Monday, 6 August 2012

เงินคือพระเจ้า

« คุณค่าของความคลั่งไคล้ | Main | โอกาสทอง »

ถ้าจะให้ผมจัดลำดับแนวความคิดหรือสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญที่สุดในโลกที่ทำให้โลกเรานี้เจริญก้าวหน้ามาได้ถึงทุกวันนี้แล้วละก็  ผมคิดว่าหนึ่งในนั้นก็คือ  เงิน   ดังนั้น  คำพูดที่ว่า  เงินคือพระเจ้า  นั้น  น่าจะมีความเป็นจริงอย่างยิ่ง  นี่ก็เป็นเรื่องที่พูดโดยรวม  เป็นการพูดระหว่างเงินกับมนุษยชาติ  คือมองว่าถ้าไม่มีเงิน  มนุษยชาติก็คงยังล้าหลังและพวกเราทุกคนที่อ่านบทความนี้ก็น่าจะลำบากกว่าที่เป็นอยู่นี้มาก  ว่าที่จริงตัวผมเองก็คงจะต้อง  อดมื้อกินมื้อ  เพราะเรี่ยวแรงและความสามารถที่จะไป  ทำมาหากิน  นั้น  ดูจะน้อยกว่าคนอื่น  ผมเองนั้น  น่าจะทำเก่งหรือทำเป็นเฉพาะอย่าง   ส่วนอย่างอื่นรวมถึงอาหารนั้น  ผมต้อง  ซื้อมากิน  และการซื้อนั้น  มันต้องใช้เงินเป็นหลัก  ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว  เงินคือพระเจ้า  อย่างแน่นอน    มาดูกันว่าทำไม?  และประวัติคร่าว ๆ ของพระเจ้าองค์นี้

               ก่อนที่จะมีเงินเกิดขึ้นในโลกนั้น  มนุษย์มีการแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน   นี่เป็นเรื่องที่จะจำเป็น  เพราะมันทำให้คนแต่ละคนสามารถสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะอย่างซึ่งทำให้เขามีประสิทธิภาพสูงขึ้น  แทนที่คนสองคนต่างก็ปลูกข้าวและผลไม้เพื่อเอาไว้กิน  ก็ให้คนหนึ่งปลูกข้าวและอีกคนหนึ่งปลูกผลไม้  แล้วเอาข้าวครึ่งหนึ่งมาแลกกับผลไม้ครึ่งหนึ่ง  แบบนี้ทั้งคู่จะได้ข้าวและผลไม้มากขึ้นเนื่องจากแต่ละคนจะมีความเชี่ยวชาญในการปลูกมากกว่าต่างคนต่างปลูก  การแลกเปลี่ยนสินค้านี้   มนุษย์เราทำมานานมาก  น่าจะเป็นหมื่นปีนับจากที่เราเริ่มเป็นเกษตรกรและที่จริงน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่เกิดมนุษย์ขึ้นในโลกด้วยซ้ำ   เพียงแต่เมื่อมนุษย์ตั้งถิ่นฐานแล้ว   การแลกเปลี่ยนก็เกิดขึ้นมากมายเนื่องจากเราสามารถผลิตอาหารได้มากเกินกว่าการบริโภคส่วนตัวจึงต้องนำไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าอย่างอื่นจากคนที่หันไปทำอาชีพอื่น  สังคมของการแลกเปลี่ยนนั้นน่าจะดำรงอยู่เป็นพัน ๆ  ปี

               การเกิดขึ้นของเงินนั้น  น่าจะมาจากความต้องการในการแลกเปลี่ยนสินค้าที่เป็นรายการเล็ก ๆ  ที่ทำให้การใช้สินค้ามาแลกกันนั้นไม่สะดวก  ดังนั้น  ก้อนโลหะที่หายากจึงเริ่มถูกนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเมื่อประมาณ 6000 ปีมาแล้ว  ซึ่งก็คงน่าจะเกิดขึ้นในย่านตะวันออกกลางเช่นที่อียิปต์ซึ่งเป็นแหล่งอารยะธรรมแรก ๆ  ของโลก   ต่อมาในราวช่วง 2500-2700 ปีที่ผ่านมา  โลหะเช่นบรอนซ์  เงิน  และทองได้ถูกนำมาใช้เป็นเงินโดยการขึ้นรูปเป็นแบบต่าง ๆ  เช่น  ทำเป็นรูปมีด  หรือพลั่ว  ในจีน  และเป็นเหรียญ ในตุรกี  เป็นต้น    โดยแต่ละแบบก็จะมีค่าที่แตกต่างกัน  พูดถึงเรื่องนี้  แม้แต่ในประเทศไทยเอง  เมื่อไม่นานมานี้  อาจจะแค่ 200 ปี  เราก็ยังใช้เงินพดด้วงซึ่งก็น่าจะมีคุณลักษณะคล้าย    กันในการเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนสินค้า

                เงินที่เป็นกระดาษหรือ  แบงค์  นั้น  เพิ่งจะเกิดขึ้นประมาณไม่เกิน 1000 ปี ในประเทศจีนตามที่มาร์โคโปโลได้เขียนบันทึกไว้เมื่อเขาเดินทางมาเมืองจีน   อย่างไรก็ตาม  ดูเหมือนว่าเงินกระดาษที่ว่านั้นก็ยังไม่ใคร่ได้รับความนิยมมากนัก  คงคล้าย  ๆ กับเงิน  กงเต็ก  ค่าที่ว่าคุณภาพของกระดาษคงจะแย่มากจนมันขาดวิ่นได้ง่าย ๆ  เมื่อใช้ผ่านไปไม่กี่มือ  ส่วนเงินกระดาษยุคใหม่นั้น  ก็เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน  และมันก็คือ  ใบรับฝากทอง  ที่คนเอามาใช้แลกสินค้าแทนทองและโลหะต่าง ๆ  และนี่เองคือสิ่งเดียวที่ผมรู้จักและใช้มันเมื่อผมยังเป็นเด็ก 

               บัตรเครดิตเป็นนวัตกรรมของเงินที่สำคัญมากโดยเฉพาะในการซื้อขายแลกเปลี่ยนของผู้คนข้ามประเทศและทั่วโลก  แนวความคิดเรื่องบัตรเครดิตนั้นเริ่มในอเมริกา  โดยคนที่ออกบัตรแรก ๆ  ก็คือธุรกิจที่เห็นผลประโยชน์ที่จะให้เครดิตแก่ลูกค้าที่มาซื้อของ  นั่นคือ  ลูกค้าจะชอบและกลับมาซื้อของอีกเพราะสามารถ  ซื้อเชื่อได้  ต่อมาก็มีร้านค้ามากขึ้นที่เข้ามาร่วมเป็น  ชมรม  โดยการรับบัตรเครดิตของบริษัทอื่น ๆ  ด้วยเวลาลูกค้ามาซื้อของที่ร้านตัวเอง  แนวความคิดและการเริ่มใช้บัตรเครดิตนี้เพิ่งจะเริ่มไม่เกิน 100 ปีมานี้เอง   แต่บัตรเครดิตที่เป็นทางการหรือเป็นบัตรที่สามารถใช้ได้ทั่วไปอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้เพิ่งจะเริ่มเมื่อปี 1950 หรือประมาณ 60 ปีมานี้เองโดยบริษัท  ไดเนอร์สคลับ  และต่อมาบริษัท  อเมริกันเอ็กเพรส  ก็ได้ออกบัตรเครดิตที่สามารถใช้ได้ทั่วโลกในปี 1958  และนี่ก็คือ  บริษัทที่ วอเร็น บัฟเฟตต์  ได้ซื้อหุ้นจำนวนมากแบบ  ตีแตก  ในช่วงต้น ๆ  ของชีวิตการลงทุนของเขา

               ถ้าจะพูดถึงบทบาทของเงินนั้น  นอกจากจะเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันแล้ว  มันยังมีบทบาทสำคัญมากอย่างน้อยอีกสองสามเรื่อง  เรื่องแรกก็คือ  มันเป็นเครื่องมือในการเก็บสินค้าหรือข้าวของต่าง ๆ  ที่เราทำได้มากเกินกว่าที่เราจะใช้ได้หมด  นั่นคือ  เราแปลงมันเป็นเงินแล้วเก็บรักษาและลงทุนให้มันงอกเงยขึ้นเพื่อที่ว่าในอนาคตเมื่อเราไม่มีแรงที่จะทำงานหรือทำมาหากิน  เราก็สามารถเอาเงินที่เราเก็บไว้มาใช้ซื้อสินค้าที่เราต้องการได้   นอกจากนั้น  เงินจะเป็นตัวบอกถึงความมั่งคั่งที่เรามี  ทำให้เรารู้ว่าเรามีศักยภาพที่จะใช้สินค้าต่าง ๆ  ได้เท่าไรซึ่งจะช่วยบอกให้รู้ว่าเรามี  อิสรภาพ  ในการที่จะสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องทำมาหากินได้หรือไม่  ซึ่งเรื่องแบบนี้  ในสังคมที่ไม่มีเงินหรือมีเงินที่ไม่มีประสิทธิภาพ  เช่น  สังคมที่ยังใช้การแลกเปลี่ยนสินค้าหรือใช้เงินที่เป็นเหรียญโลหะอยู่  จะไม่สามารถทำได้   ลองนึกถึงมนุษย์ยุคหินที่ยังต้องหาของป่าล่าสัตว์อยู่ว่า  คุณจะเป็นอย่างไรถ้าคุณเกิดมาไม่แข็งแรงหรือคุณเจ็บป่วยหรือแก่ตัวลงไม่สามารถหากินได้?

               เงินทำให้คนทำงานหนักเพื่อเก็บสะสมสิ่งที่จะต้องใช้ในวันข้างหน้าไว้  เงินทำให้คนทำงานที่มีประโยชน์หรือมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น  ที่สำคัญที่สุดก็คือ  เงินทำให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ที่จะทำสิ่งที่มนุษย์ต้องการและสร้างความก้าวหน้าให้แก่มนุษยชาติ   เพราะงานเหล่านั้น  ทำเงิน  มากกว่างานอื่น  แน่นอน  งานบางอย่างนั้น  อาจจะไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรมากนักแต่ก็ทำเงินได้มาก  เพราะมันเป็นเรื่องของการหลอกลวงและเอาเปรียบคนอื่น  งานบางอย่างก็ดูเหมือนว่าจะทำได้อย่างสบาย ๆ  แต่ก็ได้เงินมากในขณะที่งานบางอย่างนั้นต้องทำอย่าง  อาบเหงื่อต่างน้ำ  แต่คนทำกลับได้เงินน้อยแทบไม่พอกิน  ความแตกต่างกันของความมั่งคั่งที่เกิดจากการทำงานบ่อยครั้งทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีนักในสังคม  เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ  การคิดว่าคนที่มีเงินมากนั้นมี  ความโลภ  มีเงินแล้วไม่รู้จักพอ  หรือ  เห็นเงินเป็น  พระเจ้า หรือต้องทำทุกอย่างเพื่อเงิน  เป็น ทาสของเงิน  แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร  ทุกคนก็ยังต้องพึ่งเงิน  อยากมีเงินมากขึ้น

                ในฐานะของคนที่เคยเป็นคนที่แทบจะไม่มีเงินเลยและกลายเป็นคนที่มีเงินเหลือเกินพอ  และในฐานะของคนที่เคยทำงานแบบอาบเหงื่อต่างน้ำแต่ได้เงินน้อยมากและกลายเป็นคนที่ทำงานอย่างที่ดูเหมือนว่าแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยแต่ได้เงินมากมาย  ผมอยากจะบอกว่า  เงินนั้น  เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น  ว่าที่จริงมันช่วย  นำทาง  ให้รู้ว่าเราควรทำอะไรได้มากมาย  การทำอะไรโดยไม่คิดถึงเงินเลยนั้น  ผมคิดว่ามันไม่ยั่งยืน  แต่ก็เช่นเดียวกัน  การทำอะไรก็คิดถึงแต่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียวนั้น  ผมก็คิดว่ามันไม่ยั่งยืนและจะนำไปสู่หายนะได้  สิ่งที่สำคัญที่สุดในประเด็นของเรื่องเงินก็คือ  อย่าไปคิดว่าเงินกับความสุขเป็นเรื่องเดียวกัน  เงินนั้นจะซื้อความสุขได้ถึงจุดหนึ่งเท่านั้น  หลังจากนั้นแล้ว  เงินที่มากเกินก็ไม่สามารถซื้อความสุขเพิ่มขึ้นได้   ว่าที่จริงอาจจะกลายเป็นความทุกข์ได้ถ้าเราหมกมุ่นกับมันมากเกินไป   ดังนั้น  เวลาคิดถึงเงิน  คิดถึงว่ามันคือ พระเจ้า  แต่เราจะต้อง  บูชา  อย่างถูกต้อง

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: ธนิสร at Tue, 7 Aug 9:36 AM

เงินคือเป้าหมายหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่ความสุขและทั้งหมดของชีวิต

Comment: thank you at Tue, 7 Aug 12:52 PM

good idea

thank you

Comment: สุชัย at Tue, 7 Aug 1:47 PM

อ.นิเวศน์พูดถึงประวัติและความสำคัญของเงินในฐานะตัวกลางในการแลกเปลียนสินค้า เปรียบเสมือนเงินคือพระเจ้า ไม่ได้สอนให้คนบ้าเงินและบูชาเงินเป็นพระเจ้า

Comment: chiaw at Tue, 7 Aug 1:51 PM

เห็นด้วยครับ

Comment: Nan at Tue, 7 Aug 3:04 PM

ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันข้อคิดดีๆค่ะ สมดุลของชีวิตคือความเรียบง่าย และความสุข สงบทางจิตใจ

Comment: at least 8 at Tue, 7 Aug 9:27 PM

* สิ่งที่เราเห็นว่าเงินสำคัญ ?
รับเงิน Greece ไหมครับ
ในเมื่อวันที่เงินเฟ้อ มีวิธีบูชาพระเจ้าที่รักษาค่าตัวเองอย่างไรดีครับ

Comment: eddy fund at Tue, 7 Aug 10:45 PM

เงินไม่ใช่พระเจ้าครับ แต่เป็นทาสของเราเองครับ มันอยู่ที่เราจะใช้มันเป็นหรือเปล่า

Comment: สุขพล at Wed, 8 Aug 4:42 AM

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ

Comment: APAI at Wed, 8 Aug 8:36 AM

ชอบอาจาร์ยนิเวศมากครับ

Comment: a at Wed, 8 Aug 9:53 AM

ใช่เลย

Comment: ไม่น่านะ at Wed, 8 Aug 10:39 AM

เป็นบทความที่เชิดชูวัตถุนิยม บริโภคนิยมมากครับ

Comment: คนหาเช้ากินค่ำ at Wed, 8 Aug 10:48 AM

เงินเป็นคนรับใช้ที่ดีมาก แต่เป็นนายที่เลวมากๆ ใครเป็นทาสของเงินก็โชคร้ายหน่อยครับ

เจอมากับตัวแล้วครับ ผมมีความรู้ จบต่างประเทศ รักกับทันตแพทย์ซึ่งเวลานี้ท้องกับผม แม่ของเธอเรียกสินสอด 18 ล้าน (ผมเก็บเงินได้แค่ปีละล้าน) แม่ของแฟนผม เป็นทาสของเงิน หมดปัญญาจะให้รอ 18 ปี ลูกเข้ามหาวิทยาลัยพอดี

Comment: ไม่ได้ว่าใครนะ at Wed, 8 Aug 11:08 AM

เงินเป็นวัตถุครับ ไม่ใช่พระเจ้าหรอก
ถ้าบูชาเงินเป็นพระเจ้า ก็เรียกวัตถุนิยมดีๆนี่แหล่ะ
ถ้าใครอ้างว่าเงินเป็นพระเจ้าเพราะใช้สนองความต้องการ สนองกิเลส ก็เรียกบริโภคนิยม

Comment: tana at Thu, 9 Aug 10:18 AM

แนวคิด ที่ใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เป็นข้อดีที่ไม่ต้องเอา สิ่งของที่ต่างคนต่างต้องการ มาแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งก็คงยุ่งยากมาก รู้สึกขอบคุณ มนุษย์ ผู้คิดวิธีการนี้ขึ้นมา
แต่ที่เป็นจริง ในโลกใบนี้ก็มีเพียงความไม่รู้จักพอ ในความรู้สึกของ มนุษย์แต่ละบุคคล มากกว่า

Comment: mon at Tue, 14 Aug 8:56 AM

เงินซื้อความสะดวกสบาย แต่ออาจทำให้เราทุกข์ได้ ถ้าไม่รอบครอบ

Comment: wut33 at Tue, 14 Aug 9:22 PM

ชอบประโยคนี้ครับ "อย่าไปคิดว่าเงินกับความสุขเป็นเรื่องเดียวกัน เงินนั้นจะซื้อความสุขได้ถึงจุดหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นแล้ว เงินที่มากเกินก็ไม่สามารถซื้อความสุขเพิ่มขึ้นได้ "

Comment: Noparat at Wed, 15 Aug 11:41 AM

ใช่เลยค้า

Comment: sak@JJ at Mon, 20 Aug 5:57 PM

ผมเห็นว่าคนรวยให้ลูกใช้เงินเยาะๆ ไม่ทำให้ลูกเป็นคนดีได้
แต่ต้องให้ลูกเห็นคุณค่าของเงิน

"รู้จักพอ ก่อสุขทุกสถาน"

Comment: dAgger at Wed, 12 Sep 12:05 AM

เอิ่ม..ผมว่าที่อาจารย์พูดว่าเงินคือพระเจ้ามันเป็นการเปรียนบเปรยเท่านั้นนะครับ ไม่ได้หมายถึงบริโภคนิยมหรือวัตถุนิยมอย่างที่commentข้างบนเข้าใจแต่อย่างใด
อาจารย์ท่านน่าจะหมายถึงมันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับประวิตศาสตร์มนุษย์มาอย่างยาวนานบรรดาลให้เกิดสิ่งต่างๆมากมาย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจนถึงตอนนี้มันก็ยังทำงานของมันอยู่ อย่างความคิดที่ว่าใครบางคนเิกิดมาร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถหาอาหารด้วยตนเองได้ คนผู้นั้นก็ต้องตายไปตามกฎธรรมชาติ แต่ถ้าเขาคนนั้นมีเงินเขาสามารถใช้เงินซื้ออาหารมาประทังชีวิตได้ด้วยตนเอง แบบนี้มากกว่าครับ แบบนี้จะเปรียบเทียบคล้ายๆกับพระเจ้าก็ไม่ปาน

ชอบบทความนี้ของอาจารย์มากครับ อาจารย์มองได้กว้างและตีความได้ชัดเจน ชื่นชมจริงๆครับ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« August »
SunMonTueWedThuFriSat
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031