Saturday, 12 December 2009

กองทุนรวมหุ้น

« สูตรเศรษฐี | Main | ชายกลางกับครูกุ๊ก »
            เมื่อสัปดาห์ก่อนหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจลงข่าวเกี่ยวกับกองทุนหุ้นโดยสาระสำคัญอยู่ที่ว่าคนไทยไม่ใคร่นิยมลงทุนในกองทุนหุ้นเท่าใดนัก   จากตัวเลขจำนวนกองทุนหุ้นทั้งหมด 105 กอง นั้นพบว่า  กองทุนที่มีขนาดใหญ่กว่า 1000 ล้านบาทนั้นมีเพียง 12 กองทุนและเม็ดเงินส่วนใหญ่ก็เพียงพันล้านต้น ๆ   ในขณะที่กองทุนหุ้นที่ต่ำกว่า 100 ล้านบาทนั้นมีจำนวน 16 กองทุน  และกองทุนหุ้นส่วนใหญ่หรือจำนวน 62 กองทุนนั้นมีพอร์ตขนาด 100-500 ล้านบาท    นอกจากความไม่สนใจลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแล้ว  เนื้อข่าวยังบอกด้วยว่าคนที่ซื้อหน่วยลงทุนหุ้นนั้นมักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับฝีมือในการลงทุนของผู้จัดการกองทุนแต่เน้นที่ความสะดวกในการซื้อขายและค่าธรรมเนียมในการบริหารที่ถูกมากกว่า              ผมเองเห็นด้วยกับข้อสรุปข้างต้นและนั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้กองทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดส่วนใหญ่กลายเป็นกองทุนหุ้นที่บริหารโดยบริษัทจัดการกองทุนในเครือธนาคารพาณิชย์ที่มีสาขากว้างขวางและเป็นกองทุนที่อิงดัชนี   นั่นคือเป็นกองทุนที่ไม่ต้องคัดเลือกหุ้น  แต่ซื้อตามสัดส่วนของหุ้นที่อยู่ในดัชนีเช่น  กองทุนที่อิงกับหุ้นใน SET 50 เป็นต้น   นอกจากนั้นผมยังมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุนหลายประการดังต่อไปนี้            ข้อแรกที่ทำให้บริษัทจัดการการลงทุนไม่สามารถทำผลงานได้โดดเด่นนั้น  ผมคิดว่าอยู่ที่โครงสร้างการทำงานของผู้จัดการกองทุน   โดยความเข้าใจของผมก็คือ  เวลาจะลงทุนในหุ้นนั้นเขาจะจัดการกันในรูปแบบของ  คณะกรรมการการลงทุน  นั่นก็คือ  จะต้องมีคนนำเสนอหุ้นที่น่าสนใจให้กับคณะกรรมการการลงทุนเพื่อพิจารณาอนุมัติ  หลังจากนั้นแล้วก็จะมีคนไปทำการซื้อขายตามมติที่ได้รับ  ผลงานที่ออกมาของกองทุนแต่ละกองนั้น   ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ฝีมือของผู้จัดการกองทุนคนใดคนหนึ่ง   แต่เป็นผลงานรวม ๆ  ของการจัดการของคณะกรรมการการลงทุนของบริษัท  ซึ่งก็อาจจะดูแลการลงทุนในกองทุนหุ้นหลาย ๆ  กองด้วย   เห็นได้จากรายชื่อหุ้นที่เหมือน ๆ  กันในกองทุนหุ้นเกือบทุกกองที่บริษัทบริหาร          ประเด็นก็คือ  การลงทุนในหุ้นนั้น   ผมคิดว่าเป็นเรื่องของศิลปะค่อนข้างมาก  การใช้  คณะกรรมการ มาทำงาน  ศิลป์  นั้น  โอกาสที่จะทำได้ดีโดดเด่นนั้นยากมาก   เปรียบเหมือนกับการวาดภาพศิลปะ   ถ้าเราเอาคณะกรรมการมาเป็นคนกำหนดแล้วให้ศิลปินมาวาดภาพตามที่ต้องการ  แบบนี้โอกาสที่เราจะได้ภาพที่เป็นมาสเตอร์พีชก็คงไม่มี   อย่างมากก็จะได้ภาพกลาง ๆ  ที่อาจจะไม่แย่มากแต่ก็จะไม่มีทางโดดเด่น   ว่าไปแล้ว  ในตลาดหุ้นไทย  เรายังไม่เคยมี  ผู้จัดการการลงทุนจริง ๆ  ที่เป็นคนเลือกหุ้นลงทุนที่มีชื่อเสียงเลย   ผู้จัดการบริษัทจัดการการลงทุนหรือ  หัวหน้าผู้จัดการการลงทุน   ที่เปิดตัวต่อสาธารณชนนั้น   เกือบทั้งหมดดูเหมือนว่าจะเป็น  หนึ่งในคณะกรรมการการลงทุนที่ไม่ได้ไปสัมผัสกับการวิเคราะห์หุ้นจริง ๆ   พูดง่าย ๆ   บ้านเราไม่มี  ปีเตอร์ ลินช์  หรือ  บิล มิลเลอร์ เมืองไทย   และเราก็ไม่เคยมีกองทุนที่โดดเด่นที่คนต้องเอาเงินมาลงทุนอย่างกองทุน  ไฟเดลลิตี้            แน่นอนว่าในบางช่วงบางตอน  กองทุนบางกองของบางบริษัทโดยเฉพาะที่เป็นกองเล็ก ๆ  อาจจะมีผลงานการลงทุนโดดเด่นมาก   แต่เมื่อเวลาผ่านไปและกองทุนอาจจะมีขนาดใหญ่ขึ้น   ผลงานการลงทุนก็มักจะกลับมาสู่สภาวะปกติหรือแย่ลงทำให้คนที่เข้าไปลงทุนหลังจากเห็นผลงานที่ดีเยี่ยมต้องขาดทุนหรือผิดหวัง   นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา  ในทางวิชาการเราเรียกว่าผลงานที่โดดเด่นนั้นเป็นเรื่อง  บังเอิญ  ไม่ได้เกี่ยวกับฝีมืออะไรทั้งสิ้น   ถ้าจะเป็นเรื่องของฝีมือแล้ว  กองทุนควรจะต้องมีผลตอบแทนที่ดีเหนือกว่าตลาดอย่างต่อเนื่องยาวนาน  ซึ่งเป็นที่น่าเสียใจว่ายังไม่มีกองทุนไหนทำได้            ระบบการจ่ายผลตอบแทนเองก็ไม่เอื้อให้เกิด  มืออาชีพ  ที่โดดเด่นในการบริหารการลงทุน   เพราะคนที่มีฝีมือดีจริง ๆ  และบริหารจนกองทุนได้กำไรมาก ๆ  แต่ตนเองก็คงไม่ได้ผลตอบแทนมากมายอะไรนักอย่างมากก็อาจได้โบนัสเพิ่มอีกสักเดือนสองเดือน   ดังนั้น  ถ้าเขาเก่งจริง  เขาก็น่าจะออกไปบริหารเงินของตนเองจะดีกว่า   นอกจากนั้น  ระบบการบริหารแบบบริษัทจัดการการลงทุนนั้น  ผมคิดว่าจะสร้างนักลงทุนฝีมือเยี่ยมได้ยาก   ทั้งนี้เพราะทุกอย่างดูเหมือนมีกฏเกณฑ์ที่ไม่เอื้ออำนวยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างเป็นอิสระจริง ๆ  ตัวอย่างง่าย ๆ  ก็เรื่องของหุ้นที่ลงทุนได้นั้น  ข้อห้ามอาจจะรวมถึง  สภาพคล่องของหุ้น   บริษัทจะต้องมีกำไร   ขนาดของบริษัทที่ต้องไม่เล็ก  เป็นต้น   เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ผู้บริหารกองทุนจะทำอะไรที่  เสี่ยง  ไม่ได้  แม้ว่าจะเป็น  ความเสี่ยงที่ไตร่ตรองดีแล้ว  ว่าที่จริงเขาก็ไม่รู้จะเสี่ยงไปทำไม   เพราะถ้าเสี่ยงแล้วสำเร็จก็ได้แต่คำชม   แต่ถ้าพลาดอาจจะตกงานหรือโดนสอบสวน          ผลจากความล้มเหลวในการสร้างนักบริหารการลงทุนมืออาชีพในตลาดหุ้นไทยนั้น  ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดจากตัวเลขจำนวนเม็ดเงินลงทุนในหุ้นของบริษัทจัดการการลงทุน  กองทุนหุ้นที่มีการจัดการหรือเลือกหุ้นนั้นมีขนาดเล็กมากอย่างไม่น่าเชื่อ  กองที่ใหญ่ที่สุดนั้นส่วนใหญ่ก็มีเม็ดเงินในพอร์ตเพียงระดับพันล้านบาทต้น ๆ  เทียบกับนักลงทุนส่วนบุคคลรายใหญ่หลายรายในตลาดแล้วดูเหมือนว่ากองทุนจะไม่ใหญ่กว่าเลย   ในขณะที่ตลาดหุ้นอย่างในอเมริกานั้น  แม้แต่ วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่ถือว่าเป็นคนที่ลงทุนในหุ้นที่ใหญ่ที่สุด  แต่ถ้าเทียบกับกองทุนแล้วก็เล็กนิดเดียว   ดังนั้น  อิทธิพลและอำนาจการซื้อขายหุ้นของกองทุนมีมหาศาลเมื่อเทียบกับส่วนบุคคล   ขณะที่ในตลาดหุ้นไทยนั้น  อิทธิพลของนักลงทุนส่วนบุคคลนั้นน่าจะเหนือกว่ากองทุนรวมมาก             สุดท้ายก็คือคำแนะนำของผมสำหรับคนที่อยากลงทุนในกองทุนรวมหุ้น   คำแนะนำก็คือ  ข้อแรก  พยายามใช้ประโยชน์จากการที่รัฐให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยเฉพาะการลงทุนซื้อ  LTF และ RMF เพราะนี่จะช่วยให้เรามีแต้มต่อในการลงทุนแม้ว่าฝีมือในการบริหารกองทุนจะไม่ดีนักเราก็น่าจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่า  ข้อสอง  ถ้าจะลงทุนในกองทุนรวมหุ้น   ควรลงทุนในกองทุนหุ้นที่อิงดัชนีซึ่งไม่ต้องอาศัยฝีมือผู้บริหาร  และควรเลือกผู้จัดการที่คิดค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด   ข้อสาม  อย่าพยายามตามหากองทุนที่กำลัง  ร้อน  ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้นประเภทไหน  เพราะจับเข้าไปก็คงถูก ลวก  มากกว่า  และสุดท้าย  ถ้าเรามีความรู้บ้างและมีเงินลงทุนระดับหนึ่งเช่นหนึ่งล้านบาทขึ้นไป  เราสามารถสร้างพอร์ตลงทุนส่วนตัวที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนคล้าย ๆ  กับกองทุนรวมหรือตลาดหลักทรัพย์แต่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการบริหารปีละประมาณ 2% ได้ไม่ยาก  เหตุผลก็คือ  เราสามารถกระจายการถือหุ้นได้ค่อนข้างกว้างขวางเป็นสิบ ๆ ตัวโดยที่เม็ดเงินลงทุนและต้นทุนในการซื้อขายหุ้นแต่ละตัวนั้นค่อนข้างจะต่ำ  ดังนั้น  เราสามารถเลียนแบบกองทุนรวมได้ไม่ยาก  ไม่เหมือนการลงทุนในอเมริกาที่คุณไม่สามารถซื้อหุ้นได้มากตัวถ้าพอร์ตคุณเล็ก  

 

Comment: ดารณี at Mon, 14 Dec 10:01 AM

เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยค่ะอาจารย์
ตอนนี้ก็เลยหากองทุนที่เป็น ltf กับ rmf ค่ะ
เพื่อประโยชน์ทางด้านภาษีล้วนๆเลยค่ะ

Comment: แสนยานุภาพ at Mon, 14 Dec 10:35 AM

ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

Comment: รออยู่ at Mon, 14 Dec 12:14 PM

วันไหนมีกองทุนรวม ที่มีผู้จัดการกองทุนที่ชื่อว่า " ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร "

ก็จะซื้อทันทีโดยไม่ลังเล

และเชื่อว่าน่าจะเป็นกองทุนขนาดใหญ่มหาศาล เพราะคนที่เชื่อถือมีมากมายมหาศาล

Comment: ขอท้า at Mon, 14 Dec 12:15 PM

ถูกต้องครับ

กองทุนรวมของไทย ไม่มีความรับผิดชอบต่อผู้ลงทุน
บริหารขาดทุนหรือกำไร ก็คิดค่าธรรมเนียมจาก NAV ตายตัว นี่คือ เสือนอนกินชัดๆ

ผมน่ะ รออยู่เมื่อว่าเมื่อไหร่จะมีผู้บริหารกองทุนไหนเจ๋งๆ บอกว่า ถ้าบริหารขาดทุน ก็จะร่วมขาดทุนด้วย หรือไม่ต้องขนาดนั้นเอาแค่ไม่คิดค่าธรรมเนียมก็พอ จะมีใครกล้ามั้ย ขอท้า

ท้าบริหารจัดการได้กำไรมาก คิดค่าธรรมเนียมเป้นขั้นบันไดตาม ส่วนของกำไรที่เพิ่มขึ้นก็ได้ ผมยินดี แฟร์ๆ กัน

แต่คงไม่มีผู้บริหารกองทุนรวมไหนเอาด้วยมั้ง ก็เสือนอนกินดีๆอยู่แล้ว จะมาเสี่ยงทำไม ใช้มั้ย???

Comment: คนไทย ในแอฟริกา at Tue, 15 Dec 2:13 PM

วันใหนมีกองทุนของอาจารย์น่าจะเป็นข่าวดี
ผมมีข้อสงสัยดังนี้ครับ
ผมเห็นหน่วยงานราชการจะมีสหกรณ์ของแต่ละหน่วยงาน
ไม่แน่ใจว่าสหกรณ์ดังกล่าวจะนำเงินสะสมของสมาชิกมา
ลงทุนในกองทุนรวมได้หรือไม่เพื่อให้
เงินทุนงอกเงย
ดีกว่าฝากแต่ธนาคาร
หรือไม่ก็ซื้อพันธบัตรรัฐบาล
ผมไม่แน่ใจว่ากฎหมายให้อำนาจสหกรณ์ฯทำได้หรือไม่
จาก
คนไทย ในแอฟริกา

Comment: สมหวัง พูลสมบัติ at Wed, 16 Dec 1:02 PM

ลักษณะกองทุนหุ้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ
1.กองทุนเชิงรุก(Active Fund)
2.กองทุนเชิงรับ (Passive Fund)
กองทุนเชิงรุก จะทำการซื้อๆขายเป็นปกติ ตามความเห็นผู้บริหาร เช่นเห็นว่าสภาพตลาดตอนนี้ยังไม่ดี ก็จะขายหุ้นออกไป แต่ถ้าหุ้นตัวใดดี สภาพตลาดยังดีก็จะซื้อหุ้นเก็บไว้ บ้านเราส่วนใหญ่เป็นกองทุนแบบนี้
กองทุนเชิงรับ จะซื้อหุ้นเก็บไว้เกือบเต็มอัตรา และจะไม่ค่อยเทขายนัก แต่อาจจะมีการปรับพอร์ตการลงทุนเป็นระยะๆ และมักจะมีการจัดพอร์ตอิงกับดัชนี SET50 หรือ SET100 เป็นต้น กองทุนประเภทนี้มีน้อยมาก เช่น TMB SET50 TMB SET 50 RMF และอยุธยา SET 100 RMF เป็นต้น
กองทุนเชิงรุกมุ่งจะซื้อขายตลอดเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็คิดเช่นนี้อยู่แล้ว
กองทุนเชิงรับ Passive Fundเชื่อในสมมติฐานว่า ไม่มีใครจะล่วงรู้ ตลาดในอนาคตสั้นๆได้ ดังนั้น จึงถือหุ้นเต็มอัตราและเชื่อมั่นว่าระยะยาวจะสูงขึ้นได้ โดยมากจะวัดผลตอบแทนอิงกับดัชนีตลาด

Comment: สมหวัง พูลสมบัติ at Wed, 16 Dec 1:20 PM

กองทุนบ้านเราส่วนมากจะเป็นกองทุนเชิงรุกตามความชอบนักลงทุนส่วนใหญ่ ส่วนกองทุนเชิงรับ มีที่ บลจ.ทหารไทยที่เป็นเจ้าตำรับเชิงPassive
ในตปท.มีการศึกษามานานแล้วว่า ในระยะยาว Passive จะชนะ Active เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งขัดกับความรู้สึกคนไทย ที่มักจะชอบซื้อๆขายๆเกือบตลอดเวลา ลองคิดตามต่อไป
- ในช่วงตลาดเริ่มฟื้นตัว Active Fund จะมีหุ้นอยู่น้อย ถือเงินสด สูง เช่นQ1/ 09 จนตลาดจะฟื้นชัดเจน พวกเชิงรุกก็จะระดมซื้อหุ้น ซึ่งก็จะได้หุ้นไม่ถูกนัก ส่วนกองทุนเชิงรับPassive Fund ซึ่งมีหุ้นเต็มพอร์ตก็จะได้ผลตอบแทนเต็มที่กว่า
-ขณะที่ตลาดปรับตัวลง Active Fund จะชิงขายหุ้นออกไปก่อน Nav ก็จะลดลงน้อยกว่าดัชนีมาก ส่วนกองทุนเชิงรับก็จะมีNAVลดลงมากเท่าๆกับดัชนี เพราะถือหุ้นเต็มพอร์ตตลอดเวลา
ถ้าผู้บริหารเก่งคาดการณ์แม่นยำตลอด กองเชิงรุกก็เยี่ยมแน่นอน แต่จะมีใครทำได้ตลอดเวลา โดยมากจะมีผิดบ้างถูกบ้าง บางปีกองนั้นเก่ง แต่ปีถัดไปอาจจะไม่เด่นก็ได้

Comment: สมหวัง พูลสมบัติ at Wed, 16 Dec 1:44 PM

แต่ผมเองก็ชื่นชอบกองทุนเชิงรับเพราะ
-ค่าจัดการถูก
-เชื่อมั่นในวิชาสถิติที่ว่าระยะยาว ว่า "เชิงรับจะชนะเชิงรุก"
-กองทุนเชิงรุกถ้าเปลี่ยนผู้บริหารก็อาจจะมีผลได้ ส่วนกองทุนเชิงรับ ไม่ค่อยมีผลนัก
-ขณะหุ้นตก กองทุนเชิงรับจะร่วงลงมาก ถ้าซื้อตอนนั้นจะได้ราคาหน่วยต่ำกว่า ส่วนขณะหุ้นขึ้น กองทุนเชิงรับจะมีNAVขึ้นสูงกว่าเพราะถือหุ้นอยู่เต็ม แต่กองทุนเชิงรุกจะทยอยขายออกไปก่อน
สรุปว่า NAV กองทุนเชิงรับ จะแกว่งมากกว่าเชิงรุกเสมอ
ดังนั้น ถ้าทยอยซื้อเป็นระยะๆแล้ว กองทุนเชิงรับ จะได้ราคาต่ำกว่า ในช่วงหุ้นตก แต่จะได้ราคาแพงตอนหุ้นขึ้น
ดังนั้น เมื่อเราตั้งสมมติฐานว่าไม่มีใครล่วงรู้อนาคตได้แล้ว กองทุนเชิงรับก็น่าจะได้ผลตอบแทนสูงกว่า
เวลาซื้อก็ทยอยซื้อเป็นระยะๆ แต่เวลาขายจะรอเวลาขายตอนหุนขึ้นซึ่งกองทุนเชิงรับจะแกว่งขึ้นมากกว่า
ปี 52 กองทุนเชิงรุกส่วนใหญ่ แพ้ดัชนี แต่กองทุนPassive ที่อิง ดัชนี SET 100 และ SET 50ทุกกองชนะดัชนีทั้งหมด
และ เปรียบกองทุนเชิงรับ เหมือนกับเด็กที่ไม่เคยสอบได้ที่ 1แต่ได้ที่ 4 ที่ 5 ที่ ที่ 7 มาตลอด แต่ขณะเดียวกันเด็กที่สอบได้ที่ 1 ก็แทบไม่เคยซ้ำหน้ากันเลย
คงจะจินตนาการตามผมได้ระหว่ากองทุนเชิงรุกกับเชองรับนะครับ "กองทุนได้ที่ 1 จะเป็นเชิงรุกเสมอ แต่ผ่านไปหลายๆปี ก็จะเปลี่ยนไปตลอดเวลา ส่วนเชิงรับมักจะคงเส้นคงวาตลอด"

Comment: สมหวัง พูลสมบัติ at Wed, 16 Dec 2:00 PM

กองทุนเชิงรุก จะมีค่าจัดการ ประมาณ2% ส่วนกองทุนเชิงรับ ค่าจัดการประมาณ 0.45-0.6% ตามความเห็นผมนั้น ผมชื่นชอบกองทุน TMB set 50 Tmb set 50 RMF AYS SET 50 LTF and SET100 RMF

Comment: สมหวัง พูลสมบัติ at Wed, 16 Dec 2:09 PM

สำหรับ นลท.ยังมีเงินลงทุนน้อยๆอยู่ ผมก็ยังเชียร์ให้ทยอยซื้อกองทุนเชิงรับ ทยอยซื้อทุกๆเดือน เช่นเดือน ละ 1000-2000 บาทเป็นต้น ระยะยาวก็คิดว่าน่าจะคุ้ม เพราะเงินน้อยๆไม่สามารถซื้อหุ้นรายตัวได้
ทุกวันนี้ผมก็ยังแบ่งเงินลงทุนกองทุนเชิงรับ อาทิตย์ละ 1000 บาท ตอนนี้ผ่านไป 6 เดือนแล้ว กะว่า จะลงทุนไปเรื่อยๆสัก 10 ปี แล้วจะสรุปผลครับ

Comment: jessada at Fri, 18 Dec 6:20 PM

ส่วนตัวเป็นแฟนอาจารย์มานานแล้วครับ ชอบสไตล์ลงทุน และวิธีการเลือกหุ้น

ปัจจุบันผมทำงานเป็นผู้จัดการกองทุนครับเลยขอเล่า Fact บางประเด็นที่อาจจะต่างจากที่อาจารย์ระบุในบทความ (ด้วยความเคารพครับ)

ส่วนตัวอยากให้อาจารย์ ช่วยแยกให้ชัดนิดนึงครับระหว่าง fact (ข้อเท็จจริง) และ opinion (ความคิดเห็นของผู้เขียน)

เช่น
"ผู้จัดการบริษัทจัดการการลงทุนหรือ "หัวหน้าผู้จัดการการลงทุน" ที่เปิดตัวต่อสาธารณชนนั้น เกือบทั้งหมดดูเหมือนว่าจะเป็น "หนึ่งในคณะกรรมการการลงทุน" ที่ไม่ได้ไปสัมผัสกับการวิเคราะห์หุ้นจริง ๆ"

ข้อเท็จจริงไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น จากที่ผมทำงานในวงการนี้มาระยะหนึ่งครับ มีผู้จัดการกองทุน และ CIO หลายท่านที่ทำการวิเคราะห์เชิงลึก ทำ company visit อย่างต่อเนื่อง รวมถึงทำ financial model เพื่อประเมินสถานการณ์บริษัทในอนาคตเชิงลึก

----------------------------------------

หรือที่อาจารย์บอกว่า
"ข้อแรกที่ทำให้บริษัทจัดการการลงทุนไม่สามารถทำผลงานได้โดดเด่นนั้น"

อันนี้ไม่แน่ใจว่าอ.นิเวศน์ วัดโดยใช้ indicator ไหน

สำหรับผมถ้าใช้ ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี ของกองทุนหุ้นไทย ณ สิ้นไตรมาส 3 / 2552

SET TRI (รวมผลตอบแทนจากเงินปันผล) = 40.2%
กองทุนรวมหุ้นที่ได้ที่ 1 = 63.1%
กองทุนหุ้นโดยเฉลี่ย (mean) = 41.8%
กองทุนที่ได้น้อยสุด = 9.4%

สรุปจาก fact คือบางบริษัทก็โดดเด่น ส่วนใหญ๋ใกล้เคียงกับ Benchmark บางบริษัทก็ไม่โดดเด่นครับ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับต่างประเทศ ดังนั้นต้องเลือกให้ถูกเจ้าครับ



อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกท้อเล็กน้อย แต่ไม่ถอยครับ จะตั้งใจทำงานให้ดีขึ้นต่อไปครับ และใช้แนวคิดที่อาจารย์สอนประกอบในการวิเคราะห์บริษัทเพื่อลงทุนต่อไปครับ

Comment: StoneCold at Mon, 21 Dec 7:57 AM

ขอบคุณคุณ สมหวัง พูลสมบัติ มากครับ สำหรับความรู้ที่แนะนำ

Comment: สมหวัง พูลสมบัติ at Mon, 21 Dec 1:09 PM

ขอแนะนำกองทุนเปิดทหารไทย SET50และJumbo25 ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดกองทุนเชิงรับ Passive Fund กองหนึ่งเหมือนกัน นอกจากนี้ผมเพิ่งทราบว่า เปิดบัญชี 2000 บาท และมูลค่าซื้อครั้งถัดไป เพียง 1 บาทก็ยังอุตส่าห์ซื้อได้
ดังนั้นน้องๆที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ขอให้ทดลองลงทุน เปิดบัญชี 2000 บาท แลวลองซื้อรายอาทิตย์ สักอาทิตย์ละ 100 บาท ก็ยังได้
ส่วนคนที่พอมีบ้าง ลองซื้อบนเวปตั้งรายการล่วงหน้า ซื้อทุกวัน เช่นวันละ 100 บาท ปีละประมาณ 25,000 บาท
ลองเล่นระยะยาวไปเรื่อยๆ เกิน 10 ปี ผมว่าคุ้มค่าแน่ๆ เหนือดอกเบี้ย ธนาคาร และ พันธบัตร หุ้นกู้ด้วยครับ

Comment: wikran at Fri, 8 Jan 5:21 PM

เห็นด้วยครับ หากเรามีเงินซัก 1 ล้านบาท และมีความรู้ที่เพียงพอ (อาจจะซัก30-50% ของอาจารย์) บริหารเองน่าจะดีกว่า เพราะ fee ก็ไม่ต้องเสีย จะขาย/ซื้อเมื่อไหร่ก็อิสระ และเราจะได้ไม้ไปตำหนิใครเวลาผลการบริหารออกมาไม่ดี
ส่วนประเด็นประโยชน์จากภาษีใน LTF/RMF ก็เห็นด้วบกับอาจารย์เช่นกันครับ

Comment: wikran at Fri, 8 Jan 5:24 PM

เห็นด้วยครับ หากเรามีเงินซัก 1 ล้านบาท และมีความรู้ที่เพียงพอ (อาจจะซัก30-50% ของอาจารย์) บริหารเองน่าจะดีกว่า เพราะ fee ก็ไม่ต้องเสีย จะขาย/ซื้อเมื่อไหร่ก็อิสระ และเราจะได้ไม้ไปตำหนิใครเวลาผลการบริหารออกมาไม่ดี
ส่วนประเด็นประโยชน์จากภาษีใน LTF/RMF ก็เห็นด้วบกับอาจารย์เช่นกันครับ

Comment: wikran at Fri, 8 Jan 5:40 PM

เห็นด้วยกับอาจารย์ครับ หากมีเงินซัก 1 ล้านลงทุนเองดีกว่า fee ก็ไม่ต้องเสีย จะซื้อหรือขายเมื่อใดก็อยู่ที่เราตัดสินใจ หากผิดพลาดก็ไม่ต้องตำหนิใคร นอกจากนี้ ประโยชน์จากภาษีจาก LTF/RMF ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและไม่ควรมองข้ามโดยเฉพาะคนที่มีฐานภาษีสูงๆเพราะจะช่วยประหยัดภาษีได้มาก
ว่าแต่ว่าอาจารย์มองว่าการซื้อ LTF/RMF ควรซื้อแบบใดครับ ทยอยซื้อหรือหาจังหวะ pick up ตอนราคาดีๆครับ

Comment: Viran at Sun, 31 Jan 4:56 AM

Most of fund manager performance in the long run are below the market average. However, I must admit Dr. Nivate is excellent stock picker and port folio manager with extraordinary 10 year return. It's very hard to beat the market except you have to invest in business (fundamental).

Comment: Tongandtong at Tue, 2 Feb 11:51 PM

แล้ว SCBSET เป็นกองทุนแบบเชิงรุก หรือเชิงรับครับ ?

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« December »
SunMonTueWedThuFriSat
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031