Monday, 25 January 2010
เล่นหุ้นหลังปีทอง
« Bill Gross | Main | In Search of Super Stock »ปี 2546 เป็น “ปีทอง” ของตลาดหุ้น เช่นเดียวกัน มันเป็น “ปีทอง” ของการลงทุนของผมด้วย เพราะผมได้ผลตอบแทนเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ภายในปีเดียว ปี 2552 เป็นปีที่ประวัติศาสตร์ “ซ้ำรอย” คือมันเป็นปีทองของตลาดหุ้นและเป็นปีทองของผมอีกครั้งหนึ่ง แน่นอน ผมดีใจ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2547 ซึ่งเป็นปี “หลังปีทอง” ผมก็รู้สึกกังวลกับการลงทุนในปี 2553 ซึ่งเป็นปีหลังปีทองเหมือนกัน เพราะในปี 2547 นั้น ดัชนีตลาดหุ้นตกลงไปถึงกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ที่แย่กว่าก็คือ พอร์ตการลงทุนของผมนั้นลดลงถึงเกือบ 30% ถ้าประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง ปี 2553 นี้ก็อาจจะไม่ใช่ปีที่ดีของผม และโดยความเชื่อส่วนตัวผมก็ไม่มองโลกในแง่ดีสำหรับการลงทุนในปีนี้ เพราะผมคิดว่าตลาดหุ้นในปี 2553 นั้นอาจจะไม่สดใสเหมือนปี 2552 เหตุผลนั้นมีหลายเรื่อง
เรื่องแรก อาจจะเรียกว่าเป็นเรื่องทาง “เท็คนิค” นั่นก็คือ ในปี 2552 นั้น เมื่อเริ่มต้นปีดัชนีตลาดหุ้นอยู่ในระดับต่ำมากเพียงสามร้อยกว่าจุด และถ้าเราพิจารณาว่าตลาดหุ้นนั้นตั้งมากว่า 30 ปี แต่ราคาหุ้นจากร้อยจุดขึ้นมาเป็นแค่สามร้อยกว่าจุด เท่ากับว่าราคาหุ้นขึ้นมาเฉลี่ยเพียงปีละ 3-4% แทบจะไม่คุ้มกับอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น หุ้นก็ดูเหมือนว่าจะไปได้ทางเดียวนั่นคือ “ขึ้น” และหุ้นก็ขึ้นมาจริง ๆ อย่างแรงในปี 2552 แต่เหตุการณ์ในตอนเริ่มปี 2553 นั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้น ดัชนีหุ้นได้ขึ้นมาสูงในระยะเวลาอันสั้น โอกาสที่หุ้นจะ “หยุดพัก” หรือปรับตัวลงบ้างก็น่าจะมี ดังนั้น ความไม่แน่นอนของผลตอบแทนในปี 2553 ก็น่าจะมีสูงพอสมควร
เรื่องที่สอง ในปี 2552 ค่า PE ซึ่งบอกถึงความถูกความแพงของตลาดหุ้นนั้นค่อนข้างต่ำ อาจจะอยู่ที่ 7-8 เท่า การที่หุ้นมีราคาถูกนั้น มองในมุมของ Value Investor แล้ว การลงทุนก็เป็นเรื่องง่ายที่จะทำกำไรสูงและมีความเสี่ยงต่ำ แต่พอถึงปี 2553 ค่า PE ของตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาที่ประมาณ 12-13 เท่า ซึ่งในตลาดหุ้นไทยแล้วก็ไม่ถือว่าหุ้นโดยเฉลี่ยมีราคาถูกอีกต่อไป ดังนั้น การลงทุนในปี 2553 จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำกำไรแบบปี 2552
เรื่องที่สาม สถานการณ์แวดล้อมในระดับโลกในปี 2552 นั้นอยู่ในสภาพ “เลวร้ายที่สุดในช่วงหลายสิบปี” ในเมืองไทยเองนั้น นอกจากผลกระทบที่มาจากโลกแล้ว เรายังมีปัญหาการเมืองที่รุนแรงภายในประเทศด้วย ดังนั้น รัฐบาลของทุกประเทศจึงต้องทำการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจนเหลือเกือบศูนย์เปอร์เซ็นต์ นี่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ “เลวร้าย” มาก แต่มองแบบ Value Investor ผมกลับเห็นว่านี่คือ “โอกาส” เพราะการที่ทุกสิ่งทุกอย่างแย่ที่สุดแล้ว มันก็มีทางไปทางเดียว นั่นคือ มันจะต้อง “ดีขึ้น” แต่เมื่อเริ่มปี 2553 เศรษฐกิจที่เลวร้ายก็เริ่มฟื้นตัว บางประเทศค่อนข้างแรง หลายประเทศเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ โลกกำลังพูดถึงการลดการอัดฉีดเงินเข้าระบบของรัฐบาล ในขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์หลายคนก็ยังไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะไปได้ด้วยตนเองจริง ๆ หรือยัง ความไม่แน่นอนมีอยู่ เศรษฐกิจอาจจะฟุบลงไปใหม่อย่างที่เคยเกิดขึ้นในวิกฤติครั้งก่อน ๆ ดังนั้น การเล่นหุ้นในปี 2553 จึงมีทั้งโอกาสที่หุ้นจะขึ้นและลง
สุดท้าย ก็มาถึงเรื่องของพื้นฐาน นั่นคือ กำไรของบริษัทจดทะเบียน ในตอนเริ่มปี 2552 นั้น มองย้อนกลับไปที่ผลประกอบการของปี 2551 ก็จะพบว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนตกต่ำลงโดยเฉพาะในไตรมาศสุดท้ายของปี 2551 เหตุผลก็คือ บริษัทขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีต่างก็ขาดทุนจากการที่มูลค่าของสินค้าคงคลังมีราคาลดลง เช่น น้ำมันดิบมีราคาลดลงจากที่เคยเป็น 140 เหรียญต่อบาเรลเหลือเพียง 40 กว่าเหรียญ เช่นเดียวกับราคาปิโตรเคมีหลาย ๆ อย่าง แต่ถ้ามองต่อไป ความเสี่ยงที่ราคาสินค้าจะลดลงต่อนั้นก็มีน้อยมาก ตรงกันข้าม โอกาสที่ราคาโภคภัณฑ์เหล่านั้นจะเพิ่มขึ้นมีมากกว่าและนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2552 ที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มกลับขึ้นมาเป็น 70-80 เหรียญต่อบาเรลในตอนสิ้นปี 2552 ทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นมาก
แต่ปี 2553 นั้น สถานการณ์ไม่แน่นอนแล้ว เพราะราคาน้ำมันและปิโตรเคมีอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำ โอกาสที่ราคาจะขึ้นนั้นอาจจะพอ ๆ กับที่ราคาจะลง ดังนั้น กำไรของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีในปี 2553 จึงไม่แน่นอนเหมือนปี 2552 ที่ดูเหมือนว่าจะมีแต่ทางขึ้นทางเดียว ความไม่แน่นอนของกำไรของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในปี 2553 ทำให้ผมไม่มั่นใจว่าดัชนีตลาดหุ้นของไทยจะวิ่งไปทางไหน สิ่งที่ผมคิดก็คือ โอกาสที่บริษัทจะมีกำไรก้าวกระโดดอย่างในปี 2552 น่าจะน้อย
ด้วยเหตุผลทั้งหลายที่กล่าวมาทำให้ผมไม่มองโลกในแง่ดีนักสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นในปีนี้ และถ้าจะซื้อหุ้น ผมก็จะเปลี่ยน “โหมด” การลงทุนจากที่เคยเน้นหุ้นที่อาจจะ “หวือหวา” ที่ราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นลงรวดเร็วในปี 2552 มาเป็นหุ้นที่ค่อนข้างมั่นคงและสามารถรักษาระดับการจ่ายปันผลในอัตราที่ดีอย่างต่อเนื่องแทน เป้าหมายสำคัญสำหรับการลงทุนในปี 2553 ของผมก็คือ พยายามรักษาความมั่งคั่งที่ได้มาอย่างรวดเร็วในปี 2552 ไว้ และไม่หวังผลเลิศในปี 2553 แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าจะขายหุ้นทิ้งแล้วถือเป็นเงินสดไว้ เพราะเงินสดนั้นให้ผลตอบแทนน้อยมากเพียง 1-2 % ในขณะที่การลงทุนในหุ้นนั้น เฉพาะปันผลก็ 3-4% เข้าไปแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด ผมก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมคิดไว้นั้นถูกจริงหรือเปล่า มันอาจจะมีปัจจัยอย่างอื่นที่เราคิดไม่ถึงเข้ามากระทบและกลบสิ่งที่เราคิดไว้ทั้งหมดได้ ดังนั้น ข้อสรุปของผมก็คือ Stay Calm, Stay Invest ใจเย็นและลงทุนต่อไป เพียงแต่ต้องระมัดระวังมากขึ้นและไม่หวังผลเลิศ
ผมยังคงเชื่อในการลงทุนที่ทยอยซื้อเป็นระยะๆ ซึ่งห้ามยึดติดที่ราคา แต่ทยอยซื้อตาม Time Period
-PTTCH พ.ค.51 ประมาณ 110 บาท และ ต้นปี 2552 ประมาณเดือน กพ.-มี.ค ตกลงไปถึง 25 บาท ถ้าทยอยซื้อตามราคาที่ตกลง ก็อาจจะหมดเงินไปมากจนถอดใจไปก่อน แต่ถ้ากำหนดไว้ว่า เช่น เดือนละ 500 หุ้น เราก็ยังมีเงินซื้อไปได้ตลอดเวลาพร้อมจะยืดเยื้อจนกว่าจะรีบาวน์ภายในเวลา 30 เดือน ก็อาจจะชนะได้
-หรืออาจจะซื้อกองทุนเชิงรับ ทหารไทย SET50 ทยอยซื้อไปเรื่อยๆทุกสัปดาห์ อาจจะสัปดาห์ละ 1000 บาท ถ้าพร้อมเล่นเกมยืดเยื้อ สัก 40 เดือน หรือ 160 สัปดาห์ เงิน แสนหกที่เตรียมสำรองไว้ ผมก็ว่า ยังไงๆ ทยอยซื้อไม่เกิน 160 ครั้งก็ต้องได้กำไรอยู่ดี
-สมัยปี 2539 พื้นฐานเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี แล้วหุ้นก็เริ่มตกตั้งแต่เดือน เม.ย. ดัชนีตกลงจากประมาณ 1300 จุด เหลือ 202 จุดตอนต้นปี 2542 ที่สภาพตลาดเลวร้ายที่สุด หลังจากนั้น รีบาวน์ไปถึงประมาณ 450 จุด แล้ววิ่งทยานในปี 2546 ดังนั้น ถ้าทยอยซื้อทีละน้อย รายเดือน ไปเรื่อยๆระยะยาวก็ต้องได้กำไรที่คุ้มที่สุดอยู่ดี
-และกองทุนทหารไทย SET50 ครั้งละ 100 บาท ก็ยังซื้อได้ ก็น่าจะลองซื้อ รายวัน วันละ 100 บาท หรือน้องๆที่ทำงานใหม่ๆลองซื้ออาทิตย์ละสัก 100 บาทผ่านทางเวป ซื้อไปเรื่อยๆ ทุกอาทิตย์หรือทุกวัน แต่ซื้อครั้งละน้อยๆ พร้อมเล่นเกมยืดเยื้อได้ ระยะยาวยังไง ผมก็ว่าต้องชนะได้กำไร เพราะที่ผ่านมาก็ได้กำไรในระยะยาวเสมอ
ถ้ายังนึกหุ้นตัวใดไม่ออก ผมก็ยังยืนยันกับการลงทุนในกองทุนหุ้นทุนเสมอๆ
-กองทุนเชิงรับ ที่ผมชอบลงทุน กองทุนเปิดทหารไทย SET 50ที่เป็นกองทุนเชิงรับ ซึ่งระยะยาว ก็ได้ผลตอบแทนประทับใจพอสมควร สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่ยังเลือกหุ้นไม่ถูก ด้วยการลงทุนเป็นระยะๆ สมำเสมอทุกๆเดือน หรือ สัปดาห์ แม้แต่ผู้ที่เกษียณอายุ ผมก็ยังสนับสนุนให้ซื้อกองทุนตัวนี้ แต่ทยอยซื้อเป็นระยะทุกๆเดือน แต่จำนวนเงินก็ไม่ต้องมาก อาจจะเดือนละ 2 พัน หรือ 5 พันเป็นต้น เชื่อว่าระยะยาว ภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี ต้องมีวันที่ได้กำไรงามตามสมควรที่เดียว เช่น ประมาณ 30-40 % แล้วค่อยขายไป จากนั้นจึค่อยๆทยอยซื้อหน่วยลงทุนใหม่


ทำให้นึกถึงตนเอง ที่ ปี 2547 ผมกลับมาลงทุนในตลาดโดยตรงอีกครั้ง หลังจากหยุดไปเกือบ 6 ปี ซึ่งระหว่างนั้น ลงทุนผ่านกองทุนรวมเกือบหมด
ปี 2547 กลางเดือน ม.ค.47 ดัชนีขึ้นไปเกือบ แปดร้อยจุด และหลังจากนั้น ก็ร่วง ปรับตัวมานานพอสมควร เหลือ ประมาณ 580 จุด ก่อนจะสูงขึ้น ช่วง ไตรมาส 4
ตอนนั้น ผมก็ทยอยซื้อเป็นระยะๆในหมวดพลังงานและปิโตรเคมี เกือบหมด จำได้ว่า ช่วงเดือน เมษา 47 ขาดทุนไป 25 % หลังจากนั้น ก็ทยอยรับไปเรื่อยๆมาโดยตลอด ได้ปันผลมาก็ทยอยซื้อหุ้นไปอีก มีขายบ้างเป็นระยะๆ
กลางปี 50 เป็นต้นมา แทบไม่ได้ขายหุ้นไปเลย แล้วกลางปี 51 หุ้นตกอย่างหนัก ผมก็หยุดซื้อบางเวลา จนต้นปี 52 ผมก็เริ่มกลับมาทยอยซื้อหุ้นใหม่ไปเรื่อยๆ จนกลางเดืน พค. พอร์ตผมก็พ้นทุน และกลับมาได้กำไรใหม่ต่อมา ถึงแม้ว่า ตอนตกหนัก จาก 950 จุด ร่วงลงไปต่ำสุดที่ 380 จุดผมก็แทบไม่ได้ขายออกไปเลย
ย้อนเวลากลับไปดู นสพ.ฉบับเก่า ประมาณวันที่ 25 พ.ย.51 ก่อนปิดสนามบิน 1 วัน บ้านปู 168 ปตท.138 ลานนา 5.9 ยังนึกเสียดายมากๆที่ถ้าซื้อบ้านปูไว้ก็กำไรมากๆไปแล้ว
ดังนั้น ตัวผมเองก็เชื่อในความจริงที่ว่า ไม่มีไครรู้ล่วงหน้าแน่ชัดว่า หุ้นจะตกลงไปแค่ไหน ก้ต้องทยอยซื้อเป็นระยะๆ
ถ้าเริ่มเก็บบ้านปู ตั้งแต่ ก.ค.51 แล้วทยอยซื้อทุกๆเดือนเป็นจำนวนเท่าๆกันแล้ว ผมก็ว่าต้องได้กำไรในระยะยาวแน่ๆ
เช่นสมมติซื้อ บ้านปูเดือนละ 100 หุ้น
หรือกองทุนเปิดทหารไทยเซ็ท 50 ทุกๆสับดาห์ สัปดาห์ละ 1000 บาท ระยะยาว ยังไงก็ชนะตลาดอยู่ดี