&amp;nbsp; Asset Class&amp;nbsp; โดยกลุ่มหลักทรัพย์ที่สำคัญประกอบด้วยกลุ่มตราสารหนี้ซึ่งรวมถึงเงินฝากในสถาบันการเงินที่กำหนดผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยที่แน่นอน&amp;nbsp;&amp;nbsp; กับกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนไม่แน่นอนแต่โดยเฉลี่ยแล้วให้ผลตอบแทนสูงกว่ากลุ่มแรก&amp;nbsp; ซึ่งตัวใหญ่ก็คือ&amp;nbsp; หุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; การกระจายการถือหลักทรัพย์เป็นสองกลุ่มใหญ่นั้นช่วยให้เราไม่เสี่ยงเกินไปเพราะในบางช่วงหุ้นอาจจะตก&amp;nbsp; แต่ถ้าเรามีพันธบัตรอยู่ครึ่งหนึ่งหรือ&amp;nbsp; 60%&amp;nbsp; ส่วนนี้เราจะไม่เสียหาย&amp;nbsp; เพราะเวลาหุ้นตก&amp;nbsp; ราคาพันธบัตรมักจะไม่ลดลง&amp;nbsp; ที่จริงมันมักจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; เราไม่เสียหายมาก&amp;nbsp; ในทางตรงกันข้าม&amp;nbsp; ในกรณีที่หุ้นขึ้น&amp;nbsp; เราก็ได้กำไรจากการที่หุ้นขึ้นซึ่งทำให้ผลตอบแทนรวมของเราดีกว่าการถือพันธบัตรหรือเงินฝากเพียงอย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อสอง&amp;nbsp; กระจายความเสี่ยงโดย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การลงทุนในหลายช่วงเวลา&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นี่คือการลดความเสี่ยงในเรื่องของเวลาเข้าลงทุน&amp;nbsp; เหตุผลก็คือ&amp;nbsp; ถ้าเรามีเงินก้อนโตก้อนหนึ่งแล้วเราเข้าซื้อหลักทรัพย์เช่นหุ้นในเวลาใดเวลาหนึ่งด้วยเงินทั้งหมด&amp;nbsp; ถ้าช่วงนั้นราคาหุ้นต่ำ&amp;nbsp; หลังจากนั้นหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงมาก&amp;nbsp; ผลตอบแทนของเราก็ดีมาก&amp;nbsp; แต่ถ้าตรงกันข้าม&amp;nbsp; เราเข้าลงทุนในช่วงที่หุ้นราคาสูงติดดอย&amp;nbsp; หลังจากลงทุนแล้วหุ้นตกลงมามาก&amp;nbsp; ผลตอบแทนของเราก็จะแย่มาก&amp;nbsp; นี่คือความเสี่ยงของการเน้นการลงทุนในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีการลดความเสี่ยงก็คือ&amp;nbsp; ค่อย ๆ&amp;nbsp; กระจายการลงทุนเป็นช่วง ๆ&amp;nbsp; โดยไม่ต้องสนใจว่าเวลานั้นหุ้นจะสูงหรือต่ำ&amp;nbsp; ยิ่งทยอยลงทุนเป็นช่วงเวลายาวนานก็ยิ่งช่วยลดความเสี่ยงได้มากขึ้นเท่านั้น&amp;nbsp; อย่าไป &amp;nbsp;&amp;ldquo;เก็ง&amp;rdquo; ว่าช่วงไหนเป็นเวลาที่ดีเพราะเรามักจะเก็งไม่ถูก&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลักการกระจายการลงทุนข้อนี้เหมาะสมกับคนกินเงินเดือนประจำที่มีเงินเข้าลงทุนเรื่อย ๆ&amp;nbsp; ตามเวลาเงินเดือนออก&amp;nbsp; ซึ่งเขาควรนำมาลงทุนโดยไม่ต้องคำนึงถึงภาวะตลาดหุ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อสาม&amp;nbsp; กระจายการลงทุนในหลาย ๆ&amp;nbsp; ตลาด&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่คือการลดความเสี่ยงจากการที่ตลาดหนึ่งตลาดใดจะแย่ผิดปกติ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ถ้าคิดว่าตลาดหุ้นของประเทศไทยนั้นมีความเสี่ยงจากอะไรบางอย่างเป็นพิเศษ&amp;nbsp; การกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศก็เป็นทางหนึ่งในการลดความเสี่ยงได้&amp;nbsp; เพราะหุ้นของประเทศอื่นนั้นมักจะมีความเสี่ยงไม่เหมือนเมืองไทยซึ่งจะช่วยชดเชยผลตอบแทนได้ในกรณีที่เกิดความเสียหายจากประเทศไทย&amp;nbsp; เช่นเดียวกัน&amp;nbsp; บางครั้งหุ้นในตลาดไทยก็อาจให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นในตลาดต่างประเทศ&amp;nbsp; โดยรวมแล้ว&amp;nbsp; การลงทุนในหลายประเทศจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อสุดท้ายของการกระจายความเสี่ยงก็คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;การปรับพอร์ต&amp;rdquo;&amp;nbsp; หรือ&amp;nbsp; Rebalance นั่นก็คือ&amp;nbsp; เมื่อกระจายความเสี่ยงโดยการถือครองหลักทรัพย์แต่ละกลุ่มในอัตราที่เหมาะสมกับตนเองดีแล้ว&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีหุ้นคิดเป็น&amp;nbsp; 60%&amp;nbsp; ในตอนต้นปี&amp;nbsp; แต่พอถึงปลายปี&amp;nbsp; หุ้นอาจจะมีราคาเพิ่มขึ้นมากในขณะที่ตราสารหนี้ยังมีราคาเท่าเดิม&amp;nbsp; กลายเป็นว่า&amp;nbsp; หุ้นมีน้ำหนักมากขึ้นเป็น&amp;nbsp; 80%&amp;nbsp; ของพอร์ต&amp;nbsp; สิ่งที่เราควรทำก็คือ&amp;nbsp; ลดปริมาณหุ้นลงให้กลับมาเป็น 60%&amp;nbsp; เหมือนเดิม&amp;nbsp; นั่นก็คือ&amp;nbsp; ให้ขายหุ้นบางส่วนแล้วนำเงินที่ได้ไปลงทุนในตราสารหนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตรงกันข้าม&amp;nbsp; ถ้าถึงสิ้นปีหุ้นมีราคาลดลงมาก&amp;nbsp; หุ้นเหลือเพียง 40%&amp;nbsp; ของพอร์ต&amp;nbsp; สิ่งที่เราควรทำก็คือ&amp;nbsp; ให้เอาเงินที่เป็นตราสารหนี้หรือเงินฝากไปซื้อหุ้นเพิ่ม&amp;nbsp; ซึ่งจะทำให้หุ้นกลับขึ้นมาเป็น&amp;nbsp; 60%&amp;nbsp; เหมือนเดิมโดยไม่ต้องกลัวว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;หุ้นกำลังตก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ถ้าเราทำแบบนี้ก็เท่ากับว่าเวลาหุ้นขึ้นเรามักจะขาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; และเวลาที่หุ้นตก&amp;nbsp; เรามักจะซื้อหุ้นเพิ่ม&amp;nbsp; โดยเฉลี่ยแล้ว&amp;nbsp; เราจะได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น&amp;nbsp; ความเสี่ยงจะลดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยสรุปสุดท้ายก็คือ&amp;nbsp; การกระจายความเสี่ยงโดยการ&amp;nbsp; Diversify และ&amp;nbsp; Rebalance นั้น&amp;nbsp; เป็นยุทธศาสตร์การลงทุนที่&amp;nbsp; เน้นความปลอดภัย&amp;nbsp; โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีความรู้ความสามารถในการลงทุนไม่มาก&amp;nbsp; มันเหมาะกับคนชั้นกลางที่กินเงินเดือนและต้องการสร้างหลักประกันในการที่จะสามารถเกษียณได้อย่างมีความสุข&amp;nbsp; Model หรือรูปแบบหนึ่งก็คือ&amp;nbsp; การที่คนกินเงินเดือนกันเงินรายได้ประมาณ 10% มาลงทุนทุกเดือน&amp;nbsp; โดยการลงทุนอาจจะกระจายซื้อหน่วยลงทุนหุ้นที่อิงดัชนีเช่น&amp;nbsp; TDEX จำนวน 40%&amp;nbsp; อีก 20%&amp;nbsp; อาจจะซื้อหน่วยลงทุนที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ&amp;nbsp; รวมเป็นหุ้น 60%&amp;nbsp; เงินอีก 30%&amp;nbsp; ลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ของบริษัทระดับบลูชิพหรือรัฐวิสาหกิจชั้นนำ&amp;nbsp; ที่เหลือประมาณ 10%&amp;nbsp; อาจจะเก็บเป็นเงินฝากในธนาคาร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งหมดนั้น&amp;nbsp; ต้องทำการปรับพอร์ตหรือ&amp;nbsp; Rebalance ทุกปี&amp;nbsp; ปีละครั้ง โดยที่ทั้งหมดนั้นต้องทำโดยอัตโนมัติ&amp;nbsp; ไม่ใช้ความรู้สึกหรือพยายามเก็งภาวะตลาด&amp;nbsp; และนี่คือ&amp;nbsp; Model ที่น่าจะพาให้ผู้ลงมือทำไปถึงเป้าหมายอย่างไม่เครียดและมีความสุขตลอดระยะเวลาอันยาวนานของการลงทุนได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/03/16/812</guid>
			<pubDate>Tue, 16 Mar 2010 10:19:12 +0700</pubDate>
            <category>/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/nivate/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/2010/03/16/812</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/03/16/812?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>ใข่ในตะกร้า</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/03/16/811</link>
            <description>&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;กฏของการลงทุนข้อที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งก็คือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;การกระจายความเสี่ยง&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;rdquo;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;หรือที่เรียกว่า &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;Diversify&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;ในภาษาอังกฤษ&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;การกระจายความเสี่ยงนั้นจะเป็นการป้องกันอันตรายร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากความผันผวนหรือความผิดพลาดในการลงทุนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ในแวดวงการเงินมีคำเปรียบเปรยเรื่องการกระจายความเสี่ยงว่าเหมือนกับการ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;ใส่ใข่ไว้ในตะกร้าหลายใบ&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;rdquo;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;นั่นก็คือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;หากตะกร้าใบใดใบหนึ่งตกลงพื้นทำให้ใข่แตกหมด&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ใข่ในตะกร้าใบอื่น ๆ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ก็ยังอยู่&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;แต่ถ้าใส่ใข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;และตะกร้าใบนั้นตกลงพื้น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ความเสียหายก็มหาศาล&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ดังนั้น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เขาจึงบอกว่า&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;อย่าใส่ใข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;rdquo;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ความหมายก็คือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เงินทั้งหมดที่มีอยู่นั้น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;อย่าลงทุนในทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ให้กระจายเงินลงทุนไปในทรัพย์สินต่าง ๆ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ทุกอย่างให้มากที่สุด&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เวลาทรัพย์สินอย่างหนึ่งเสียหาย&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ทรัพย์สินอื่นก็ยังอยู่และมักให้ผลตอบแทนชดเชยกับความเสียหายนั้นได้&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ถ้าทำแบบนี้&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;โดยรวมแล้ว&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เราจะไม่เสี่ยงหรือเสียงน้อยมาก&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;และผลตอบแทนที่ได้จะ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;ดีพอใช้&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;rdquo;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;span&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;วิธีการในการ &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;Diversify&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt; หรือกระจายความเสี่ยงนั้นมีหลักการใหญ่ ๆ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;อยู่ 4 ข้อ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ซึ่งถ้าเราทำตามแล้ว&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;รับประกันได้ว่า&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ความเสี่ยงของเราจะน้อยลง&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ลงทุนแล้วนอนตาหลับและได้ผลตอบแทนน่าพอใจ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;อย่างไรก็ตาม&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;อย่าหวังรวยจากการลงทุนด้วยกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงมาก ๆ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ข้อแรก&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;กระจายการถือหลักทรัพย์ในหลาย ๆ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;กลุ่มหรือที่เรียกว่าหลาย&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;Asset Class&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;โดยกลุ่มหลักทรัพย์ที่สำคัญประกอบด้วยกลุ่มตราสารหนี้ซึ่งรวมถึงเงินฝากในสถาบันการเงินที่กำหนดผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยที่แน่นอน&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;กับกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนไม่แน่นอนแต่โดยเฉลี่ยแล้วให้ผลตอบแทนสูงกว่ากลุ่มแรก&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ซึ่งตัวใหญ่ก็คือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;หุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;การกระจายการถือหลักทรัพย์เป็นสองกลุ่มใหญ่นั้นช่วยให้เราไม่เสี่ยงเกินไปเพราะในบางช่วงหุ้นอาจจะตก&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;แต่ถ้าเรามีพันธบัตรอยู่ครึ่งหนึ่งหรือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;60&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;%&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;ส่วนนี้เราจะไม่เสียหาย&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เพราะเวลาหุ้นตก&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ราคาพันธบัตรมักจะไม่ลดลง&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ที่จริงมันมักจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ดังนั้น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เราไม่เสียหายมาก&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ในทางตรงกันข้าม&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ในกรณีที่หุ้นขึ้น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เราก็ได้กำไรจากการที่หุ้นขึ้นซึ่งทำให้ผลตอบแทนรวมของเราดีกว่าการถือพันธบัตรหรือเงินฝากเพียงอย่างเดียว&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ข้อสอง&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;กระจายความเสี่ยงโดย&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;การลงทุนในหลายช่วงเวลา&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;rdquo; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;นี่คือการลดความเสี่ยงในเรื่องของเวลาเข้าลงทุน&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เหตุผลก็คือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ถ้าเรามีเงินก้อนโตก้อนหนึ่งแล้วเราเข้าซื้อหลักทรัพย์เช่นหุ้นในเวลาใดเวลาหนึ่งด้วยเงินทั้งหมด&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ถ้าช่วงนั้นราคาหุ้นต่ำ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;หลังจากนั้นหุ้นวิ่งขึ้นไปสูงมาก&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ผลตอบแทนของเราก็ดีมาก&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;แต่ถ้าตรงกันข้าม&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เราเข้าลงทุนในช่วงที่หุ้นราคาสูงติดดอย&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;หลังจากลงทุนแล้วหุ้นตกลงมามาก&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ผลตอบแทนของเราก็จะแย่มาก&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;นี่คือความเสี่ยงของการเน้นการลงทุนในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;วิธีการลดความเสี่ยงก็คือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ค่อย ๆ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;กระจายการลงทุนเป็นช่วง ๆ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;โดยไม่ต้องสนใจว่าเวลานั้นหุ้นจะสูงหรือต่ำ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ยิ่งทยอยลงทุนเป็นช่วงเวลายาวนานก็ยิ่งช่วยลดความเสี่ยงได้มากขึ้นเท่านั้น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;อย่าไป &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;เก็ง&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;rdquo; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;ว่าช่วงไหนเป็นเวลาที่ดีเพราะเรามักจะเก็งไม่ถูก&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;หลักการกระจายการลงทุนข้อนี้เหมาะสมกับคนกินเงินเดือนประจำที่มีเงินเข้าลงทุนเรื่อย ๆ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ตามเวลาเงินเดือนออก&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ซึ่งเขาควรนำมาลงทุนโดยไม่ต้องคำนึงถึงภาวะตลาดหุ้น&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ข้อสาม&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;กระจายการลงทุนในหลาย ๆ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ตลาด&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;นี่คือการลดความเสี่ยงจากการที่ตลาดหนึ่งตลาดใดจะแย่ผิดปกติ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เช่น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ถ้าคิดว่าตลาดหุ้นของประเทศไทยนั้นมีความเสี่ยงจากอะไรบางอย่างเป็นพิเศษ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;การกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศก็เป็นทางหนึ่งในการลดความเสี่ยงได้&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เพราะหุ้นของประเทศอื่นนั้นมักจะมีความเสี่ยงไม่เหมือนเมืองไทยซึ่งจะช่วยชดเชยผลตอบแทนได้ในกรณีที่เกิดความเสียหายจากประเทศไทย&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เช่นเดียวกัน&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;บางครั้งหุ้นในตลาดไทยก็อาจให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นในตลาดต่างประเทศ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;โดยรวมแล้ว&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;การลงทุนในหลายประเทศจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทนได้&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ข้อสุดท้ายของการกระจายความเสี่ยงก็คือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;การปรับพอร์ต&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;rdquo;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;หรือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;Rebalance &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;นั่นก็คือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เมื่อกระจายความเสี่ยงโดยการถือครองหลักทรัพย์แต่ละกลุ่มในอัตราที่เหมาะสมกับตนเองดีแล้ว&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เช่น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;มีหุ้นคิดเป็น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;60&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;%&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;ในตอนต้นปี&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;แต่พอถึงปลายปี&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;หุ้นอาจจะมีราคาเพิ่มขึ้นมากในขณะที่ตราสารหนี้ยังมีราคาเท่าเดิม&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;กลายเป็นว่า&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;หุ้นมีน้ำหนักมากขึ้นเป็น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;80&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;%&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ของพอร์ต&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;สิ่งที่เราควรทำก็คือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ลดปริมาณหุ้นลงให้กลับมาเป็น 60&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;%&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เหมือนเดิม&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;นั่นก็คือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ให้ขายหุ้นบางส่วนแล้วนำเงินที่ได้ไปลงทุนในตราสารหนี้&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ตรงกันข้าม&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ถ้าถึงสิ้นปีหุ้นมีราคาลดลงมาก&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;หุ้นเหลือเพียง 40&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;%&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ของพอร์ต&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;สิ่งที่เราควรทำก็คือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ให้เอาเงินที่เป็นตราสารหนี้หรือเงินฝากไปซื้อหุ้นเพิ่ม&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ซึ่งจะทำให้หุ้นกลับขึ้นมาเป็น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;60&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;%&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เหมือนเดิมโดยไม่ต้องกลัวว่า&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;หุ้นกำลังตก&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;&amp;rdquo;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ถ้าเราทำแบบนี้ก็เท่ากับว่าเวลาหุ้นขึ้นเรามักจะขาย&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;และเวลาที่หุ้นตก&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เรามักจะซื้อหุ้นเพิ่ม&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;โดยเฉลี่ยแล้ว&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เราจะได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ความเสี่ยงจะลดลง&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;โดยสรุปสุดท้ายก็คือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;การกระจายความเสี่ยงโดยการ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;Diversify &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;และ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;Rebalance &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;นั้น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เป็นยุทธศาสตร์การลงทุนที่&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เน้นความปลอดภัย&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีความรู้ความสามารถในการลงทุนไม่มาก&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;มันเหมาะกับคนชั้นกลางที่กินเงินเดือนและต้องการสร้างหลักประกันในการที่จะสามารถเกษียณได้อย่างมีความสุข&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;Model &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;หรือรูปแบบหนึ่งก็คือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;การที่คนกินเงินเดือนกันเงินรายได้ประมาณ 10&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;% &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;มาลงทุนทุกเดือน&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;โดยการลงทุนอาจจะกระจายซื้อหน่วยลงทุนหุ้นที่อิงดัชนีเช่น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;TDEX &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;จำนวน 40&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;%&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;อีก 20&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;%&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;อาจจะซื้อหน่วยลงทุนที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;รวมเป็นหุ้น 60&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;%&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;เงินอีก 30&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;%&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;ลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ของบริษัทระดับบลูชิพหรือรัฐวิสาหกิจชั้นนำ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ที่เหลือประมาณ 10&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;%&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;อาจจะเก็บเป็นเงินฝากในธนาคาร&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ทั้งหมดนั้น&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ต้องทำการปรับพอร์ตหรือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;Rebalance &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;ทุกปี&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ปีละครั้ง โดยที่ทั้งหมดนั้นต้องทำโดยอัตโนมัติ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ไม่ใช้ความรู้สึกหรือพยายามเก็งภาวะตลาด&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;และนี่คือ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Calibri&quot;&gt;Model &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 16pt; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39;&quot;&gt;ที่น่าจะพาให้ผู้ลงมือทำไปถึงเป้าหมายอย่างไม่เครียดและมีความสุขตลอดระยะเวลาอันยาวนานของการลงทุนได้&lt;span&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/03/16/811</guid>
			<pubDate>Tue, 16 Mar 2010 10:17:17 +0700</pubDate>
            <category>/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/nivate/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/2010/03/16/811</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/03/16/811?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>มหัศจรรย์ของหุ้น VI</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/03/08/809</link>
            <description>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การลงทุนแบบ Value Investment ในเมืองไทยนั้นน่าจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังหลังจากปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติเศรษฐกิจไทยและหลังจากการตีพิมพ์หนังสือเรื่อง&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตีแตก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ของผมในราวปี 2542&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั่นเป็นปีเริ่มต้นที่&amp;nbsp; &amp;ldquo;เข้าตำรา&amp;rdquo;&amp;nbsp; โหร&amp;nbsp; นั่นคือ&amp;nbsp; ดวง &amp;ldquo;ตกฟาก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ของ VI เหมาะสม&amp;nbsp; เป็น &amp;ldquo;ดวง&amp;rdquo; ที่ดีมาก&amp;nbsp; เพราะหลังจากการตกต่ำอย่างหนักของตลาดหุ้นในช่วงนั้นทำให้ตลาดเต็มไปด้วยหุ้นที่มีราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ&amp;nbsp; ผมยังจำได้ว่ามีหุ้นของกิจการที่มั่นคงแข็งแกร่ง&amp;nbsp; เป็นผู้นำอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารที่เป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต&amp;nbsp; ที่ยังมียอดขายดีมากในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ&amp;nbsp; มีกำไรและปันผลที่สูงมาก&amp;nbsp; ฐานะการเงินแข็งแกร่งไม่มีหนี้สินจากสถาบันการเงิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ราคาของมันคิดเป็นค่า PE แค่&amp;nbsp; 5&amp;nbsp; เท่า&amp;nbsp; ค่า PB &amp;nbsp;ไม่เกิน 1 เท่า&amp;nbsp; และจ่ายปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นถึง 10%&amp;nbsp; ต่อปี&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; การลงทุนซื้อหุ้นแบบนี้ซึ่งก็คือหุ้นแบบ VI จึงเป็นการลงทุน&amp;nbsp; &amp;ldquo;ในฝัน&amp;rdquo;&amp;nbsp; และเมื่อเวลาผ่านไป&amp;nbsp; มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการลงทุนที่ดีและได้ผลตอบแทนที่งดงามมาก &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; text-indent: 36pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;ว่าไปแล้ว&amp;nbsp; ดวงตกฟากของ&amp;nbsp; VI ในเมืองไทยก็เหมือนกับดวงตกฟากของ VI ต้นตำรับในอเมริกาที่เกิดขึ้นหลังวิกฤติเศรษฐกิจของอเมริกาในปี&amp;nbsp; 1929 และหลังการตีพิมพ์หนังสือเรื่อง&amp;nbsp; Securities&amp;nbsp; Analysis ของ&amp;nbsp; เบน&amp;nbsp; เกรแฮม ในปี 1934&amp;nbsp; ซึ่งทำให้การลงทุนแบบ VI&amp;nbsp; แพร่หลายไปทั่วอเมริกาและทั่วโลกในเวลาต่อมา&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลังจากการเริ่มต้นแนวทางการลงทุนแบบ VI ในช่วงจังหวะเวลาที่ดีเยี่ยมนั้นแล้ว&amp;nbsp; การลงทุนแบบ VI&amp;nbsp; ในตลาดหุ้นไทยก็ค่อย ๆ&amp;nbsp; เจริญเติบโตขึ้นเป็นลำดับ&amp;nbsp; ในช่วงเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมาเราได้เห็นนักลงทุนแบบ&amp;nbsp; VI เพิ่มขึ้นจำนวนมาก&amp;nbsp; ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวความคิดนี้แพร่หลายออกไปนั้นน่าจะอยู่ที่ผลงานความสำเร็จของการลงทุนของนักลงทุนแบบ VI&amp;nbsp; จำนวนไม่น้อยที่สามารถสร้างผลตอบแทนงดงาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลตอบแทนของ VI หลายคนนั้นแทบจะเรียกได้ว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;มหัศจรรย์&amp;rdquo;&amp;nbsp; และทำให้พวกเขากลายเป็น&amp;nbsp; &amp;ldquo;เศรษฐี&amp;rdquo;&amp;nbsp; ได้ในเวลาอันสั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ในกรณีส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดที่พูดถึงนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่&amp;nbsp; &amp;ldquo;กล่าวอ้าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; หรือเป็นการ&amp;nbsp; &amp;ldquo;คาดการณ์&amp;rdquo;&amp;nbsp; กันเองโดยคนอื่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะผลงานการลงทุนแบบ VI&amp;nbsp; นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำโดยบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; จึงยังไม่มีข้อพิสูจน์จริง ๆ&amp;nbsp; ว่าการลงทุนแบบ&amp;nbsp; VI&amp;nbsp; เป็นการลงทุนที่ดีกว่าหรือเหนือกว่าการลงทุนแบบอื่น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อที่จะพิสูจน์ว่าการลงทุนแบบ VI ในเมืองไทยนั้นเป็นการลงทุนที่&amp;nbsp; &amp;ldquo;เหนือกว่า&amp;rdquo;&amp;nbsp; อย่างเป็นวิชาการ&amp;nbsp; ไม่ใช่จากการกล่าวอ้าง&amp;nbsp; ผมได้ทำการศึกษาเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนแบบ VI&amp;nbsp; ในตลาดหุ้นไทยสองครั้งและได้ตีพิมพ์ผลงานลงในหนังสือวารสารทางวิชาการของคณะบริหารธุรกิจของนิด้าฉบับล่าสุดคือเดือน พฤศจิกายน 2552&amp;nbsp; และต่อไปนี้คือสาระสำคัญของการศึกษาทั้งสองครั้งที่ใช้วิธีการศึกษาแบบเดียวกันและผมถือโอกาสสรุปรวมการศึกษาทั้งสองครั้งไว้ในที่นี้&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิธีการคัดเลือกว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้น&amp;nbsp; Value หรือเป็นหุ้นคุณค่าก็คือ&amp;nbsp; การหาหุ้นที่มีค่า&amp;nbsp; PE ไม่เกิน&amp;nbsp; 10&amp;nbsp; เท่า&amp;nbsp; ค่า PB ไม่เกิน 1 เท่า&amp;nbsp; และค่าผลตอบแทนปันผลหรือ Dividend Yield ไม่ต่ำกว่า 3%&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยที่หุ้นตัวไหนเข้าเกณฑ์ดังกล่าวในตอนสิ้นปีที่แล้ว&amp;nbsp; เราก็ซื้อหุ้นเข้าพอร์ตเพื่อลงทุนในปีต่อมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราจะถือหุ้นดังกล่าวเป็นเวลาหนึ่งปี&amp;nbsp;&amp;nbsp; พอถึงสิ้นปีเราก็มาดูอีกทีหนึ่งว่าหุ้นยังเข้าเกณฑ์หรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ายังเข้าเกณฑ์เราก็ยังถือต่อไปเพราะมันยังเป็นหุ้น Value อยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าไม่เข้าเกณฑ์แล้วเราก็ขายทิ้งแล้วเอาเงินไปลงในหุ้นอื่นที่เข้าเกณฑ์แทน&amp;nbsp; ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ&amp;nbsp; ทุกปี แล้วมาดูว่าจะได้ผลตอบแทนเท่าไรเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;line-height: normal; font-family: &amp;#39;Cordia New&amp;#39; margin: 0cm 0cm 10pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การศึกษานี้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นปี 2543 จนถึงสิ้นปี 2551 คิดเป็นเวลา 9 ปี&amp;nbsp; ผลของการศึกษาสรุปได้เป็นดังนี้&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt 54pt; text-indent: -18pt; line-height: normal&quot;&gt;1&lt;span style=&quot;font: 7pt &amp;#39;Times New Roman&amp;#39;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;จำนวนหุ้น Value ที่เข้าเกณฑ์และถูกเลือกลงทุนในปี 2543 มี 47 บริษัท และถือว่ามีจำนวนน้อยที่สุดในช่วง 9 ปีที่ศึกษา&amp;nbsp; สาเหตุคงเป็นเพราะในปีนั้นบริษัทจำนวนมากคงยังขาดทุนกันอยู่ทำให้หาหุ้นที่มีค่า PE ต่ำได้ยาก&amp;nbsp; หลังจากนั้นแล้ว&amp;nbsp; จำนวนหุ้นที่เข้าข่ายเป็นหุ้น Value ในแต่ละปีเฉลี่ยอยู่ที่ 70 บริษัท&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt 54pt; text-indent: -18pt; line-height: normal&quot;&gt;2&lt;span style=&quot;font: 7pt &amp;#39;Times New Roman&amp;#39;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;พอร์ตของหุ้น Value ที่มีหุ้นประมาณ 70 ตัว ในแต่ละปีในช่วงเก้าปีนั้น&amp;nbsp; กำไรทุกปียกเว้นปี 2551 ที่ขาดทุนประมาณ 2%&amp;nbsp; ปีที่กำไรสูงสุดคือปี 2549 ที่กำไร 73.56%&amp;nbsp; โดยที่กำไรเฉลี่ยแบบทบต้นเท่ากับประมาณ 34%&amp;nbsp; ต่อปี&amp;nbsp; ในขณะที่ผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์คิดจากดัชนีตลาดนั้น&amp;nbsp; ในช่วง 9 ปี&amp;nbsp; มีขาดทุน&amp;nbsp; 4&amp;nbsp; ปี&amp;nbsp; และขาดทุนหนักที่สุดในปี 2551 ที่ประมาณ 43%&amp;nbsp; ปีที่ดีที่สุดคือปี 2546 ซึ่งดัชนีตลาดขึ้นไปถึง 118%&amp;nbsp; และเป็นปีเดียวที่ผลตอบแทนของตลาดดีกว่าผลตอบแทนของหุ้น VI&amp;nbsp; โดยเฉลี่ยแล้ว&amp;nbsp; ผลตอบแทนทบต้นของตลาดในช่วง 9 ปีนั้น &amp;nbsp;ให้ผลตอบแทนประมาณ 4.8%&amp;nbsp; ต่อปี ซึ่งน้อยกว่าพอร์ต&amp;nbsp; VI ถึงปีละประมาณ 29%&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt 54pt; text-indent: -18pt; line-height: normal&quot;&gt;3&lt;span style=&quot;font: 7pt &amp;#39;Times New Roman&amp;#39;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ถ้าสมมุติว่าเราลงทุนเริ่มต้นในปี 2543 จำนวน 1 ล้านบาท&amp;nbsp; ภายในสิ้นปี 2551 พอร์ต VI จะโตขึ้นเป็นประมาณ 13.6 ล้านบาท&amp;nbsp; ขณะที่ถ้าลงทุนตามดัชนีตลาดหุ้น&amp;nbsp; พอร์ตจะเพิ่มขึ้นเป็นเพียง 1.5 ล้านบาทในเวลา 9 ปี&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt 36pt; line-height: normal&quot;&gt;ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ&amp;nbsp; การลงทุนในหุ้น VI ในตลาดหุ้นไทยในช่วงประมาณ 9 ปีที่ผ่านมานั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;ให้ผลตอบแทนที่&amp;nbsp; &amp;ldquo;มหัศจรรย์&amp;rdquo; จริง ๆ&amp;nbsp; และนี่เป็นการลงทุนที่ไม่ต้องวิเคราะห์อะไรมาก&amp;nbsp; ดูแค่ตัวเลขว่าเป็นหุ้นถูกเข้าข่ายหุ้นแบบ VI ในแนวของ เบน เกรแฮม ก็เพียงพอแล้ว&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั่นคืออดีตที่ผ่านมาแล้ว&amp;nbsp; และมันอาจจะเป็นโอกาสทองที่ไม่เกิดขึ้นอีก &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในวันที่ VI เพิ่งเริ่มต้นในตลาดหุ้นไทยใหม่ ๆ คนอาจจะยังรู้จักการลงทุนแบบนี้น้อย&amp;nbsp; แต่ในวันนี้&amp;nbsp; คนที่เป็น&amp;nbsp; VI มีมากขึ้นและนี่อาจจะทำให้การลงทุนแนว&amp;nbsp; เบน&amp;nbsp; เกรแฮม ยากขึ้น&amp;nbsp; และผลตอบแทนอาจจะไม่โดดเด่นเท่ากับอดีตที่ผ่านมา&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร&amp;nbsp; การลงทุนแบบ VI น่าจะยังเป็นวิธีการที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนแบบอื่น&amp;nbsp; เพราะสถิติของผลตอบแทนแบบ VI จากการศึกษาในตลาดอเมริกาที่พัฒนามากแล้วก็ยังแสดงให้เห็นว่า&amp;nbsp; VI เป็นการลงทุนที่เหนือกว่า&amp;nbsp; แม้ว่าความเหนือกว่าจะไม่มากอย่างที่เห็นจากการศึกษาในครั้งนี้ &lt;/p&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/03/08/809</guid>
			<pubDate>Mon, 8 Mar 2010 11:34:36 +0700</pubDate>
            <category>/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/nivate/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/2010/03/08/809</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/03/08/809?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>In Search of Super Stock</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/02/01/779</link>
            <description>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; Value Investor ในเมืองไทยส่วนใหญ่นั้นนับถือและยกย่อง วอเร็น บัฟเฟตต์&amp;nbsp; แต่น้อยคนที่จะทำตามวิธีการลงทุนของเขาที่เน้นการลงทุนในหุ้นของกิจการที่ดีสุดยอดในราคาที่ยุติธรรมหรือที่เรียกกันว่า&amp;nbsp; Super Stock&amp;nbsp; เหตุผลคงเป็นว่า&amp;nbsp; ข้อแรก&amp;nbsp; Value Investor ในตลาดหุ้นไทยนั้นค่อนข้างจะเน้นในเรื่องของ &amp;ldquo;ราคา&amp;rdquo; ซึ่งเป็นพื้นฐานดั้งเดิมของการลงทุนแบบ Value Investment ที่เสนอโดย เบน เกรแฮม&amp;nbsp; ในขณะที่&amp;nbsp; &amp;ldquo;คุณภาพ&amp;rdquo; ของกิจการนั้น&amp;nbsp; นักลงทุนคิดว่าเป็น&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตัวประกอบ&amp;rdquo;&amp;nbsp; พูดง่าย ๆ&amp;nbsp; ถ้าราคาหุ้น &amp;ldquo;ไม่ผ่าน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็ไม่ต้องดูว่าคุณภาพเป็นอย่างไร&amp;nbsp; ข้อสอง&amp;nbsp; เหตุที่นักลงทุนไม่ชอบลงทุนในหุ้น Super Stock นั้น&amp;nbsp; เพราะไม่รู้ว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นของกิจการที่ดีเยี่ยม&amp;nbsp; ถ้าจะว่าไป&amp;nbsp; หลายคนก็ยังสงสัยว่าในเมืองไทยนั้นมีหุ้นที่เรียกได้ว่าเป็น Super Stock แบบในสหรัฐอเมริกาจริง ๆ&amp;nbsp; หรือเปล่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; และสุดท้ายก็คือ&amp;nbsp; Value Investor อาจจะคิดว่า&amp;nbsp; การหาหุ้นถูกซื้อแล้วขายทำกำไรเมื่อราคาหุ้นขึ้นแล้วก็เปลี่ยนไปหาหุ้นถูกตัวใหม่น่าจะสร้างผลตอบแทนดีกว่าการซื้อหุ้น Super Stock แล้วถือยาวแบบ บัฟเฟตต์&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมคงไม่ถกเถียงว่าการลงแนวไหนจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากัน&amp;nbsp; แต่จะพยายามตอบคำถามว่าจะมองหาหุ้นที่เรียกว่า Super Stock อย่างไร&amp;nbsp; และต่อไปนี้คือคุณสมบัติที่ Super Stock มักจะเป็นหรือมีอยู่&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อแรก&amp;nbsp; Super Stock จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า&amp;nbsp; Durable Competitive Advantage [DCA] หรือการได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน&amp;nbsp; และความได้เปรียบนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก&amp;nbsp; โดยแหล่งของความได้เปรียบใหญ่ ๆ&amp;nbsp; อยู่ที่เรื่องของชื่อยี่ห้อที่โดดเด่น&amp;nbsp; และเรื่องของต้นทุนสินค้าที่ต่ำกว่าเนื่องจากกิจการมีขนาดที่เหมาะสมหรือมีขนาดที่ใหญ่กว่าคู่แข่งมากโดยที่คู่แข่งไม่สามารถหรือไม่ประสงค์ที่จะเพิ่มขนาดของกิจการเพื่อให้มีต้นทุนเท่าเทียมได้&amp;nbsp; เรื่องของ DCA นี้&amp;nbsp; บ่อยครั้ง&amp;nbsp; นักลงทุนอาจจะวิเคราะห์ผิด&amp;nbsp; เอา&amp;nbsp; &amp;ldquo;ความได้เปรียบชั่วคราว&amp;rdquo;&amp;nbsp; มาเป็นความได้เปรียบที่ &amp;ldquo;ยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อสอง&amp;nbsp; หุ้นสุดยอดนั้น&amp;nbsp; จะต้องอยู่ในช่วงของ&amp;nbsp; Virtuous Circle&amp;nbsp; หรือ &amp;ldquo;วงจรแห่งความรุ่งเรือง&amp;rdquo;&amp;nbsp; นั่นก็คือ&amp;nbsp; ในกระบวนการเติบโตของบริษัทนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่งมากขึ้นไปอีก&amp;nbsp; เช่นต้นทุนลดลงไปอีก&amp;nbsp; ในเวลาเดียวกัน&amp;nbsp; สินค้าและบริการกลับดีขึ้นและช่วยเร่งการเติบโตของยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น&amp;nbsp; เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot;&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อสาม Super Stock นั้นจะต้องมีศักยภาพสูงมาก&amp;nbsp; นั่นคือ&amp;nbsp; ตลาดของสินค้าหรือบริการจะต้องใหญ่มาก&amp;nbsp; และบริษัทอยู่ในสถานะที่จะ &amp;ldquo;ยึดครอง&amp;rdquo; ตลาดนั้นได้&amp;nbsp; พูดง่าย ๆ&amp;nbsp; เราสามารถมองคร่าว ๆ&amp;nbsp; ได้ว่าในอนาคตระยะยาว&amp;nbsp; บริษัทน่าจะสามารถมียอดขายได้ค่อนข้างสูงกว่าปัจจุบันมาก&amp;nbsp; และยอดขายนั้นจะทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นเป็นทวีคูณ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อสี่&amp;nbsp; การเติบโตของบริษัทที่ผ่านมานั้นน่าประทับใจเป็นเลขสองหลัก&amp;nbsp; คือมากกว่า 10% เกือบทุกปี โดยที่ยอดขายไม่เคยลดลงเลยแม้ในยามที่เศรษฐกิจซบเซาหรือเกิดวิกฤติ เช่นเดียวกัน&amp;nbsp; กำไรของบริษัทก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ&amp;nbsp; ในอัตราใกล้เคียงกับยอดขายหรือดีกว่า&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อห้า&amp;nbsp; บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานดีมาก&amp;nbsp; กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงในหลักเกิน 15-20% ต่อปี โดยที่ไม่ได้ก่อหนี้กับสถาบันการเงินมากนัก&amp;nbsp; หนี้ที่มีอยู่สามารถชดใช้ได้ด้วยกำไรจากการดำเนินงานไม่เกิน 5 ปี&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; text-indent: 36pt; line-height: normal&quot;&gt;ข้อหก&amp;nbsp; บริษัทมี&amp;nbsp; Cash From Operation หรือเงินสดที่ได้จากการทำธุรกิจดีมาก&amp;nbsp; และเมื่อบริษัทจะขยายงานก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนมากนักเทียบกับยอดขายหรือกำไรที่จะได้รับจากการลงทุนใหม่นั้น&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; text-indent: 36pt; line-height: normal&quot;&gt;ข้อเจ็ด&amp;nbsp; ผู้บริหารมักจะ&amp;nbsp; &amp;ldquo;เก่ง&amp;rdquo; และได้รับการกล่าวขวัญถึงมาก&amp;nbsp; พนักงานของบริษัทมักจะ &amp;ldquo;ดี&amp;rdquo; และมี &amp;ldquo;ความสุข&amp;rdquo; เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นทั่ว ๆ&amp;nbsp; ไป&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; text-indent: 36pt; line-height: normal&quot;&gt;ข้อแปด&amp;nbsp; หุ้น&amp;nbsp; Super Stock นั้น&amp;nbsp; มักจะไม่เคยมีราคา&amp;nbsp; &amp;ldquo;ถูก&amp;rdquo; ยกเว้นในบางช่วงบางตอนที่บริษัทอาจประสบปัญหาบางอย่างที่ร้ายแรงหรือในช่วงที่ตลาดหุ้นเกิดวิกฤติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่า PE ของ Super Stock ในระดับ 20 เท่า นั้นเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ถือว่าแพงเมื่อเทียบกับศักยภาพของกิจการในอนาคต&amp;nbsp; และนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ Value Investor จำนวนมากหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นสุดยอด&amp;nbsp; เพราะเขาเคยชินกับการลงทุนในหุ้นที่มี PE ไม่เกิน 10 เท่า&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; text-indent: 36pt; line-height: normal&quot;&gt;ทั้งหมดนั้นก็เป็นคุณสมบัติหลัก ๆ ของ Super Stock &amp;nbsp;แน่นอนใน Super Stock เองก็มี&amp;ldquo;ดีกรี&amp;rdquo; ที่ไม่เท่ากัน&amp;nbsp; บางบริษัทอาจจะดีกว่าอีกบริษัทหนึ่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และที่ชัดเจนก็คือ&amp;nbsp; บริษัทในประเทศไทยนั้นไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบได้กับ Super Stock ในอเมริกาซึ่งมีศักยภาพคลุมไปทั้งโลก&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; มูลค่าของกิจการหรือ Market Cap. ของบริษัทในอเมริกาก็ใหญ่จนเทียบไม่ได้กับบริษัทไทย&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; เวลาพูดถึง Super Stock ในตลาดหุ้นไทยเราก็ต้องเข้าใจว่าเป็นบริษัทระดับไหน&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; text-indent: 36pt; line-height: normal&quot;&gt;Value Investor หลายคนอาจจะไม่สนใจที่จะลงทุนในหุ้น Super Stock&amp;nbsp; แต่การเรียนรู้เรื่องของ&amp;nbsp; &amp;ldquo;คุณสมบัติ&amp;rdquo; ของบริษัทนั้นก็เป็นประโยชน์ไม่น้อยในการที่จะช่วยเป็น&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตัวประกอบ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ในการเลือกหุ้นลงทุน&amp;nbsp; นั่นก็คือ&amp;nbsp; หลังจากพบหุ้นที่&amp;nbsp; &amp;ldquo;ราคาถูก&amp;rdquo;&amp;nbsp; เข้าเกณฑ์ที่จะซื้อแล้ว&amp;nbsp; ก็ควรดูถึงคุณสมบัติว่าบริษัทน่าจะอยู่ในระดับไหน&amp;nbsp; ถ้าทำได้แบบนี้&amp;nbsp; ราคาก็จะไม่ใช่เงื่อนไขเดียวที่จะซื้อ&amp;nbsp; สิ่งที่ถูกต้องมากกว่าอาจจะเป็นว่า&amp;nbsp; ไม่ได้ซื้อหุ้นที่ราคาถูกที่สุด&amp;nbsp; แต่เป็นราคาถูกมากเมื่อเทียบกับคุณสมบัติของบริษัท&lt;/p&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/02/01/779</guid>
			<pubDate>Mon, 1 Feb 2010 15:22:39 +0700</pubDate>
            <category>/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/nivate/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/2010/02/01/779</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/02/01/779?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>เล่นหุ้นหลังปีทอง</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/01/25/741</link>
            <description>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี 2546 เป็น &amp;ldquo;ปีทอง&amp;rdquo; ของตลาดหุ้น&amp;nbsp; เช่นเดียวกัน&amp;nbsp; มันเป็น &amp;ldquo;ปีทอง&amp;rdquo; ของการลงทุนของผมด้วย&amp;nbsp; เพราะผมได้ผลตอบแทนเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ภายในปีเดียว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี 2552 เป็นปีที่ประวัติศาสตร์ &amp;ldquo;ซ้ำรอย&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;คือมันเป็นปีทองของตลาดหุ้นและเป็นปีทองของผมอีกครั้งหนึ่ง&amp;nbsp; แน่นอน&amp;nbsp; ผมดีใจ&amp;nbsp; แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2547 ซึ่งเป็นปี &amp;ldquo;หลังปีทอง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผมก็รู้สึกกังวลกับการลงทุนในปี 2553 ซึ่งเป็นปีหลังปีทองเหมือนกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะในปี 2547 นั้น&amp;nbsp; ดัชนีตลาดหุ้นตกลงไปถึงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp; แต่ที่แย่กว่าก็คือ&amp;nbsp; พอร์ตการลงทุนของผมนั้นลดลงถึงเกือบ 30%&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง&amp;nbsp; ปี 2553 นี้ก็อาจจะไม่ใช่ปีที่ดีของผม&amp;nbsp; และโดยความเชื่อส่วนตัวผมก็ไม่มองโลกในแง่ดีสำหรับการลงทุนในปีนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะผมคิดว่าตลาดหุ้นในปี 2553 นั้นอาจจะไม่สดใสเหมือนปี 2552&amp;nbsp; เหตุผลนั้นมีหลายเรื่อง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องแรก&amp;nbsp; อาจจะเรียกว่าเป็นเรื่องทาง&amp;nbsp; &amp;ldquo;เท็คนิค&amp;rdquo;&amp;nbsp; นั่นก็คือ ในปี 2552 นั้น&amp;nbsp; เมื่อเริ่มต้นปีดัชนีตลาดหุ้นอยู่ในระดับต่ำมากเพียงสามร้อยกว่าจุด&amp;nbsp; และถ้าเราพิจารณาว่าตลาดหุ้นนั้นตั้งมากว่า 30 ปี&amp;nbsp; แต่ราคาหุ้นจากร้อยจุดขึ้นมาเป็นแค่สามร้อยกว่าจุด&amp;nbsp; เท่ากับว่าราคาหุ้นขึ้นมาเฉลี่ยเพียงปีละ 3-4%&amp;nbsp; แทบจะไม่คุ้มกับอัตราเงินเฟ้อ&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; หุ้นก็ดูเหมือนว่าจะไปได้ทางเดียวนั่นคือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;ขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp; และหุ้นก็ขึ้นมาจริง ๆ&amp;nbsp; อย่างแรงในปี 2552&amp;nbsp; แต่เหตุการณ์ในตอนเริ่มปี 2553 นั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้น&amp;nbsp; ดัชนีหุ้นได้ขึ้นมาสูงในระยะเวลาอันสั้น&amp;nbsp; โอกาสที่หุ้นจะ&amp;nbsp; &amp;ldquo;หยุดพัก&amp;rdquo;&amp;nbsp; หรือปรับตัวลงบ้างก็น่าจะมี&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; ความไม่แน่นอนของผลตอบแทนในปี 2553&amp;nbsp; ก็น่าจะมีสูงพอสมควร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องที่สอง&amp;nbsp; ในปี 2552 ค่า PE&amp;nbsp; ซึ่งบอกถึงความถูกความแพงของตลาดหุ้นนั้นค่อนข้างต่ำ&amp;nbsp; อาจจะอยู่ที่ 7-8 เท่า&amp;nbsp; การที่หุ้นมีราคาถูกนั้น&amp;nbsp; มองในมุมของ Value Investor แล้ว&amp;nbsp; การลงทุนก็เป็นเรื่องง่ายที่จะทำกำไรสูงและมีความเสี่ยงต่ำ&amp;nbsp; แต่พอถึงปี 2553&amp;nbsp; ค่า PE ของตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาที่ประมาณ 12-13 เท่า&amp;nbsp; ซึ่งในตลาดหุ้นไทยแล้วก็ไม่ถือว่าหุ้นโดยเฉลี่ยมีราคาถูกอีกต่อไป&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; การลงทุนในปี 2553 จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำกำไรแบบปี 2552 &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องที่สาม&amp;nbsp; สถานการณ์แวดล้อมในระดับโลกในปี 2552 นั้นอยู่ในสภาพ&amp;nbsp; &amp;ldquo;เลวร้ายที่สุดในช่วงหลายสิบปี&amp;rdquo; ในเมืองไทยเองนั้น&amp;nbsp; นอกจากผลกระทบที่มาจากโลกแล้ว&amp;nbsp; เรายังมีปัญหาการเมืองที่รุนแรงภายในประเทศด้วย&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; รัฐบาลของทุกประเทศจึงต้องทำการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจนเหลือเกือบศูนย์เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp; นี่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ &amp;ldquo;เลวร้าย&amp;rdquo;&amp;nbsp; มาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่มองแบบ Value Investor ผมกลับเห็นว่านี่คือ &amp;ldquo;โอกาส&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพราะการที่ทุกสิ่งทุกอย่างแย่ที่สุดแล้ว&amp;nbsp; มันก็มีทางไปทางเดียว&amp;nbsp; นั่นคือ&amp;nbsp; มันจะต้อง &amp;ldquo;ดีขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อเริ่มปี 2553&amp;nbsp; เศรษฐกิจที่เลวร้ายก็เริ่มฟื้นตัว&amp;nbsp; บางประเทศค่อนข้างแรง&amp;nbsp; หลายประเทศเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โลกกำลังพูดถึงการลดการอัดฉีดเงินเข้าระบบของรัฐบาล&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในขณะเดียวกัน&amp;nbsp; นักเศรษฐศาสตร์หลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะไปได้ด้วยตนเองจริง ๆ&amp;nbsp; หรือยัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความไม่แน่นอนมีอยู่&amp;nbsp; เศรษฐกิจอาจจะฟุบลงไปใหม่อย่างที่เคยเกิดขึ้นในวิกฤติครั้งก่อน ๆ&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; การเล่นหุ้นในปี 2553 จึงมีทั้งโอกาสที่หุ้นจะขึ้นและลง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุดท้าย&amp;nbsp; ก็มาถึงเรื่องของพื้นฐาน นั่นคือ&amp;nbsp; กำไรของบริษัทจดทะเบียน&amp;nbsp; ในตอนเริ่มปี 2552 นั้น&amp;nbsp; มองย้อนกลับไปที่ผลประกอบการของปี 2551 ก็จะพบว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนตกต่ำลงโดยเฉพาะในไตรมาศสุดท้ายของปี 2551&amp;nbsp; เหตุผลก็คือ&amp;nbsp; บริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีต่างก็ขาดทุนจากการที่มูลค่าของสินค้าคงคลังมีราคาลดลง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; น้ำมันดิบมีราคาลดลงจากที่เคยเป็น 140 เหรียญต่อบาเรลเหลือเพียง 40 กว่าเหรียญ&amp;nbsp; เช่นเดียวกับราคาปิโตรเคมีหลาย ๆ&amp;nbsp; อย่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้ามองต่อไป&amp;nbsp; ความเสี่ยงที่ราคาสินค้าจะลดลงต่อนั้นก็มีน้อยมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตรงกันข้าม&amp;nbsp; โอกาสที่ราคาโภคภัณฑ์เหล่านั้นจะเพิ่มขึ้นมีมากกว่าและนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2552 ที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มกลับขึ้นมาเป็น 70-80 เหรียญต่อบาเรลในตอนสิ้นปี 2552 ทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นมาก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ปี 2553 นั้น&amp;nbsp; สถานการณ์ไม่แน่นอนแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะราคาน้ำมันและปิโตรเคมีอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำ&amp;nbsp; โอกาสที่ราคาจะขึ้นนั้นอาจจะพอ ๆ&amp;nbsp; กับที่ราคาจะลง&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; กำไรของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีในปี 2553 จึงไม่แน่นอนเหมือนปี 2552 ที่ดูเหมือนว่าจะมีแต่ทางขึ้นทางเดียว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความไม่แน่นอนของกำไรของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในปี 2553 ทำให้ผมไม่มั่นใจว่าดัชนีตลาดหุ้นของไทยจะวิ่งไปทางไหน&amp;nbsp; สิ่งที่ผมคิดก็คือ&amp;nbsp; โอกาสที่บริษัทจะมีกำไรก้าวกระโดดอย่างในปี 2552 น่าจะน้อย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt; line-height: normal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Tahoma&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุผลทั้งหลายที่กล่าวมาทำให้ผมไม่มองโลกในแง่ดีนักสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นในปีนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; และถ้าจะซื้อหุ้น&amp;nbsp; ผมก็จะเปลี่ยน&amp;nbsp; &amp;ldquo;โหมด&amp;rdquo;&amp;nbsp; การลงทุนจากที่เคยเน้นหุ้นที่อาจจะ &amp;ldquo;หวือหวา&amp;rdquo;&amp;nbsp; ที่ราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นลงรวดเร็วในปี 2552&amp;nbsp;&amp;nbsp; มาเป็นหุ้นที่ค่อนข้างมั่นคงและสามารถรักษาระดับการจ่ายปันผลในอัตราที่ดีอย่างต่อเนื่องแทน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป้าหมายสำคัญสำหรับการลงทุนในปี 2553 ของผมก็คือ&amp;nbsp; พยายามรักษาความมั่งคั่งที่ได้มาอย่างรวดเร็วในปี 2552 ไว้&amp;nbsp;&amp;nbsp; และไม่หวังผลเลิศในปี 2553&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าจะขายหุ้นทิ้งแล้วถือเป็นเงินสดไว้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะเงินสดนั้นให้ผลตอบแทนน้อยมากเพียง 1-2 %&amp;nbsp; ในขณะที่การลงทุนในหุ้นนั้น&amp;nbsp; เฉพาะปันผลก็ 3-4%&amp;nbsp; เข้าไปแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหนือสิ่งอื่นใด&amp;nbsp; ผมก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมคิดไว้นั้นถูกจริงหรือเปล่า&amp;nbsp; มันอาจจะมีปัจจัยอย่างอื่นที่เราคิดไม่ถึงเข้ามากระทบและกลบสิ่งที่เราคิดไว้ทั้งหมดได้&amp;nbsp; ดังนั้น&amp;nbsp; ข้อสรุปของผมก็คือ&amp;nbsp; Stay Calm, Stay Invest ใจเย็นและลงทุนต่อไป&amp;nbsp; เพียงแต่ต้องระมัดระวังมากขึ้นและไม่หวังผลเลิศ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/01/25/741</guid>
			<pubDate>Mon, 25 Jan 2010 11:41:40 +0700</pubDate>
            <category>/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/nivate/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87+Value+Investor/2010/01/25/741</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/nivate/2010/01/25/741?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
            </channel>
</rss>
