Wednesday, 24 April 2013

โชว์ห่วย

« ธรรมะกับการลงทุน | Main | หุ้นที่(จะ)ใหญ่ที่สุดในตลาด »

การพยายาม เปลี่ยนภาพ ร้านขายของจิปาถะหรือร้านสะดวกซื้อแบบดั้งเดิมที่เรียกกันว่าร้านโชว์ห่วยของกระทรวงพาณิชย์โดยการจัดร้านและปรับปรุงบริการใหม่และเปลี่ยนคำเรียกใหม่ว่าเป็นร้าน  โชว์สวย  นั้น  ผมคิดว่าคงไม่สามารถทำให้ร้านโชว์ห่วยซึ่งมีภาพของความเก่า  ล้าสมัย  และบริการไม่ดี  เปลี่ยนไปเป็นร้านที่ทันสมัย  บริการดี  และน่าเข้าไปใช้บริการได้  เหตุผลไม่ใช่เพราะว่าร้านเหล่านี้จะปรับปรุงตัวเองไม่ได้  แต่เพราะว่ามันไม่คุ้มที่จะทำเนื่องจากต้นทุนในการปรับปรุงร้านนั้นอาจจะสูงเกินไป  ระบบข้อมูลในการควบคุมสต็อกสินค้าและการเก็บเงินแพงเกินไป  ค่าจ้างพนักงานสูงเกินไป  และอื่น ๆ  อีกมาก  สิ่งต่าง ๆ  เหล่านี้สำหรับร้านค้าปลีกดั้งเดิมที่มักจะมีร้านเดียวและบริหารโดยเจ้าของและคนในครอบครัวไม่สามารถทำได้อย่างคุ้มค่าเปรียบเทียบกับร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีร้านค้าเป็นเครือข่ายนับร้อยหรือนับพันสาขา   ดังนั้น  โชว์ห่วยซึ่งคนไปแปลความหมายว่าเป็นร้านที่  ห่วย  จึงยังจะแย่ต่อไป   เพราะมันเป็นเรื่องของ  โครงสร้าง  ที่  แก้ไม่ได้  แต่ถ้าถามว่าแล้วในที่สุดจะ  ตาย  หรือหมดไปไหม  คำตอบก็คือ  มันก็คงไม่ล้มหายตายจากไปหมด  พวกเขาก็จะยังอยู่ได้ในแบบที่เหมาะสม  แต่ก็จะไม่ดีหรือรุ่งเรืองหรือเติบโตขึ้น

            ที่ผมเกริ่นเรื่องของร้านโชว์ห่วยนั้น  ที่จริงไม่ได้ตั้งใจที่จะพูดถึงร้านหรือธุรกิจสะดวกซื้อเลย   เพียงแต่อยากจะเชื่อมโยงถึงธุรกิจหรือบริษัทอื่น ๆ  ที่โดยธรรมชาติของมันจริง ๆ  แล้วก็ไม่ใช่ธุรกิจที่ดีเด่นอะไรเลยแม้ว่าบางบริษัทจะใหญ่โตเป็นกิจการระดับประเทศ  และถ้าจะพูดไปก็อาจจะเป็นกิจการที่  ห่วย เหมือนกันในแง่ที่ว่ามันมีกำไรน้อย  ผลประกอบการไม่แน่ไม่นอน  และอื่น ๆ  อีกหลายอย่าง  และนี่ก็เช่นเดียวกัน  มันไม่ใช่เรื่องที่เกิดจากผู้บริหารหรือเจ้าของไม่มีความสามารถ   แต่มันเป็นเรื่องของโครงสร้างที่  แก้ไม่ได้  และก็เช่นเดียวกัน  พวกเขาไม่ล้มหายตายจากไป  แต่ก็ยากที่จะเจริญรุ่งเรืองไปได้มาก ๆ   ถ้าเป็นหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  โอกาสที่มูลค่าของหุ้นจะสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชีในระยะยาวก็มักจะมีน้อย  ในทางวิชาการแล้วเราเรียกธุรกิจเหล่านี้ว่าบริษัทที่ผลิตและขายสินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์   โดยที่วิธีสังเกตว่าบริษัทไหนจะเป็น บริษัทโชว์ห่วย  นั้น  เราอาจจะดูจากข้อมูลบางอย่างดังต่อไปนี้

            ข้อแรกก็คือ  บริษัทมีกำไรน้อยเมื่อเทียบกับยอดขาย  หรือ Profit Margin ต่ำ  สิ่งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากกิจการขายสินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเหมือนกับสินค้าของคู่แข่ง  ดังนั้น  การแข่งขันจึงต้องอาศัยราคาเป็นหลักทำให้ราคาสินค้าลดลงจนเหลือกำไรที่ต่ำที่สุดที่ธุรกิจจะยังอยู่ได้  คำว่าต่ำนั้นโดยทั่วไปผมมองอยู่ที่กำไรต่อยอดขายที่ต่ำกว่า 5%  และนี่คือตัวเลขตัวแรก  แต่ก็ยังไม่ใช่เงื่อนไขว่าทุกบริษัทที่มีมาร์จินต่ำกว่า 5% จะต้อง โชว์ห่วย เสมอไป  ต้องดูอย่างอื่นประกอบด้วย

            ข้อสองคือ  กำไรในระยะยาวเช่นตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปถ้ามองย้อนหลังก็จะพบว่ามีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง  บางปีกำไรดีมาก  แต่บางปีก็อาจจะขาดทุนหรือกำไรตกลงไปมาก  ส่วนใหญ่แล้วกำไรที่ขึ้น ๆ  ลง ๆ  มักจะมาจากราคาสินค้าที่ปรับตัวขึ้นลงตามอุปสงค์และอุปทานที่เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วในแต่ละปี  สำหรับผมแล้ว  ถ้ากำไรผันผวนมากในช่วงเวลาแค่ 5 ปีที่ผ่านมา  ผมก็มักจะหลีกเลี่ยงบริษัทเหล่านี้

           ตัวเลขอีกตัวหนึ่งที่สำคัญและเป็นตัวที่บอกว่ามันอาจจะเป็นกิจการที่  โชว์ห่วย ก็คือ  กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ต่ำโดยเฉพาะที่ต่ำกว่า 10% เป็นส่วนใหญ่ในช่วง 5-10 ปี ที่ผ่านมา  เพราะนี่คือเหตุผลที่บริษัทหรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คือ  ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของไม่ควรลงทุนเนื่องจากมันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงถ้าเอาเงินของตัวเองลงไปในบริษัทแล้วได้ผลตอบแทนไม่ถึง 10% ต่อปี

           ข้อสี่ก็คือ  ในการดูตัวเลขหลาย ๆ ปี เช่น 5 ปีย้อนหลัง  บางทีผมก็อาจจะดูตัวเลขกำไรโดยรวมด้วยว่า 5 ปีที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรรวมกันเท่าไร  ซึ่งบางครั้งก็พบว่าในบางปีบริษัทขาดทุนอย่างหนักจนทำให้กำไรรวมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานั้นมีน้อยมากแม้ว่ากำไรในปีหลัง ๆ  จะดูน่าประทับใจ  แบบนี้ผมก็จะต้องระวังเป็นพิเศษเหมือนกันว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร  ถ้ามันเป็นเรื่องของธุรกิจหลักมันก็อาจจะเป็นตัวบอกเหมือนกันว่านี่เป็นสัญญาณของกิจการ  โชว์ห่วยที่กำไร 4 ปี ต้องหมดไปกับการขาดทุนเพียงปีเดียว

            ข้อห้าเป็นเรื่องเชิงคุณภาพที่จะบอกว่ามันเป็นกิจการที่แย่หรือไม่ก็คือ  จำนวนผู้ผลิตหรือคู่แข่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงที่เข้ามาแข่งขันในตลาดเดียวกัน  นี่อาจจะรวมถึงคู่แข่งหรือสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศด้วย  ถ้าดูแล้วคู่แข่งมีเต็มไปหมด  แบบนี้ก็ต้องสงสัยว่ามันจะเป็นกิจการในกลุ่ม  โชว์ห่วย ที่อาจจะทำกำไรได้ยาก

            ข้อหก  ลองคิดดูว่าสินค้าที่บริษัทขายนั้น  คนซื้อจะมีความภักดีต่อยี่ห้อมากน้อยแค่ไหน  หรือคนสนใจในเรื่องของโปรโมชั่นหรือราคามากกว่า  ถ้าเป็นอย่างหลัง  โอกาสก็คือบริษัทเป็นผู้ผลิตหรือขายสินค้า  โชว์ห่วย  ที่มักจะไม่สามารถทำกำไรที่ดีกว่าปกติได้

            ข้อเจ็ด  ในบางครั้งบริษัท  โชว์ห่วย อาจจะมีข้อมูลดีมากติดต่อกันอาจจะถึง 4-5 ปี จนทำให้เราเข้าใจผิดว่าเป็นบริษัท  โชว์สวย  ที่จริงบริษัทเหล่านี้อาจจะดียิ่งกว่าบริษัทที่ดีเยี่ยมด้วยซ้ำเนื่องจากตัวเลขทุกตัวเติบโตขึ้นแรงต่อเนื่องกันหลายปี  แต่ข้อมูลทางด้านคุณภาพบอกว่ามันน่าจะเป็นบริษัท โชว์ห่วย  เหตุผลที่ตัวเลขดีติดต่อกันหลายปีนั้นอาจจะเกิดจากสถานการณ์ผิดปกติบางอย่างเช่น  เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านของอุปสงค์-อุปทาน อย่างที่ไม่มีคนคาดคิดมาก่อนและการปรับตัวของกำลังการผลิตทำไม่ได้เร็วพอ  ดังนั้น  ราคาสินค้าอาจจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องยาวนานหลายปีทำให้บริษัทมีกำไรอย่างน่าประทับใจจนคนเข้าใจคุณสมบัติของบริษัทผิดไป 

               ข้อสุดท้ายคือกรณีที่ตัวเลขบางตัว  เช่น  กำไรต่อยอดขายอาจจะไม่สูง  เช่นเดียวกับกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่อาจจะปริ่ม ๆ  ที่ 10% ต้น ๆ    นอกจากนั้น  ตัวสินค้าที่ขายก็อาจจะดูเหมือนว่าเป็นสินค้าที่คนไม่ติดยึดยี่ห้อแต่เน้นราคามากกว่า  เช่นเดียวกัน  คู่แข่งที่มีศักยภาพก็มีอยู่มาก  ดูไปแล้วก็อาจจะบอกว่ามันน่าจะเป็น  โชว์ห่วย  อย่างไรก็ตาม  ตัวเลขกำไรมีความสม่ำเสมอปีแล้วปีเล่าและอาจจะมีแนวโน้มค่อย ๆ  เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน  ในกรณีแบบนี้เราอาจจะต้องดูลึกลงไปอีกหน่อยว่าบางทีบริษัทอาจจะมี  “Local Monopoly”  หรือมีพลังทางตลาดเนื่องจากสถานที่ตั้งของกิจการหรือร้านค้าที่ทำให้คู่แข่งไม่สามารถมาแข่งขันได้หรือเปล่า  เพราะในกรณีแบบนี้  ลูกค้าที่อยู่ในรัศมีการเดินทางอาจจะต้องการใช้บริการจากบริษัทมากกว่าจะเดินทางไปหาบริการจากคู่แข่ง  ผลก็คือ  การแข่งขันโดยใช้ราคาก็ไม่ถึงกับรุนแรงจนหากำไรไม่ได้

              การที่จะสรุปว่าหุ้นหรือกิจการตัวไหนน่าจะเป็น  โชว์ห่วย หรือตัวไหนน่าจะเป็น  โชว์สวย  นั้น  นอกจากการดูข้อมูลด้านตัวเลขและข้อมูลด้านคุณภาพดังที่กล่าวมาแล้ว  บางทีเราก็อาจจะต้องดูอย่างอื่น ๆ  ที่ผมนึกไม่ถึงหรือรายละเอียดที่ไม่สามารถเขียนได้หมด  จริงอยู่  กิจการหรือบริษัทหลาย ๆ  แห่งนั้นมี  หลักฐาน ทั้งที่เป็นตัวเลขและคุณสมบัติอย่างอื่นบอกว่ามันเป็น  โชว์ห่วย  แต่หลาย ๆ  บริษัทก็ไม่ชัด  และหลายบริษัทก็อาจจะเป็นข้อยกเว้นเนื่องจากเหตุผลพิเศษอย่างอื่นทำให้มันไม่ใช่  เมื่อได้ข้อสรุปชัดเจนแล้ว  เราก็สามารถตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นตัวนั้นได้โดยอิงอยู่กับคุณค่าที่ควรจะเป็นของมันนั่นก็คือ   หุ้น  โชว์ห่วย เราจะให้มูลค่าที่สูงมากไม่ได้  คิดจากค่า PE และเฉพาะอย่างยิ่ง PB ที่ต้องไม่สูง  มิฉะนั้นเราอาจจะเสียหายเมื่อในที่สุดตัวตนที่แท้จริงของกิจการปรากฏออกมา          

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: thstockinvest at Wed, 24 Apr 11:23 AM

ขอบพระคุณครับ เป็นบทความที่ดีมาก

Comment: นพ at Wed, 24 Apr 11:49 AM

ขอบคุณบทความอาจารย์มากครับ ได้แง่คิดการมองธุรกิจดีขึ้น ขอบคุณมากครับ

Comment: Annie at Wed, 24 Apr 12:07 PM

Thank you ka Dr.

Comment: drsakchai at Wed, 24 Apr 6:14 PM

เซเว่น ตามนิยามของอาจารย์น่าจะเป็นโชว์สวยนะ

Comment: unforeseen future at Wed, 24 Apr 6:36 PM

DE 5 เท่าก็ไม่ไหวครับ

Comment: AKS at Wed, 24 Apr 6:58 PM

Many Thanks Krabb.

Comment: Ck in Songkhla at Wed, 24 Apr 9:23 PM

Thanks very much for this good article. Worth reading.

Comment: drsakchai at Thu, 25 Apr 11:38 AM

เซเว่น มีความสามารถทางการทำกระแสรเงินสดเติบโตมากกว่า20
%และจะมากขึ้นเมื่อขยายตลาดมาทางขายส่งทั้งในและต่างประเทศ น่าจะสามารถเพิ่มทุนได้ไม่ยาก

Comment: plajonjho at Thu, 25 Apr 12:35 PM

ภาษาบ้านๆคือ ถ้าท่านขายอาหารต้นทุนวัตถุดิบ15บาทขาย30บาทต่อชามต้องขายให้ได้ "20ชาม" ต่อวันถึงจะได้ค่าแรง300บาทต่อวันยังไม่รวมต้นทุนที่ดิน แรงงาน ค่าดำเนินการต่างๆ แต่รายการทีวีที่เคยเห็นบางที่ขาย20บาทต่อชาม นั่นแปลว่ากำไรชามละ5บาทคือต้องขายให้ได้ "60ชาม" ต่อวันจึงจะได้ค่าแรง300บาทเท่ากัน ถ้าแถวนั้นท่านขายคนเดียวก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่มีร้านเปิดแข่ง ถามว่าลูกค้ามีถึงหรือไม่? แล้ววันที่ขายไม่ได้60ชามล่ะ? แล้ววันที่ขายเกิน60ชามจะได้มากหรือน้อยแค่ไหน?

Comment: Sajja at Thu, 25 Apr 5:41 PM

ส่วนใหญ่ภาครัฐก็ชอบตีปี้บแบบนี้
เราก็เห็นกันอยู่ว่ามีอะไรสำเร็จบ้าง

Comment: smarttip at Fri, 26 Apr 3:19 AM

สาเหตุเพราะ โดนเต็ม ๆ กระผมเป็นโชว์ห่วยสายพันธุ์แท้ที่กำลังจะได้รับผลกระทบจากการเปิดเกมส์รุกครั้งใหม่ของ cpall แต่ผมไม่เคยคิดที่ยอมแพ้เพราะเริ่มเห็นทางรอดแล้วครับ ผมจะแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นทุน ทางรอดที่ว่าก็คือ ให้ cpall ช่วยเลี้ยงดูครอบครัวของผมด้วย เห็นเขาว่าเป็นบริษัทที่เป็น money machine จ่ายปันผลสม่ำเสมอในอัตราที่สูงกว่าเงินฝากประจำ มี่ growth ที่สูงต่อเนื่องทุกปี ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเขียร์ให้กระบี่มือหนึ่งช่วย take over ร้านโชยห่วยทั้งประเทศเอาไปเจียระไน แล้วจ่ายค่า take over เป็น stock dividened จากนั้นก็ขายสาขาเข้ากองทุน chowhouy structure fund (ฟังดูเท่ๆ แต่รู้สึกแปลกๆ) เพื่อระดมเงินมาจ่ายคืน Bank ค่า take over หากมีเงินเหลือก็นำไปลดหนี้ต่อทุนใน deal ของ การซื้อ makro (เหมือนได้ของฟรี) จากนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาอัตราการว่างงานของประเทศ ก็ให้จ้างเจ้าของร้านเดิมเป็นพนักงานจะได้ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ ความเป็นเจ้าของก็ยังอยู่จะขี้เกียจก็ไม่ได้ ไหนๆ ก็เดินสายธรรมาภิบาลแล้วก็ต่อจิ๊กซอให้จบซะเลยจริงไหม๊ ทุกคนจะได้มีงานทำหลังจากขายสมบัติพ่อแม่ไปแล้ว (ถ้าเป็นดังว่าก็ช่วยตีราคา PE ให้สูงๆ หน่อย อย่าให้แพ้ deal makro(มันเป็นความภาคภูมใจของคนไทยก่อนได้อิสระภาพทางการเงิน) เพราะกลัวตัวหารเยอะไม่พอรับประทานครับท่าน หากกลัวพนักงานแก่ปรับตัวไม่ทันก็ส่งไปอบรมที่รร.ปัญญาภิวัฒน์จะได้มีเพื่อนร่วมชะตากรรมเยอะๆ ) แต่สิ่งที่กระผมกลัวที่สุดตลอดชีวิตแมลงเม่าก็คือ การสังหารหมู่โดนมาจนชาชินใกล้บรรลุ(พูดเพราะๆ เพราะเป็นแฟนพันธุ์แท้ตีแตก, money channel แต่ไม่ใช่ vi แน่นอน (เพราะผมไม่มีปัญญาไปหาข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงๆ มาสังเคราะห์ได้ จะไปตามคนอื่นที่ได้ชื่อว่าเจ๋ง ก็ไม่รู้ว่าเจ๋งจริงหรือเปล่า เลยขอเจ๊งด้วยน้ำมือตัวเองจะดีกว่า) ต้องประเมินจากอารมณ์ตลาดทุกระยะ scan , hearing , ghraph ผมฟังทุกวัน เขาบอกว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน) กระผมเคยเป็นเจ้าของบริษัทชั้นนำของเมืองไทย 4-5 บริษัท ตอนดัชนี 207 จุดไปช้อนได้ในสุสาน ตอนนั้นถ้าเข้าใจแนวคิดแบบ VI ทุกวันนี้คงไม่ต้องมาขายโชว์ห่วยแล้วครับผม( financial freedom-กลัวไม่ทันสมัย ) ขอบพระคุณสำหรับวิทยาทานดีๆ ที่อจ.ให้แก่สังคมทำให้คนไทยร่ำรวยไปตามๆกัน

Comment: future at Sun, 28 Apr 11:49 AM

คิดต่าง เมื่อก่อน f=ma ถูกต้องเสมอ แต่ตอนนี้เราก็บอกว่า e=mc^2 ถูกกว่า ต่อไปก็จะมีสิ่งที่ถูกต้องมากกว่า ครอบคลุมมากว่ามาอธิบาย ธรรมชาติ โอกาสจะพบ เราเชื่อก่อนว่ามี แต่ถ้าเราบอกว่า ไม่มี นั้นหมายว่า โอกาสในการพบก็จะน้อยลงไป ตรงไปตรงมาของตรรกะ คำอธิบายนี้ cp คงเห็นก่อนการณ์ จึงมีวันนี้ วันพรุ่งนี้ จะมีคนเห็นก่อนการณ์ เข้าใจปรับเกิดสมดุล จะเกิดขึ้นได้

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« April »
SunMonTueWedThuFriSat
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930