Saturday, 12 December 2009
กองทุนรวมหุ้น
« สูตรเศรษฐี | Main | ชายกลางกับครูกุ๊ก »
วันไหนมีกองทุนรวม ที่มีผู้จัดการกองทุนที่ชื่อว่า " ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร "
ก็จะซื้อทันทีโดยไม่ลังเล
และเชื่อว่าน่าจะเป็นกองทุนขนาดใหญ่มหาศาล เพราะคนที่เชื่อถือมีมากมายมหาศาล
ถูกต้องครับ
กองทุนรวมของไทย ไม่มีความรับผิดชอบต่อผู้ลงทุน
บริหารขาดทุนหรือกำไร ก็คิดค่าธรรมเนียมจาก NAV ตายตัว นี่คือ เสือนอนกินชัดๆ
ผมน่ะ รออยู่เมื่อว่าเมื่อไหร่จะมีผู้บริหารกองทุนไหนเจ๋งๆ บอกว่า ถ้าบริหารขาดทุน ก็จะร่วมขาดทุนด้วย หรือไม่ต้องขนาดนั้นเอาแค่ไม่คิดค่าธรรมเนียมก็พอ จะมีใครกล้ามั้ย ขอท้า
ท้าบริหารจัดการได้กำไรมาก คิดค่าธรรมเนียมเป้นขั้นบันไดตาม ส่วนของกำไรที่เพิ่มขึ้นก็ได้ ผมยินดี แฟร์ๆ กัน
แต่คงไม่มีผู้บริหารกองทุนรวมไหนเอาด้วยมั้ง ก็เสือนอนกินดีๆอยู่แล้ว จะมาเสี่ยงทำไม ใช้มั้ย???
วันใหนมีกองทุนของอาจารย์น่าจะเป็นข่าวดี
ผมมีข้อสงสัยดังนี้ครับ
ผมเห็นหน่วยงานราชการจะมีสหกรณ์ของแต่ละหน่วยงาน
ไม่แน่ใจว่าสหกรณ์ดังกล่าวจะนำเงินสะสมของสมาชิกมา
ลงทุนในกองทุนรวมได้หรือไม่เพื่อให้
เงินทุนงอกเงย
ดีกว่าฝากแต่ธนาคาร
หรือไม่ก็ซื้อพันธบัตรรัฐบาล
ผมไม่แน่ใจว่ากฎหมายให้อำนาจสหกรณ์ฯทำได้หรือไม่
จาก
คนไทย ในแอฟริกา
ลักษณะกองทุนหุ้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ
1.กองทุนเชิงรุก(Active Fund)
2.กองทุนเชิงรับ (Passive Fund)
กองทุนเชิงรุก จะทำการซื้อๆขายเป็นปกติ ตามความเห็นผู้บริหาร เช่นเห็นว่าสภาพตลาดตอนนี้ยังไม่ดี ก็จะขายหุ้นออกไป แต่ถ้าหุ้นตัวใดดี สภาพตลาดยังดีก็จะซื้อหุ้นเก็บไว้ บ้านเราส่วนใหญ่เป็นกองทุนแบบนี้
กองทุนเชิงรับ จะซื้อหุ้นเก็บไว้เกือบเต็มอัตรา และจะไม่ค่อยเทขายนัก แต่อาจจะมีการปรับพอร์ตการลงทุนเป็นระยะๆ และมักจะมีการจัดพอร์ตอิงกับดัชนี SET50 หรือ SET100 เป็นต้น กองทุนประเภทนี้มีน้อยมาก เช่น TMB SET50 TMB SET 50 RMF และอยุธยา SET 100 RMF เป็นต้น
กองทุนเชิงรุกมุ่งจะซื้อขายตลอดเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็คิดเช่นนี้อยู่แล้ว
กองทุนเชิงรับ Passive Fundเชื่อในสมมติฐานว่า ไม่มีใครจะล่วงรู้ ตลาดในอนาคตสั้นๆได้ ดังนั้น จึงถือหุ้นเต็มอัตราและเชื่อมั่นว่าระยะยาวจะสูงขึ้นได้ โดยมากจะวัดผลตอบแทนอิงกับดัชนีตลาด
กองทุนบ้านเราส่วนมากจะเป็นกองทุนเชิงรุกตามความชอบนักลงทุนส่วนใหญ่ ส่วนกองทุนเชิงรับ มีที่ บลจ.ทหารไทยที่เป็นเจ้าตำรับเชิงPassive
ในตปท.มีการศึกษามานานแล้วว่า ในระยะยาว Passive จะชนะ Active เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งขัดกับความรู้สึกคนไทย ที่มักจะชอบซื้อๆขายๆเกือบตลอดเวลา ลองคิดตามต่อไป
- ในช่วงตลาดเริ่มฟื้นตัว Active Fund จะมีหุ้นอยู่น้อย ถือเงินสด สูง เช่นQ1/ 09 จนตลาดจะฟื้นชัดเจน พวกเชิงรุกก็จะระดมซื้อหุ้น ซึ่งก็จะได้หุ้นไม่ถูกนัก ส่วนกองทุนเชิงรับPassive Fund ซึ่งมีหุ้นเต็มพอร์ตก็จะได้ผลตอบแทนเต็มที่กว่า
-ขณะที่ตลาดปรับตัวลง Active Fund จะชิงขายหุ้นออกไปก่อน Nav ก็จะลดลงน้อยกว่าดัชนีมาก ส่วนกองทุนเชิงรับก็จะมีNAVลดลงมากเท่าๆกับดัชนี เพราะถือหุ้นเต็มพอร์ตตลอดเวลา
ถ้าผู้บริหารเก่งคาดการณ์แม่นยำตลอด กองเชิงรุกก็เยี่ยมแน่นอน แต่จะมีใครทำได้ตลอดเวลา โดยมากจะมีผิดบ้างถูกบ้าง บางปีกองนั้นเก่ง แต่ปีถัดไปอาจจะไม่เด่นก็ได้
แต่ผมเองก็ชื่นชอบกองทุนเชิงรับเพราะ
-ค่าจัดการถูก
-เชื่อมั่นในวิชาสถิติที่ว่าระยะยาว ว่า "เชิงรับจะชนะเชิงรุก"
-กองทุนเชิงรุกถ้าเปลี่ยนผู้บริหารก็อาจจะมีผลได้ ส่วนกองทุนเชิงรับ ไม่ค่อยมีผลนัก
-ขณะหุ้นตก กองทุนเชิงรับจะร่วงลงมาก ถ้าซื้อตอนนั้นจะได้ราคาหน่วยต่ำกว่า ส่วนขณะหุ้นขึ้น กองทุนเชิงรับจะมีNAVขึ้นสูงกว่าเพราะถือหุ้นอยู่เต็ม แต่กองทุนเชิงรุกจะทยอยขายออกไปก่อน
สรุปว่า NAV กองทุนเชิงรับ จะแกว่งมากกว่าเชิงรุกเสมอ
ดังนั้น ถ้าทยอยซื้อเป็นระยะๆแล้ว กองทุนเชิงรับ จะได้ราคาต่ำกว่า ในช่วงหุ้นตก แต่จะได้ราคาแพงตอนหุ้นขึ้น
ดังนั้น เมื่อเราตั้งสมมติฐานว่าไม่มีใครล่วงรู้อนาคตได้แล้ว กองทุนเชิงรับก็น่าจะได้ผลตอบแทนสูงกว่า
เวลาซื้อก็ทยอยซื้อเป็นระยะๆ แต่เวลาขายจะรอเวลาขายตอนหุนขึ้นซึ่งกองทุนเชิงรับจะแกว่งขึ้นมากกว่า
ปี 52 กองทุนเชิงรุกส่วนใหญ่ แพ้ดัชนี แต่กองทุนPassive ที่อิง ดัชนี SET 100 และ SET 50ทุกกองชนะดัชนีทั้งหมด
และ เปรียบกองทุนเชิงรับ เหมือนกับเด็กที่ไม่เคยสอบได้ที่ 1แต่ได้ที่ 4 ที่ 5 ที่ ที่ 7 มาตลอด แต่ขณะเดียวกันเด็กที่สอบได้ที่ 1 ก็แทบไม่เคยซ้ำหน้ากันเลย
คงจะจินตนาการตามผมได้ระหว่ากองทุนเชิงรุกกับเชองรับนะครับ "กองทุนได้ที่ 1 จะเป็นเชิงรุกเสมอ แต่ผ่านไปหลายๆปี ก็จะเปลี่ยนไปตลอดเวลา ส่วนเชิงรับมักจะคงเส้นคงวาตลอด"
กองทุนเชิงรุก จะมีค่าจัดการ ประมาณ2% ส่วนกองทุนเชิงรับ ค่าจัดการประมาณ 0.45-0.6% ตามความเห็นผมนั้น ผมชื่นชอบกองทุน TMB set 50 Tmb set 50 RMF AYS SET 50 LTF and SET100 RMF
สำหรับ นลท.ยังมีเงินลงทุนน้อยๆอยู่ ผมก็ยังเชียร์ให้ทยอยซื้อกองทุนเชิงรับ ทยอยซื้อทุกๆเดือน เช่นเดือน ละ 1000-2000 บาทเป็นต้น ระยะยาวก็คิดว่าน่าจะคุ้ม เพราะเงินน้อยๆไม่สามารถซื้อหุ้นรายตัวได้
ทุกวันนี้ผมก็ยังแบ่งเงินลงทุนกองทุนเชิงรับ อาทิตย์ละ 1000 บาท ตอนนี้ผ่านไป 6 เดือนแล้ว กะว่า จะลงทุนไปเรื่อยๆสัก 10 ปี แล้วจะสรุปผลครับ
ส่วนตัวเป็นแฟนอาจารย์มานานแล้วครับ ชอบสไตล์ลงทุน และวิธีการเลือกหุ้น
ปัจจุบันผมทำงานเป็นผู้จัดการกองทุนครับเลยขอเล่า Fact บางประเด็นที่อาจจะต่างจากที่อาจารย์ระบุในบทความ (ด้วยความเคารพครับ)
ส่วนตัวอยากให้อาจารย์ ช่วยแยกให้ชัดนิดนึงครับระหว่าง fact (ข้อเท็จจริง) และ opinion (ความคิดเห็นของผู้เขียน)
เช่น
"ผู้จัดการบริษัทจัดการการลงทุนหรือ "หัวหน้าผู้จัดการการลงทุน" ที่เปิดตัวต่อสาธารณชนนั้น เกือบทั้งหมดดูเหมือนว่าจะเป็น "หนึ่งในคณะกรรมการการลงทุน" ที่ไม่ได้ไปสัมผัสกับการวิเคราะห์หุ้นจริง ๆ"
ข้อเท็จจริงไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น จากที่ผมทำงานในวงการนี้มาระยะหนึ่งครับ มีผู้จัดการกองทุน และ CIO หลายท่านที่ทำการวิเคราะห์เชิงลึก ทำ company visit อย่างต่อเนื่อง รวมถึงทำ financial model เพื่อประเมินสถานการณ์บริษัทในอนาคตเชิงลึก
----------------------------------------
หรือที่อาจารย์บอกว่า
"ข้อแรกที่ทำให้บริษัทจัดการการลงทุนไม่สามารถทำผลงานได้โดดเด่นนั้น"
อันนี้ไม่แน่ใจว่าอ.นิเวศน์ วัดโดยใช้ indicator ไหน
สำหรับผมถ้าใช้ ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี ของกองทุนหุ้นไทย ณ สิ้นไตรมาส 3 / 2552
SET TRI (รวมผลตอบแทนจากเงินปันผล) = 40.2%
กองทุนรวมหุ้นที่ได้ที่ 1 = 63.1%
กองทุนหุ้นโดยเฉลี่ย (mean) = 41.8%
กองทุนที่ได้น้อยสุด = 9.4%
สรุปจาก fact คือบางบริษัทก็โดดเด่น ส่วนใหญ๋ใกล้เคียงกับ Benchmark บางบริษัทก็ไม่โดดเด่นครับ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับต่างประเทศ ดังนั้นต้องเลือกให้ถูกเจ้าครับ
อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกท้อเล็กน้อย แต่ไม่ถอยครับ จะตั้งใจทำงานให้ดีขึ้นต่อไปครับ และใช้แนวคิดที่อาจารย์สอนประกอบในการวิเคราะห์บริษัทเพื่อลงทุนต่อไปครับ
ขอแนะนำกองทุนเปิดทหารไทย SET50และJumbo25 ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดกองทุนเชิงรับ Passive Fund กองหนึ่งเหมือนกัน นอกจากนี้ผมเพิ่งทราบว่า เปิดบัญชี 2000 บาท และมูลค่าซื้อครั้งถัดไป เพียง 1 บาทก็ยังอุตส่าห์ซื้อได้
ดังนั้นน้องๆที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ขอให้ทดลองลงทุน เปิดบัญชี 2000 บาท แลวลองซื้อรายอาทิตย์ สักอาทิตย์ละ 100 บาท ก็ยังได้
ส่วนคนที่พอมีบ้าง ลองซื้อบนเวปตั้งรายการล่วงหน้า ซื้อทุกวัน เช่นวันละ 100 บาท ปีละประมาณ 25,000 บาท
ลองเล่นระยะยาวไปเรื่อยๆ เกิน 10 ปี ผมว่าคุ้มค่าแน่ๆ เหนือดอกเบี้ย ธนาคาร และ พันธบัตร หุ้นกู้ด้วยครับ
เห็นด้วยครับ หากเรามีเงินซัก 1 ล้านบาท และมีความรู้ที่เพียงพอ (อาจจะซัก30-50% ของอาจารย์) บริหารเองน่าจะดีกว่า เพราะ fee ก็ไม่ต้องเสีย จะขาย/ซื้อเมื่อไหร่ก็อิสระ และเราจะได้ไม้ไปตำหนิใครเวลาผลการบริหารออกมาไม่ดี
ส่วนประเด็นประโยชน์จากภาษีใน LTF/RMF ก็เห็นด้วบกับอาจารย์เช่นกันครับ
เห็นด้วยครับ หากเรามีเงินซัก 1 ล้านบาท และมีความรู้ที่เพียงพอ (อาจจะซัก30-50% ของอาจารย์) บริหารเองน่าจะดีกว่า เพราะ fee ก็ไม่ต้องเสีย จะขาย/ซื้อเมื่อไหร่ก็อิสระ และเราจะได้ไม้ไปตำหนิใครเวลาผลการบริหารออกมาไม่ดี
ส่วนประเด็นประโยชน์จากภาษีใน LTF/RMF ก็เห็นด้วบกับอาจารย์เช่นกันครับ
เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ หากมีเงินซัก 1 ล้านลงทุนเองดีกว่า fee ก็ไม่ต้องเสีย จะซื้อหรือขายเมื่อใดก็อยู่ที่เราตัดสินใจ หากผิดพลาดก็ไม่ต้องตำหนิใคร นอกจากนี้ ประโยชน์จากภาษีจาก LTF/RMF ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและไม่ควรมองข้ามโดยเฉพาะคนที่มีฐานภาษีสูงๆเพราะจะช่วยประหยัดภาษีได้มาก
ว่าแต่ว่าอาจารย์มองว่าการซื้อ LTF/RMF ควรซื้อแบบใดครับ ทยอยซื้อหรือหาจังหวะ pick up ตอนราคาดีๆครับ
Most of fund manager performance in the long run are below the market average. However, I must admit Dr. Nivate is excellent stock picker and port folio manager with extraordinary 10 year return. It's very hard to beat the market except you have to invest in business (fundamental).


เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยค่ะอาจารย์
ตอนนี้ก็เลยหากองทุนที่เป็น ltf กับ rmf ค่ะ
เพื่อประโยชน์ทางด้านภาษีล้วนๆเลยค่ะ