Thursday, 7 October 2010

KISS Investing

« นักเก็งกำไร VS นักลงทุน | Main | คำสาปของผู้ชนะ »
          การลงทุนนั้นก็เหมือนกับการทำอะไรอีกหลาย ๆ  อย่างที่  วิธีหรือกระบวนการที่ง่ายกลับให้ผลที่ดีกว่าวิธีที่ยากและซับซ้อน  ในภาษาอังกฤษจึงมีคำพูดที่นิยมกันมากว่า  “Keep It Simple And Stupid”  หรือใช้คำย่อว่า  “KISS” แปลเป็นไทยว่า  ต้องทำให้มันง่ายและโง่ที่สุด

          การลงทุนแบบ KISS นั้นควรจะเป็นอย่างไร?  และมันดีจริงหรือ?  เพื่อที่จะตอบคำถามนี้  ผมขอยกหลักการของโปรเฟสเซอร์ Charles D. Ellis นักวิชาการและนักเขียนเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนชื่อดังมาอธิบาย  เขาเสนอว่า KISS ในการลงทุนนั้น  มีหลักการและวิธีการ 5 ขั้นดังต่อไปนี้

ข้อแรก  เก็บออมเงินสม่ำเสมอและเริ่มตั้งแต่อายุน้อย  หลักการนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก  เพราะการเริ่มต้นเร็วนั้น  นอกจากจะเพาะนิสัยในการเก็บออมแล้ว  การลงทุนจะเริ่มได้เร็วและมีระยะเวลาลงทุนนานกว่าที่เราจะเกษียณอายุ  ด้วยพลังของการ  ทบต้น  ของผลตอบแทนที่ได้จะทำให้เม็ดเงินเติบโตเร็วมาก  วิธีที่จะคำนวณว่าเม็ดเงินจะเติบโตไปถึงแค่ไหนนั้น  เราสามารถใช้  สูตร 72คำนวณได้  สูตรนี้จะบอกว่าเงินเราจะเพิ่มเป็นเท่าตัวต้องใช้เวลากี่ปี  ตัวอย่างเช่น  ถ้าเราลงทุนในกองทุนหุ้นซึ่งจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 10%  ก็ให้เอา 72 ตั้งหารด้วย 10 ได้ค่าเท่ากับ 7.2  ก็จะได้ว่าเงินของเรา 1 ล้านบาทจะโตเป็น 2 ล้านบาทจะใช้เวลาประมาณ 7.2  ปี   ดังนั้น  ถ้าเรามีเวลาลงทุน 14 ปีเงินก็จะโตไปอีกเท่าตัวเป็น 4 ล้านบาท  และถ้าลงทุน 21 ปี จะกลายเป็น 8 ล้านบาท ถ้าลงทุน 28 ปี ก็จะกลายเป็น 16 ล้านบาท แบบนี้ไปเรื่อย ๆ   ดังนั้น  ระยะเวลาในการลงทุนจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้เรารวย

ข้อสอง  ใช้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีของรัฐบาลในโครงการเพื่อการลงทุนระยะยาวและการเกษียณอายุ  ในเมืองไทยก็คือ  การลงทุนในกองทุน RMF หรือกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ  และ LTF หรือกองทุนหุ้นระยะยาว  ทั้งสองกองทุนนั้นเราสามารถนำเงินที่ลงทุนไปลดหย่อนภาษีรายได้ประจำปีของเรา  ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลช่วยสนับสนุนหรือเพิ่มเม็ดเงินที่เราออมตามอัตราภาษีที่เราจ่ายประจำปี  เช่น  ถ้าเราต้องจ่ายภาษีขั้นสุดท้ายที่ 20%  เงินที่เราลงทุนใน RMF และ LTF  ก็จะได้ภาษีคืนเท่ากับ 20%  นี่เท่ากับว่ารัฐบาลช่วยเพิ่มเงินออมให้เราเท่ากับ 20%  ในส่วนนี้เมื่อคิดว่ามันจะให้ผลตอบแทนทบต้นเข้าไปเรื่อย ๆ  ในระยะยาว  เม็ดเงินที่เราจะได้ก็มหาศาลโดยไม่มีความเสี่ยง

ข้อสาม  เงินออมทั้งหมดเราจะต้องเอาไปลงทุน  โดยการลงทุนของเรานั้นเราจะต้อง  กระจายความเสี่ยง  ให้อยู่ในตราสารการเงินหลาย ๆ  ประเภทที่เหมาะสมกับเรา  เช่นต้องมีเงินฝากจำนวนหนึ่ง  มีกองทุนพันธบัตร  และมีกองทุนหุ้น  เป็นต้น   โดยสัดส่วนการกระจายนั้น  เราอาจจะกำหนดเป็นสูตรที่เราคิดว่าเหมาะสมกับการกล้ารับความเสี่ยงของเรา  เช่น ถ้าเรารับความเสี่ยงได้มาก  เราอาจจะลงทุนในกองทุนหุ้น 70%  กองทุนพันธบัตรหรือตราสารหนี้ 20%  และเป็นเงินฝาก 10%  เป็นต้น  ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อย อาจจะลงในหุ้นเพียง 40%  อีก 50%  เป็นพันธบัตร ที่เหลืออีก 10%  เป็นเงินสดในธนาคารเป็นต้น  ในส่วนของการเลือกกองทุนนั้น  เราควรลงทุนในกองทุนที่อิงดัชนีที่คิดค่าจัดการกองทุนในอัตราที่ต่ำเป็นหลัก  อย่าไปลงทุนในกองทุนที่พยายามสร้างผลตอบแทนที่เหนือตลาด  เพราะสถิติบอกว่ากองทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วให้ผลตอบแทนแย่กว่ากองทุนที่อิงดัชนีและคิดค่าบริหารกองทุนต่ำ

ข้อสี่  เมื่อจัดพอร์ตลงทุนตามสัดส่วนการกระจายการลงทุนแล้ว   ทุกสิ้นปีสัดส่วนเงินลงทุนในพอร์ตก็มักจะเปลี่ยนไปเพราะตราสารบางกลุ่มจะให้ผลตอบแทนดีกว่าทำให้เม็ดเงินมากเกินสัดส่วน  ดังนั้น  เราจะต้องจัดการ  Rebalance หรือจัดสัดส่วนการลงทุนใหม่โดยการขายหน่วยลงทุนส่วนที่มีผลตอบแทนมากและสัดส่วนเกินที่กำหนดในตอนต้นปี  ไปซื้อหน่วยลงทุนที่มีสัดส่วนน้อยลงแทนเพื่อทำให้สัดส่วนการลงทุนในแต่ละกลุ่มกลับมาอยู่ที่เดิมที่เราตั้งไว้  อย่าเปลี่ยนสัดส่วนเพราะคิดว่ากองทุนแบบหนึ่งกำลังทำผลงานดีหรือแย่กว่าที่คาด

ข้อห้า  ยึดมั่นกับหลักการและวิธีการตั้งแต่ข้อหนึ่งถึงข้อสี่โดยไม่ต้องสนใจภาวะตลาดการเงินที่ผันผวน  เช่นเวลาที่ตลาดหุ้นตกหนักอย่าขายหน่วยลงทุนในกองทุนหุ้น  เพราะเราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้มันจะยังตกหรือเปล่า  เช่นเดียวกัน  ในช่วงที่หุ้นขึ้นก็อย่าไปซื้อเพิ่ม  เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้มันอาจจะตกก็ได้   การพยายามคาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นนั้นส่วนใหญ่แล้วไม่เป็นประโยชน์  ควรเน้นการลงทุนระยะยาวซึ่งสถิติบอกว่าหุ้นนั้นในที่สุดก็จะกลับมาให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนประเภทอื่น

หลักการทั้งห้าข้อนี้ ดร. เอลลิส บอกว่าเป็นแผนการเงินเพื่อการเกษียณที่ทำแล้วสบายใจและแทบ ไม่ต้องดูแล  ที่สำคัญมันง่ายมาก  แต่สิ่งที่ต้องระวังที่สุดก็คือ  มันต้องการ วินัย ที่เข้มงวด และ  อารมณ์ที่มั่นคง  สุดท้าย  อาจารย์เอลลิส  บอกว่า  แผนการเงินนี้ควรที่จะต้องเป็นแผนร่วมของทั้งสามีและภรรยา  ทั้งคู่จะต้องเข้าใจและตัดสินใจร่วมกันจึงจะทำให้เกิดผลสำเร็จ  และดังนั้น  คำว่า KISS จึงถูกแปลใหม่ว่า  Keep It Simple, Sweetheart. แผนการเงินที่ง่าย นะจ๊ะ ที่รัก

ความคิดของผมเองคิดว่า  หลักการและวิธีการของโปรเฟสเซอร์ เอลลิส นั้น  เป็นวิธีการที่เหมาะสมและถูกต้องของพนักงานลูกจ้างที่กินเงินเดือนส่วนใหญ่ที่ไม่มีเวลาหรือความรู้มากพอที่จะศึกษาและลงทุนเอง  วิธีนี้เมื่อกำหนดกลยุทธใหญ่โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดสรรสัดส่วนเงินลงทุนในตราสารการเงินเรียบร้อยแล้วก็แทบไม่ต้องทำอะไรอีกยกเว้นการปรับพอร์ตในแต่ละปี  แต่ผลการลงทุนและเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปนั้น  จะช่วยสร้างความมั่นใจว่าหลักการนี้ดีจริงและความมั่นใจที่จะยึดกับหลักการนี้จะเพิ่มขึ้น  และเมื่อถึงวันที่เราเกษียณจริง ๆ  ผมคิดว่าอย่างน้อยเราน่าจะอยู่ได้อย่างสุขสบาย  และสำหรับบางคนก็อาจจะ  รวยไปเลย

 

Comment: Keng at Thu, 7 Oct 12:10 PM

อาจารย์หายไปหลายสัปดาห์เลยนะครับ ติดตามอ่านอยู่ตลอด :)

Comment: Keng at Thu, 7 Oct 12:14 PM

ส่วนที่ยากที่สุดซึ่งทำให้นักลงทุนเสียหายมากที่สุด ก็คือเรื่อง วินัย และ อารมณ์ นั่นแหละครับ

Comment: Nai at Thu, 7 Oct 12:48 PM

ขอบคุณครับอาจารย์

Comment: trainersakchai at Thu, 7 Oct 1:43 PM

ใช่ๆๆ คับ หายไปนานจัง ผมติดตามเหมือนกัน

Comment: trainersakchai at Thu, 7 Oct 1:49 PM

ใช่ๆคับ หายไปนานนะคับอาจารย์

Comment: kumthorn at Thu, 7 Oct 5:13 PM

คิดถึงอาจารย์ ไม่ทราบว่าไปจัดรายการที่ใหน ทั้งสามท่านเลยครับ อาจารย์ไพบูลย์ อาจารย์ จำชื่อท่านไม่ได้แล้วแต่จำบุคลิกได้ และท่านอาจายร์นิเวศน์ อยากให้ท่านมาจัดรายการอีกจัง ? ไม่เข้าใจ รายการดีๆ อย่างนี้ monny chanal ให้หยุดได้อย่างไร ขอให้ท่านทั้งสามสุขภาพแข็งแรง ส่วนสุขภาพเงินเชื่อมือท่านอยู่แล้วหล่ะครับ

Comment: Alex at Thu, 7 Oct 5:30 PM

ผมติดตามอาจารย์และขอนำแนวทางการสอนของอาจารย์มาใช้ครับ

Comment: ศิษย์เซียน007 at Thu, 7 Oct 6:21 PM

“KISS”ยอดเยี่ยมแต่ถ้ามี“KISS”version2(ที่เปลี่ยนStupidเป็นSmart)ก็จะดีมากๆเลยครับท่านอ. เช่นเปลี่ยนข้อสามจากกระจายความเสี่ยงเป็นลงทุนในหุ้นแข็งแกร่ง(แบบที่ปีเตอร์ลินซ์ปลื้ม)ทุกเดือนแทนหรือง่ายกว่านั้นอีกหน่อยก็ETFทุกเดือน^^(แล้วลองนำ2เวอร์ชั่นมาเปรียบเทียบก็ได้)

Comment: พนง. at Thu, 7 Oct 9:02 PM

ขอบคุณมากครับ สำหรับบทความดีๆเพื่อแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศ

Comment: spycinema at Thu, 7 Oct 9:22 PM

เยี่ยมไปเลย สูตร 72 เพิ่งจะรู้นี่แหละ
ที่มาของมันคือ จำนวนปีเพิ่มสองเท่าเป็น n
n = log 2/ log ( 1 + x/100 )
ใช้ความชันเส้นตรงรอบ x = 10 %
ก็จะได้ค่าประมาณเป็น
n = 72.8 / x
คิดเป็นจำนวนเต็มๆ คือ 72 หรือ 73 ก็ได้
(ถ้าดอกเบี้ยประมาณ x = 5% ใช้ 71 ดีกว่า)
(ถ้าดอกเบี้ยประมาณ x = 25% ใช้ 78 ดีกว่า)

Comment: phonganan at Fri, 8 Oct 8:30 AM

ขอบคุณคำสอน คำแนะนำดี ๆ ของอาจารย์ครับ ขอให้อาจารญ์มีความสุขมาก ๆ

Comment: glass at Fri, 8 Oct 8:56 AM

จะขอเพิ่มความรู้แนว VI ขอเป็นศิษย์อาจารย์ด้วยคนค่ะ

Comment: ชอบครับ at Fri, 8 Oct 9:35 AM

ชอบครับ Kiss

Comment: Ant at Fri, 8 Oct 1:51 PM

ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ

Comment: boats26 at Sat, 9 Oct 10:28 AM

ขอบคุณอาจารย์มาก สำหรับบทความดีๆ ครับ ติดตามอ่านอยู่เสมอๆ ครับ

Comment: dd007 at Mon, 11 Oct 5:00 PM

ติดตามอ่าน บทความของอาจารย์เสมอ และพยายาม นำไปฝึกปฎิบัติ ปรับพอร์ตตัวเองด้วย ขอขอบคุณและซาบซึ้งใจ
อาจารย์ หายไปคิดว่าไปท่องเที่ยวต่างแดน หรือซุ่มแปลหนังสือมาให้อ่าน

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« October »
SunMonTueWedThuFriSat
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31