Wednesday, 9 December 2009
สูตรเศรษฐี
« ปราสาททราย | Main | กองทุนรวมหุ้น »ความมั่งคั่ง ความร่ำรวย หรือการเป็นเศรษฐีสำหรับคนที่ไม่ได้มีพ่อแม่ร่ำรวยมาก่อนนั้น สำหรับคนจำนวนมากดูเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก บางคนอ่านหนังสือเกี่ยวกับการออมก็มักได้รับคำแนะนำที่ทำได้ยาก เช่น บอกว่าให้กันเงินจากเงินเดือนหรือรายได้ 10-20% เก็บไว้ก่อน ไม่ใช่ใช้ก่อนเหลือแล้วค่อยเก็บ ปัญหาก็คือ รายได้นั้นไม่ค่อยพอใช้อยู่แล้วแม้ว่าจะไม่ได้ใช้อย่างฟุ่มเฟือย เพราะค่าใช้จ่ายจำนวนมากเป็นค่าใช้จ่ายที่ลดไม่ค่อยได้ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าอาหาร เป็นต้น ซึ่งผมเองเห็นด้วย วิธีการที่จะทำให้เรามั่งคั่งนั้นถ้าจะให้ปฏิบัติได้จริงต้องไม่ทำให้เรารู้สึกลำบากหรือรู้สึกว่าความสุขหายไปมากและเป็นเวลานาน เหนือสิ่งอื่นใด ความอยากรวยนั้นก็เพื่อที่จะทำให้มีความสุข ดังนั้น การเสียสละความสุขเพราะต้องลดค่าใช้จ่ายเป็นเวลานานนั้นจึงไม่มีเหตุผล
ต่อไปนี้เป็นแนวทางหรือจะเรียกให้เท่ก็คือเป็นสูตรที่จะช่วยให้เรามีความมั่งคั่ง ร่ำรวย หรือแม้แต่เป็นเศรษฐีโดยเราไม่จำเป็นต้องรู้สึก “อดอยาก” และเป็นสูตรที่เหมาะมากโดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งเริ่มชีวิตการทำงานหลังจากที่จบการศึกษาใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม คนที่มีอายุมากขึ้นแล้วก็สามารถประยุกต์ใช้ได้เท่าที่จะทำได้
ข้อแรกก็คือ ถ้าคิดว่าเรายังไม่รวย อย่าซื้อรถ การซื้อรถยนต์ส่วนตัวใช้นั้น เท่ากับเรากำลังสร้างรายจ่ายที่ลดได้ยากมาก และทุกเดือน เราจะมีรายจ่ายเป็นหมื่นหรือหลายหมื่นเป็นค่าผ่อนรถ ค่าน้ำมัน ค่าประกัน ค่าซ่อม และอื่น ๆ บางทีรายจ่ายนั้นอาจจะไม่เป็นตัวเงินจริงเนื่องจากเราซื้อรถด้วยเงินสด เราไม่เสียค่าผ่อนรถ แต่จริง ๆ แล้วเราก็มี “ค่าเสื่อม” ซึ่งก็เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงไม่ต่างกับค่าผ่อนรถนัก หลายคนอาจจะเถียงว่าเขาสามารถประหยัดค่ารถเมล์ ค่ารถไฟฟ้า หรือค่าแท๊กซี่ ลง แต่ถ้าคิดคำนวณค่าใช้จ่ายทุกด้านของการมีรถยนต์ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าการใช้รถสาธารณะนั้นประหยัดกว่ามากและจะทำให้เรามีเงินเหลือเก็บและลงทุนได้มากกว่า
ข้อสอง อย่าซื้อบ้านถ้าไม่จำเป็น และถ้าจำเป็นก็ซื้อบ้านที่เล็กที่สุดที่จะเพียงพออยู่สำหรับตนเองและคู่ครอง และลูกที่มีอยู่หรือที่วางแผนที่จะมีในอนาคต ทำเลของบ้านควรอยู่ในที่ที่การเดินทางไปทำงานและ/หรือไปเรียนสะดวกและไม่ต้องต่อรถหลาย ๆ ต่อซึ่งจะทำให้ “ค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัยและเดินทาง” ต่ำที่สุด คำว่าค่าใช้จ่ายในการอยู่อาศัยนั้น บางคนอาจจะไม่รู้สึกว่ามีเพราะเขาไม่ต้องเสียค่าเช่า แต่จริง ๆ แล้วการมีบ้านที่ใหญ่จะทำให้ค่าบ้านสูงซึ่งทำให้ต้องจ่ายค่าผ่อนบ้านแต่ละเดือนมากขึ้นไม่นับรายจ่ายอื่น ๆ ที่ตามมาจากการมีบ้านที่ใหญ่ขึ้น นี่เป็นความคิดที่อาจจะแย้งกับอีกหลายคนที่บอกว่าควรซื้อบ้านใหญ่ที่สุดที่สามารถผ่อนได้ เพราะบ้านนั้นเป็นเหมือน “การลงทุน” และการอยู่บ้านใหญ่นั้น “มีความสุข” มากกว่า แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวผมเองนั้นพบว่า บ้านอยู่อาศัยนั้นราคามักจะไม่ค่อยขึ้น เช่นเดียวกัน บ้านที่ใหญ่เกินความจำเป็นนั้น ถ้าจะเพิ่มความสุขได้ก็น่าจะน้อยและไม่คุ้มกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ข้อสาม มีลูกให้น้อย อย่าเกินสองคนก็ดี เพราะลูกนั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากในการเลี้ยงดูและให้การศึกษา คำสมัยก่อนก็คือ มีลูกหนึ่งคนจนไปเจ็ดปี แต่สมัยนี้ผมคิดว่ายาวกว่านั้น คนในสมัยก่อนมีลูกเพราะคิดว่าเป็น “การลงทุน” นั่นคือ หลังจากที่ลูกโต เขาก็กลับมาเลี้ยงเรา ดังนั้นเขาจึงมีลูกมากแต่ในปัจจุบันความคิดนี้ก็ใกล้หรือกำลังหมดไป เราไม่หวังให้ลูกมาเลี้ยงเราแล้ว ดังนั้น ถ้าอยากรวย อย่ามีลูกมาก
ข้อสี่ รายจ่ายค่าสมาชิกทั้งหลาย เช่น สมาชิกสถานออกกำลังกาย สมาชิกเคเบิลทีวีราคาแพง สมาชิกที่สามารถพักตามเครือข่ายโรงแรมตากอากาศหลายแห่ง เหล่านี้เป็นความบันเทิงหรือการดูแลสุขภาพที่เราสามารถหาซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่ามาก เช่น แทนที่จะเข้าฟิตเนส เราสามารถไปสวนสาธารณะที่มีการเต้นแอโรบิคที่สนุกสนานทุกวันโดยที่ไม่ต้องเสียเงิน เคเบิลทีวีราคาถูกเดี๋ยวนี้บางแห่งมีรายการดีมากเกือบเท่าแบบที่มีราคาแพงแต่เสียค่าใช้จ่ายแค่เดือนละ 200 บาทก็มี พูดถึงเรื่องการพักผ่อนต่างจังหวัดแล้วก็ทำให้ผมมีข้อแนะนำอีกว่า “อย่าซื้อคอนโดหรือบ้านพักในสถานที่ท่องเที่ยว” เพราะนี่เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมากเทียบกับการที่เราไปเช่าโรงแรมอยู่ คนอาจคิดว่านี่เป็น “การลงทุน” แต่จริง ๆ แล้วราคาก็มักจะไม่ค่อยขึ้นหรือถึงขึ้นเราก็มักจะไม่ขาย ในระหว่างนั้นเราก็ต้องผ่อนส่งรายเดือนหรือต้องเสีย “ค่าเสื่อม” ไปเรื่อย ๆ เหนือสิ่งอื่นใด การพักโรงแรมนั้นเราไม่ต้องดูแลทำความสะอาดและเราจะไปพักสถานที่ไหนก็ได้ซึ่งทำให้เรามีความสุขมากกว่า
ข้อห้า ถ้าอยากรวย นอกจากปฏิบัติตามแนวทางข้างต้นแล้ว จะต้องไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและเก็บออมเงินให้มากที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องประหยัดเกินความจำเป็นจนทำให้เรารู้สึกไม่สบาย สิ่งนี้ทำไม่ยากถ้าเรารู้จักซื้อของแบบเน้น “คุณค่า” นั่นคือ ใช้เงินน้อยแต่สามารถตอบสนองความต้องการเกิน 90% ตัวอย่างง่ายที่สุดก็คือ การซื้อของไม่มียี่ห้อที่มีคุณภาพดีหรือซื้อของมียี่ห้อในช่วงที่มีการลดราคามาก ๆ เป็นต้น
สุดท้าย ก็คือ ถ้าคุณต้องการแค่ว่าคุณจะสามารถอยู่อย่างสบายมีเงินพอสมควร แต่ไม่ต้องการความผันผวนของความมั่งคั่ง คุณจะต้องบริหารเงินโดยการจัดสรรทรัพย์สินให้อยู่ในหลักทรัพย์หลาย ๆ อย่างรวมถึงพันธบัตรและหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ว่าจะบริหารเองหรือมอบให้ “มืออาชีพ” ซึ่งก็คือบริษัทจัดการการลงทุนทำ แต่ถ้าคุณอยากรวยหรือเป็นเศรษฐีละก็ คุณควรลงทุนเงินที่เหลือเก็บไว้ในหุ้นเพียงอย่างเดียว การลงทุนในหุ้นในระยะยาวมาก ๆ นั้น ความเสี่ยงจะไม่สูงและผลตอบแทนจะสูงกว่าการลงทุนในตราสารการเงินอื่นมาก ดังนั้น ถ้าคุณมีเวลาในการเก็บเงินและลงทุนยาวเป็น 20-30 ปี ผมแนะนำว่าให้ลงทุนเงินทุกบาททุกสตางค์ในหุ้น ไม่ว่าจะลงเองหรือใช้มืออาชีพลงให้ นอกจากนั้น ในการลงทุน ถ้าได้ผลประโยชน์ทางภาษีด้วย เช่น การลงทุนใน LTF หรือ RMF ก็ควรใช้สิทธินั้นอย่างเต็มที่
และเช่นเคย สิ่งที่แนะนำมาทั้งหมดนั้น ไม่รับประกันว่าคุณต้องรวยแน่นอน แต่ผมคิดว่ามันเพิ่มโอกาสการเป็นเศรษฐีให้คนที่ปฏิบัติขึ้นมาก เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าไม่ได้เป็นเศรษฐีคุณก็คงไม่จนและความสุขเพิ่มขึ้นแน่นอน
รถยังไม่ซื้อ
แต่บ้านซื้อไปแล้ว ผ่อนหน้ามืดอยู่- -
ถ้าไม่ซื้อบ้านจะมีเงินเหลือซื้อหุ้นทุกเดือน
เดือนละ 20000 lolz
เห้นด้วยเลยค่ะ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เพิ่งเริ่มเรียนจบใหม่ และเริ่มมีเงินเดือน ควรจะทำตามเป็นอย่างยิ่งค่ะ
ไม่ค่อยแขงแรง พยายามนั่งรถเมล์บางโอกาสแต่อากาศแย่มากค่ะ คิดว่าซื้อรถมือสองจะดีไหมคะ เวลาไปไหนมาจะได้ไม่กลับมานอนซม
ผมดีใจมาก ผมทำได้อย่างที่อาจารย์บอกทั้ง 5ข้อเลย และคิดแบบนี้มาตลอดอยู่แล้ว ชีวิตผมคงจะมีความหวังร่ำรวยเหมือนคนอื่นบ้าง
ผมติดตามอ่านงานเขียน ของอาจารย์ ตั้งแต่เรียนที่มหาลัย จนตอนนี้เรียนจบแล้ว และได้งานข้าราชการในอำเภอเล็กๆในจังหวัดแถวภาคอีสานตอนบน รายได้ต่อเดือนก็ไม่ได้มากมายอะไร ที่ที่ผมทำงานอยู่ก็เป็นเหมือนชนบทไทยทั่วไปที่ระบบขนส่งสาธารณะยังไครอบคลุม การไม่มีรถยนต์ส่วนตัวใช้ถือเป็นความไม่สะดวกอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิตที่นั่น ตอนนี้ผมกำลังคิดจะผ่อนรถ ทั้งที่ใจยังไม่อยากเลย เพราะคิดว่ามันก็จัดเป็นหนี้ก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง เสียดายเงินเดือนละตั้ง หมื่นห้า ก็คิดๆอยู่เหมือนกันว่าจะลาออกไปอยู่เอกชนในเมืองดีไหม ชนบทลำบากนัก
ผมติดตามอ่านงานเขียน ของอาจารย์ ตั้งแต่เรียนที่มหาลัย จนตอนนี้เรียนจบแล้ว และได้งานข้าราชการในอำเภอเล็กๆในจังหวัดแถวภาคอีสานตอนบน รายได้ต่อเดือนก็ไม่ได้มากมายอะไร ที่ที่ผมทำงานอยู่ก็เป็นเหมือนชนบทไทยทั่วไปที่ระบบขนส่งสาธารณะยังไครอบคลุม การไม่มีรถยนต์ส่วนตัวใช้ถือเป็นความไม่สะดวกอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิตที่นั่น ตอนนี้ผมกำลังคิดจะผ่อนรถ ทั้งที่ใจยังไม่อยากเลย เพราะคิดว่ามันก็จัดเป็นหนี้ก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง เสียดายเงินเดือนละตั้ง หมื่นห้า ก็คิดๆอยู่เหมือนกันว่าจะลาออกไปอยู่เอกชนในเมืองดีไหม ชนบทลำบากนัก
เพิ่งจบใหม่ ทำงานได้ไม่นาน
จะขอนำสิ่งที่อาจารย์แนะนำไปปฏิบัติครับ
มีประโยชน์จริงๆ ครับ
ข้อมูลที่ดี ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ และเป็นแรงบันดาลใจไปสู่จุดหมายที่ดีที่ตั้งใจไว้ได้
ขอเป็นหนึ่งแรงใจสนับสนุนตลอดไป
อาจารย์เปลี่ยนรูป display แล้วหรือครับ คราวหลังถ้าอาจารย์จะเปลี่ยนปรึกษาผมก่อนนะครับ อาจารย์ดูแก่เกินความเป็นจริง ผมเห็นแล้วหดหู่คร๊าบบบบ
แซวเล่นครับ
กำลังจะเปลี่ยนรถใหม่ พอดีเลยค่ะ พอได้มาอ่านเรื่องที่อาจารย์เขียน ทำให้ต้องเปลี่ยนใจ คงต้องเปลี่ยนไปเพิ่มทุนในหุ้นอย่างที่อาจารย์แนะนำน่าจะดีกว่า แต่ช่วงนี้มีแต่ตัว แดงทั้งนั้นเลยค่ะ ไม่ทราบว่าจะต้องรอไปอีกนานเท่าไร เนื่องจากมาบตาพุดนี่เองค่ะ อย่างไรรบกวนขอคำแนะนำด้วยนะคะ และขอขอบคุณมากมายค่ะ
ผมก็เห็นด้วยครับ แต่หน้าที่การงาน ต่ำแหน่งทางสังคม ก็มีส่วนประกอบในการตัดสินใจ ว่าจะทำได้ไหม
เห็นด้วยทุกประโยค เหมือนเดิมค่ะ แต่หนูยังไม่รวยเหมือนอาจารย์ เพราะขาดความกล้าที่จะลงในหุ้นในสัดส่วนมาก ๆ
คนที่จนมาก่อนแล้วมารวยตอนโตเป็นผู้ใหญ่นั้น ต้อง อดทน และ ทนอด มาก่อนทั้งสิ้น
คนเรามักจะพยามยามหาเหตุผลแก้ต่างให้กับตนเอง ว่า สิ่งนั้นมันจำเป็น มันต้องเป็นหนี้เพื่อซื้อของใช้ต่างๆ
คนมีเงินนั้น เขาใช้ของฟุ่มเฟือยมากกว่าคนอื่นในระดับล่างอยู่แล้ว แต่พวกเขา เอาเงินในอดีตเช่นเงินปันผล ดอกเบี้ย เงินผลกำไรจากการลงทุน มาใช้
สรุปว่า "คนมีเงินนั้น พวกเขาเอาเงินที่สะสมในอดีตมาใช้ และ บางส่วนเงินในอนาคตมาลงทุน "
ขณะที่คนส่วนใหญ่นั้น "เอาเงินในอนาคตมาใช้ พวกซื้อรถผ่อนส่ง ก็ดี เป็นการเอาเงินในอนาคตมาใช้"
ญาติผู้เขียนท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า" ถ้าไม่มีเงินก็อย่าไปรีบร้อนซื้อ เพราะกลัวว่าของจะแพงขึ้นราคา แต่รีบหาเงิน ประหยัดเงิน ขยันทำงาน จะดีกว่า ของจะถูกจะแพงขึ้นอยู่ว่ามีเงินซื้อหรือเปล่า ถ้ามีเงินซื้อ ของนั้นก็จะถูกเสมือนว่าราคาเสมอ" ท่านจบ ประถม 4 แต่เข้าใจหลักเศรษฐศาสตร์ดีที่เดียว
ซื้อรถได้ 2 ปีแล้ว ผ่อนเดือนละหมื่นกว่า หรืออีก 3 ปี
นี่ก็เพิ่งซื้อบ้านอีก ผ่อนอีกเดือนละ หมื่น
พอมาอ่านข้อความข้างบน เซ้งเลยตรู
ขอบคุณอาจารย์มากๆครับ ดีมากๆ แนวคิดพื้นฐานที่ทุกคนควรเรียนรู้ไว้ แต่่อย่าลืมคิดนอกกรอบนะครับหลักการเศรษฐีไม่ได้มีแค่บทความข้างบนเท่านั้น
รอคอย และติดตามบทความของอาจารย์ตลอดมาทั้งในเวป และหนังสือ ให้ข้อคิดและแนวทางที่ดีมากครับ คนหลายคนเดินทางเดียวกัน แต่ไปไม่ถึงจุดหมายเดียวกันก็ได้ ที่สำคัญเราได้เดินมาถูกทางหรือยัง ขอบคุณครับอาจารย์
คุณฟันผุ
ถ้าจำเป็นต้องซื้อรถจริงๆ
อย่ามองที่ความหรูหรา หน้าตา
ซื่อรถมือสอง ยี่ห้อฮิต (อะไหล่หาง่าย) เป็นปิคอัพเล็กๆ ก็ดี
อย่าเก่ามาก เอาสัก 4 - 7 ปี
จะได้ลงทุนไม่มากนัก
ขอบคุณสำหรับ "สูตรเศรษฐี" ครับ ทุกวันนี้พักใกล้ที่ทำงาน และใช้ "Honda เดิน" มาทำงานทุกวัน รู้สึกดีไม่เดือดร้อน
แนะนำสำหรับคนเบื่อบ้านเก่า ปีนี้เหมาะสำหรับขายบ้านเก่าซื้อบ้านใหม่นะครับ
1. ขายบ้านเก่าได้กำไร
2. ซื้อบ้านใหม่ภายใน 1 ปี ขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีเงินได้ ของบ้านเก่าที่ขายไปได้
3. ได้ลดหย่อนภาษี 300,000 บาท เสียภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีเงินได้ ของบ้านใหม่ในอัตรา 0.xx
4. ดอกเบี้ยต่ำมาก
5. ได้บ้านใหม่ ไฉไลกว่าเก่า
หมายเหตุ. อย่าซื้อบ้านใหม่แพงนักนะครับ ไม่งั้นจะเป็นทุกข์ :-)
อย่าซื้อรถ
อย่าซื้อบ้าน
อย่าซื้อ member
ซื้อหุ้นอย่างเดียว
ใช่เลยอาจารย์
ผมเพิ่ง get นะเนี่ย หลังจากผ่อนรถหมดแล้ว แต่สะเออะไปผ่อน Condo ต่อ
ถ้าขาย Condo ได้ จะทุ่มหุ้นหมดหน้าตักเลยครับ
รวยหุ้น ได้ yield 3 ML/Y เมื่อไหร่ จะถวายสนับสนุนธรรมวินัย สัก 10% ทุกๆปีเลย ให้ตายสิ
get จริงๆ นะเนี่ย
ขอบคุณครับพี่
ชอบอ่านที่commentคะ สนุกดี อ่านเพลิน น่าจะเพิ่มข้อไม่เที่ยวมากอีกข้อนะคะ
เห็นด้วยเต็มที่เลยครับ รถและบ้านหากไม่พร้อมอย่าเพิ่งซื้อและหากจะซื้อก็ซื้อบ้านหลังเล็กๆก่อนรถ เพราะรถนั้นซื้อปุ๊ปราคาตกเลย แถมยิ่งเวลาผ่านไปราคายิ่งตก (และมีค่าใช้จ่ายตามมาอีก) แต่บ้านนี้ซื้อไว้ยังมีโอกาสที่ราคาจะขึ้นจากราคาที่ดินที่สูงขึ้นในระยะยาวได้
ผมได้อ่านหนังสือของแล้ว
เป็นประโยชน์มาก
ผมเพิ่งจบทำงานมาไม่ถึงปี และผมมีความสนใจในลงทุนซื้อหุ้น และผมจะนำแนวทางที่อาจารย์แนะนำไปปฎิบัติต่อไปครับ
ขอบคุณอาจารย์ค่ะ สำหรับบทความดี ๆ อ่านแล้วได้สติ มานั่งนึกถึงตัวเองอยู๋ จริงๆก็ทำได้ทั้ง 5 ข้อที่อาจารย์บอกแต่ยังไม่รวยค่ะ เพราะขาดไปเรื่องเดียวคือออกไปทำงานนอกบ้านหาเงินเพิ่ม มัวแต่นั่งๆนอนๆอยู่หน้าคอมฯ เช็คราคาทั้งวัน ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปจะไม่ขี้เกียจแล้วค่ะ จะได้ใช้ชีวิตให้มีความสุขเพิ่มอย่างที่อาจารย์สอนค่ะ
มีความตั้งใจจริง และต้องมีวินัย ครับที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จตามที่อาจารย์ว่ามา จะพยายามครับ
เป็นข้อคิดที่ดีมากๆครับ ผมซื้อมอเตอร์ไซด์ขี่ใน กทม ใช้บัตรเครดิตซื้อ ดอกเบี้ย 0 % เลยซื้อ 12 งวด ตอนแรกว่าจะพเอารถยนต์พอคิดถึงการใช้งานและค่าใช้จ่าย เลยถอยดีกว่า กุมพางวดสุดท้ายแล้วครับ กำลังศึกษาเรื่องหุ้นอยู่มาความรู้เรื่อยๆนะครับ


เรื่องที่ อ.จ.เขียนนั้น เป็นจริงอย่างยิ่ง
คนไทยเรามักจะรำพึงรำพันเรื่องโชควาสนาเรื่องมรดกตกทอด ซึ่งไม่ต่างจากพืชจำพวกเห็ดราที่ไม่ได้สังเคราะห์แสงเอง
ผมนึกถึงคนจีนสมัยก่อน ที่ขยัน อดทน ทนอด เอาสังขารเข้าแลก อย่าว่าแต่ประหยัดเลย ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังทนอด ยอมทรมานความอยากบริโภดของฟุ่มเฟือย อดออม เอาไว้ลงทุน จนกว่าจะมีเงินเหลือเฟือแล้วจึงค่อยใช้จ่ายสิ่งฟุ่มเฟือยต่างๆ
เศรษฐีที่สร้างฐานะเองนั้น เบื้องหลังต้องเป็นคนที่ใช้จ่างอย่างระมัดระวังมากๆจนเกินขีดเสียยิ่งกว่าการประหยัดเสียอีก มิฉะนั้น เขาจะร่ำรวยได้อย่างไรกัน
สังเกตว่า ถ้าเขายังมีทรัพย์สินไม่ถึงระดับที่วางไว้แล้ว พวกเขาจะไม่ยอมจ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยเด็ดขาด