Monday, 21 December 2009

ชายกลางกับครูกุ๊ก

« กองทุนรวมหุ้น | Main | Bill Gross »

            การเป็น Value Investor ที่ดีนั้น  นอกจากการเรียนรู้และติดตามภาวะเศรษฐกิจและการเมืองแล้ว   เราต้องรู้และเข้าใจกระแสหรือแนวโน้มของสังคมด้วย   ว่าที่จริงสังคมนั้นเป็นพลังสำคัญที่สุดในการกำหนดเรื่องของภาวะและระบบเศรษฐกิจและการเมือง   ดังนั้น   ถ้าเราเข้าใจสังคม  ก็มีแนวโน้มว่าเราจะสามารถพยากรณ์ทิศทางของเศรษฐกิจและการเมืองได้แม่นยำขึ้น   สำหรับผม  การติดตามความเคลื่อนไหวทางสังคมที่ให้ภาพชัดเจนที่สุดก็คือ   การดูหนังดูละครและติดตาม  ข่าวดารา  ที่เดี๋ยวนี้มีหนังสือพิมพ์วางแผงจำหน่ายทุกวัน  เช่นเดียวกับละครที่ออกอากาศวันละหลายเรื่อง

            แนวโน้มของสังคมที่ผมสังเกตเห็นว่าเปลี่ยนไปมากนับย้อนหลังไปสัก 40 ปีก่อนขณะที่ผมยังเป็นวัยรุ่นก็คือสถานะของผู้คนในสังคม  ในสมัยก่อนนั้นสังคมไทยค่อนข้างจะจัดลำดับของคนเป็นชั้น ๆ  ตามลำดับที่อาจจะเรียกว่า  ศักดินาหรือตามตำแหน่งอำนาจที่กำหนดเป็นทางการ  โดยคนที่มีฐานะทางสังคมสูงก็คือคนที่มีอำนาจที่เป็นทางการหรืออำนาจทางวัฒนธรรมสูงและคนที่อยู่ต่ำก็คือคนที่ไม่มีอำนาจที่เป็นทางการหรือทางวัฒนธรรมเลยและมีอาชีพที่ไม่ได้สังกัดบริษัทหรือกิจการขนาดใหญ่   ในสมัยนั้นละครที่ออกอากาศก็มักจะมีพระเอกที่เป็นผู้ดีมีตระกูลทำงานเป็นข้าราชการ  ละครที่ฮิตที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ บ้านทรายทองซึ่งพระเอกเป็น  ชายกลาง  เดี๋ยวนี้ละครเปลี่ยนไปมาก  พระเอกหรือตัวเอกส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ  หลาย ๆ  เรื่องก็เป็นชาวบ้านธรรมดา  และละครที่กำลังฮิตมากก็คือ สูตรเสน่หา  ซึ่งพระเอกเป็น  ครูกุ๊ก  เรื่องของชนชั้นในสังคมนั้น  ถ้าจะยังมีอยู่ก็เป็นเรื่องว่า  ใครมีเงินมากกว่ากัน  เพราะฉะนั้น  นักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการซึ่งมักจะมีเงินมากจึงเป็นคนที่มีสถานะค่อนข้างโดดเด่นในสังคม

          พูดถึงเรื่องของดารา  ซึ่งผมหมายรวมถึงนักร้องด้วยนั้น  สมัยก่อน  ดาราเป็นอาชีพ  เต้นกินรำกิน  ซึ่งหมายถึงการเป็นอาชีพที่ต่ำต้อยในสายตาของสังคม   ดังนั้น  คนที่เรียนสูงระดับจบปริญญาตรีนั้นมักจะไม่ยอมทำอาชีพหรือเป็นดารา   เดี๋ยวนี้คนอยากเป็นดารากันทั้งนั้น  แม้แต่คนที่เรียนจบจากฮาร์วาดหรือเรียนจบปริญญาเอกจากต่างประเทศก็ยังอยากเป็นดารา   ดาราที่สมัยก่อนมักจะเป็นลูก  ชาวบ้านธรรมดา  นั้น   เดี๋ยวนี้  จำนวนมากเป็นลูก  ไฮโซ  อาชีพดาราสมัยก่อนนั้นแทบไม่มีเงินเหลือเก็บทั้งที่แสดงเป็นสิบหรือร้อยเรื่อง  สมัยนี้ดาราหลายคนมีเงินมากเป็นเศรษฐีร้อยล้านบาทก็มี   นอกจากเงินแล้ว   ดาราเป็นคนที่มีชื่อเสียงและสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับคนที่มาเกี่ยวข้องได้  ดังนั้น  ดาราจึงเป็นที่หมายปองของคนหลาย ๆ  คนหรือหลาย ๆ  กลุ่ม เช่นนักการเมืองหรือกลุ่มนักธุรกิจที่ต้องการคนที่มาช่วยในการประชาสัมพันธ์งานของตนเอง

            การหาคู่ครองของดาราสะท้อนภาพของสังคมได้ค่อนข้างชัดเจน  ดาราผู้หญิงเดี๋ยวนี้ไม่ชอบคู่ที่เป็นตำรวจทหารหรือข้าราชการอย่างในสมัยก่อน  หรือถ้าจะชอบผู้ชายก็มักจะเป็นลูกของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือนักการเมืองที่มีเงินมหาศาล  ดาราหญิงชื่อดังส่วนใหญ่ชอบนักธุรกิจหรือลูกเจ้าของกิจการขนาดใหญ่หรือดาราชื่อดังด้วยกัน   ว่าที่จริงสมัยนี้ดาราหญิงนั้นแข่งขันหรือวัดกันว่าใครจะมีแฟนหรือมีคู่ที่รวยกว่ากัน  เพราะการมีแฟนที่รวยจะทำให้ดารามีหรือรักษาสถานะที่โดดเด่นในสังคมได้ยาวนาน  การมีแฟนจนหรือไม่รวยนั้นจะทำให้รู้สึกน้อยหน้าเพื่อนฝูง  ทั้งหมดนั้นแตกต่างกับดาราสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง  เพราะดาราสมัยก่อนนั้นแทบไม่มีโอกาสมีคู่ที่มีฐานะเป็นเศรษฐี  ว่าที่จริง  ดาราสมัยก่อนนั้นไม่กล้าแม้แต่จะบอกว่าตนเองมีคู่แล้วเนื่องจากกลัวว่าผู้คนจะไม่ดูหนังที่ตนเองเล่นถ้ารู้ว่ามีคู่แล้ว

          ดาราแต่งหรือเป็นคู่กับเศรษฐีหรือไฮโซนั้น   แม้ว่าในสังคมดูเหมือนจะมองว่าดารายังเป็น  เบี้ยล่าง  เห็นได้จากการที่ต้องได้รับการ  “Approve” หรือได้รับการยอมรับจากว่าที่แม่สามี  แต่ไม่เคยมีข่าวว่า ว่าที่ลูกเขยที่ร่ำรวยได้รับการอนุมัติจากว่าที่แม่ยายแล้ว  แต่ดาราเองนั้นเดี๋ยวนี้ก็  ไม่แคร์   เหนือสิ่งอื่นใด  คนในสังคมไม่ค่อยสนับสนุน  ผู้ดีเก่าที่อาจจะแสดงอาการเหยียดดารา  ตรงกันข้าม  ดารานั้น  มีทั้งชื่อเสียงและเงินและด้วยอิทธิพลของสื่อที่รวดเร็วกว้างขวางในปัจจุบัน  ดารากำลังจะกลายเป็นไฮโซเหมือนอย่างที่พวกเขาเป็นในต่างประเทศ

            ผมเขียนมายืดยาวเกี่ยวกับเรื่องของหนังและดารา  ดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวอะไรกับเศรษฐกิจและการเมือง  และถ้าดูเรื่องของสังคมก็เป็นสังคมของดารา  ไม่เกี่ยวอะไรกับสังคมทั่วไปไม่ต้องพูดถึงหุ้น  แต่ผมคิดว่าเรื่องของดารานั้นเป็นภาพสะท้อนของสังคมส่วนรวม   เป็นเรื่องของความเชื่อและความนึกคิดของคนทั่วไปที่แสดงออกผ่านทางดาราและภาพยนต์หรือละคร  และสิ่งที่ผมสรุปจากการดูพัฒนาการของวงการนี้ผมเห็นว่า   สังคมไทยนั้น   กำลังปรับเปลี่ยนไปตามอย่างตะวันตกอย่างไม่อาจหวลกลับได้นั่นคือ

            สังคมไทยกำลังถอยห่างจาก  Establishment  หรือการกำหนดมาตรฐานประจำชาติหรือกลุ่มคนที่มีอำนาจหรือมีอิทธิพลที่เป็นทางการ  ประชาชนทั่วไปมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้นและแสดงออกใน สังคมของตนเอง  พวกเขา ไม่แคร์ว่าใครจะอยู่  ชั้นไหน  ในสังคมเก่าสมัยก่อน   สิ่งที่เขาสนใจและแสวงหาก็คือ  ใครมีเงินมากกว่า  พูดง่าย ๆ  เงินเป็นตัววัดความสำเร็จ   เงินเป็นสิ่งที่คนแสวงหา  ถ้าจะพูดว่าสังคมไทยนั้นเป็นสังคมของทุนนิยมเต็มที่ก็ไม่น่าจะผิด  อย่างน้อยก็ในด้านของสังคมและเศรษฐกิจ  และแม้ว่าอาจจะมีพลังบางอย่างจากคนบางกลุ่มที่พยายามขัดขวางกระบวนการนี้ผ่านทางการเมือง  มันก็จะไม่มีทางสำเร็จเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ 

 ผมเองมักจะถูกถามว่า  ถ้ามีกฎหมายหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ทำให้การทำธุรกิจของบริษัทที่เราลงทุนอยู่ประสบอุปสรรคอย่างแรงเราจะทำอย่างไร   คำตอบของผมก็คือ  ถ้าสิ่งที่บริษัทเราทำนั้นมีประโยชน์และคนต้องการ  กฎหมายนั้นย่อมไม่สามารถขวางได้  โดยนัยก็คือ  มันไม่น่าจะเกิดได้  หรือถ้าเกิดได้ก็ต้องมีทางแก้  ชีวิตประชาชนนั้น  เหมือนกับชีวิตของดารา  ถึงวันนี้พวกเขากำหนดแนวทางชีวิตของเขาได้แม้ว่าจะมีคนหรือกฏเกณฑ์ที่คอยขัดขวางหรือบอกว่าห้ามทำ  ดังนั้น  ถ้าประชาชนบอกว่าเขาต้องการใช้สินค้าของบริษัทเราและเขาพร้อมที่จะจ่ายเงิน  อย่ากลัวว่าจะถูกขัดขวางโดยนักการเมือง  อย่างมากต้นทุนของบริษัทก็จะเพิ่มขึ้นบ้างเท่านั้น  ในโลกของทุนนิยมนั้น  เงินเป็น  คะแนนโหวต ที่ตัดสินเสมอ

 

Comment: john at Mon, 21 Dec 11:49 AM

ถูกต้องที่สุด.....

Comment: สุชัย at Mon, 21 Dec 1:13 PM

ดังนั้น กม.ที่ขัดขวางการพัฒนาศก.ขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรม กม.ที่เอาใจเอ็นจีโอ(มากเกินความจำเป็น) และทำให้ศก.ของชาติทรุดโทรม ทำให้นักลงทุนหนีไปลงทุนปท.อื่นๆ ทำคนจำนวนมากตกงาน ก็ไม่น่าจะเป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่ และเมื่อไม่เป็นที่ต้องการ กม.นั้นก็อยู่ได้ไม่นาน อันนี้ผมสรุปเอง แต่การที่ว่าอยู่ไม่นาน จะเกิดจากถูกกลุ่มคนที่มีอาวุธฉีกกม.นั้นทิ้ง หรือมีการแก้ไขกม.จากฝ่ายบริหารผ่านกระบวนการนิติบัญญัติก็ต้องติดตามดูกันต่อไป

Comment: สมหวัง พูลสมบัติ at Mon, 21 Dec 1:29 PM

ที่เรียกกันว่า ไฮโซใหม่ ก็ไม่ได้เพียงแค่มีเงินอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องมีการศึกษาสูงด้วยเหมือนกัน
ผมเคยไปงานแต่งงานของหลานห่างๆ เป็น อาจารย์หมอที่จุฬา แขกที่มาในวันนั้น เพื่อนๆเจ้าบ่าวทำให้ผมพอจะมองออก ถึงพวกที่มีฐานะสูงในสังคมใหม่ ซึ่งมีลักษณะ
-มีการศึกษาสูงลิ่ว และเรียนหนังสือเก่งมากๆ และมีการศึกษาสูงมาตั้งแต่รุ่นพ่อแล้ว แต่รุ่นปู่มักจะเป็นคนจีนที่ยังไม่ได้เรียนสูงนักแต่ส่งเสียให้พ่อ/แม่เรียนสูงมากๆ เช่นพ่อนักเรียนทุนคิงส์ ทุนโคลัมโบ หรือเป็นแพทย์ วิศวกรจากสถาบันชั้นนำ แล้วลูกก็เรียนเก่งด้วย
-ฐานะทางการเงินดี หรือร่ำรวย จนเป็นเศรษฐี
วันนั้นผมมองบุคคลิกเพื่อนๆเจ้าบ่าว มักจะเป็นเช่นนี้

Comment: พ่อของลูก at Mon, 21 Dec 1:32 PM

"ดารา"กลายเป็นกลุ่มชนที่มีอิทธิพลในการชีนำ
สังคม โดยเฉพาะวัยรุ่น
"หนัง"หรือ "ละคร" เริ่มเปลี่ยนจากที่นิยม"ศักดินา"
ไปเป็นนิยม"เงินตรา"
เห็นด้วยอย่างยิ่ง

Comment: พลเมืองไทย at Tue, 22 Dec 12:05 AM

การเป็นนักลงทุนคุณค่าที่ดี น่าจะต้องมีความรู้คู่คุณธรรม หากคิดเพียงว่าเงินเป็นใหญ่ทำอะไรก็ได้ถูกต้องหมด โดยถือว่าโลกทุนนิยม เงินเป็นคะแนนโหวต ตัดสินผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิดก็ยังได้ แนวคิดทุนนิยม(สามานย์)แบบนี้หรือเป็นสิ่งดีงามอันทรงคุณค่า ที่นักลงทุนคุณค่าต้องยึดถือ

Comment: Thai VI at Tue, 22 Dec 12:20 AM

เปรียบเทียบให้เห็นเป็นรูปธรรมก็คือบริษัทอย่าง CPALL (หุ้นที่อาจารย์เองก็ถืออยู่)จะไม่มีวันถูกแทรกแซง(จนมีผลต่อมูลค่าห้น)จากกฎหมายค้าปลีกที่หวังจะมาช่วยจัดระเบียบ และ ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ กับบรรโชว์ห่วยรายย่อย เพราะถึงยังไง 7-11 ก็เป็นแบรนด่ที่ติดตลาดแล้ว และ เป็นที่ต้องการของมหาชน ผมเปรียบเทียบแบบนี้ถูกหรือเปล่าครับอาจารย์

Comment: Singh at Tue, 22 Dec 8:38 AM

ผมเป็นนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากการเคลือนไหวของเอ็นจีโอด้วยเหมือนกัน แต่ผมไม่รังเกียจการเคลื่อนไหวของพวกเขา สังคมจำเป็นต้องมีการสร้างสมดุลโดยผ่านการเคลื่อนไหวของกลุ่มสังคมต่างๆ ผมอยากเห็นการเจริญเติบโตที่สมดุล แทนที่จะเป็นการเติบโตจากความทุกข์ยากของผู้คนจำนวนมาก บริษัทที่ดีต้องสนองตอบต่อความต้องการของสังคมและสามารถทำกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้ด้วยครับ

Comment: .............. at Tue, 22 Dec 12:15 PM

ทุนสามานย์ คำนี้คุ้นๆนะ แป๊ะลิ้มมาโพสต์เองหรือปล่าว แต่ไม่น่าใช่ตอนนี้แป๊ะหดหัวในกระดองเต่าแล้ว ขืนออกมาก็กบาลแยกอีก 555

Comment: .............. at Tue, 22 Dec 12:17 PM

ไม่ว่าจะคิดยังไง แต่ความจริงก็คือ เงินสามารถจ้างใครๆมาทำอะไรก็ได้ เช่น จ้างปฏิวัติ จ้างยิงเอ็นจีโอ หรือแม้แต่จ้างผีมาโม่แป้งก็ได้

Comment: noob at Tue, 22 Dec 1:09 PM

เพิ่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์มาพอดี อ่านบทความนี้แล้วเป็นมุมมองที่น่าสนใจมากครับ

Comment: นัท 43 at Tue, 22 Dec 7:39 PM

เจ้าของธุรกิจอบายมุขที่ขายดีเเป็นเทน้ำเทท่า มอมเมา รับทรัพย์มากมายจากประชาชนทุกหมู่เหล่าจึงเป็นผู้ลากจูงค่านิยมของสังคนใช่หรือเปล่าครับ

Comment: คนที่รักความยุติธรรม at Tue, 22 Dec 8:23 PM

เห็นด้วยกับความคิดเห็นของพลเมืองไทยมากๆค่ะ

เขียนได้ยอดเยี่ยม

Comment: ์์นาย at Tue, 22 Dec 9:30 PM

พวกคนไทย หัวใจเขมรกรุณาอย่ามาโพสเรื่องการเมือง ถ้าไม่รู้อะไรจริง นี้เป็นบทความที่ดี ให้ความรู้ด้านการลงทุนที่ดีมาโดยตลอด ต้องขอขอบคุณอาจารณ์ที่ไดุ้ทุ่มเเรงกายแรงใจ เขียนบทความดีๆให้ความรู้ดีๆมาให้อ่านตลอด เพราะฉนั้นกรุณาอย่าให้comment ไม่ดีของคุณมาทำร้ายบรรยากาศ บทความที่ดีเถอะนะ ขอร้อง

Comment: PP at Wed, 23 Dec 9:37 AM

ถ้าเรามองโลกแห่งความเป็นจริง ณ ปัจจุบัน เราก็ต้องยอมรับจริงๆนั่นแหละว่านอกเหนือจากความไม่มีโรคภัยเป็นสุดยอดปราถนาของทุกคน รองลงมาก็เงินนี่แหละที่ใครๆก็ต้องการ เพราะอำนาจของเงินตรามันสามารถบรรดาลให้ชีวิตเราดำรงอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย มีความมั่นคงในชีวิต มีเกียรติ์ มีคนนับหน้าถือตา และอื่นๆอีกมากมาย
เพราะฉะนั้น เงินก็เปรียบได้กับพระเจ้าตามคำพูดฝรั่งจริงๆครับ

Comment: สมหวัง พูลสมบัติ at Wed, 23 Dec 4:22 PM

ภายใต้ทุนนิยม ก็เป็นเช่นนี้ คนชายขอบถ้ารู้จักขยันทำมาหากิน ประหยัด อดออม ก็จะมีเงินได้ ดีกว่ามานั่งรำพึงรำพันซึ่งไม่ได้อะไรขึ้นมา
ทุกสมัย มีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นได้เสมอ ถ้ารู้จักการทำมาหากิน ขยันทำงาน ดีกว่า
หนังเรื่องไททานิค ยังมีฉากที่พระเอกแต่งตัวหล่อ ไปนั่งดินเนอร์หรู โดยแขกที่ชวมพระเอกเข้าร่วมโต๊ะก็ยังบอกว่า นั่งนิ่งๆ เขาอาจจะคิดว่าเป็นทายาทเศรษฐีใหม่ก็ได้ แสดงว่า คนรวยใหม่ มีได้เสมอๆ
สมัยปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน เรดการ์ด (ก็เหมือนกับพวกบางกลุ่มในบ้านเรา ) ไปบุกทำลายบ้านคนมีเงินสมัยนั้น ว่ากันว่า พวกตระกูลหวั่งหลี ก็โดนพังบ้านด้วย
แล้วภายหลังผ่านไป 30 ปี ทางรัฐบาลจีนก็เสนอคืนบ้านให้แล้วให้กลับไปซ่อมได้ ซึ่งว่ากันว่า พวกทายาทหวั่งหลี ไม่สนใจอีกแล้ว
นลท.มีเงินเสียอย่างจะไปลงทุนที่ไหนก็ได้ ปท.ไหนก็ได้ ก็ได้กำไรเหมือนกัน
สักวันพวกคนที่เคยไล่เขาอาจจะต้องกลืนน้ำลายเหมือนกับพวกเรดการ์ดในจีนตอนนี้ก้ได้

Comment: มณฑล at Wed, 23 Dec 6:57 PM

ใช่แล้วครับสังคมไทยกำลังถอยห่างจาก Establisment แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ยอมถอยคือ การ corruption

Comment: spex at Thu, 24 Dec 9:35 AM

โลกแห่งความจริงมันคือแบบที่เซียนเต่าบอกอ่ะแหละ จิงๆเราก้อมองว่าสังคมบ้านเราตั้งแต่สมัยก่อนมันคือทุนนิยมศักดินาดีๆนี่เองแต่มันซ่อนรูป + ไม่เปิดเผย แต่เท่าที่เราดูการกดขี่ การแบ่งชนชั้น ของสังคมสมัยก่อนมันก้อมาจากทรัพย์สมบตินั่นเอง ... เวียนเต่าสะท้อนภาพได้โดนมากๆ แปะ แปะ แปะ

Comment: ฅนขาว at Thu, 24 Dec 11:29 AM

อาจารย์หมายความว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่างใช่ไหม ผิดเป็นถูก ขาวเป็นดำ ใครออกมาแฉความจริงก็จ้างคนมายิงทิ้ง อย่างนี้ใช่ไหมคะ ถ้าเราปล่อยให้คนคิดว่าค่านิยมอย่างนี้ดีใครใครก็ทำกันโดยที่ไม่ทักท้วงบอกสังคมว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ สักวันหนึ่งลูกศิษณ์ก็จะไม่ต้องเรียกว่าอาจารย์เพราะว่าลูกศิษณ์มีเงินเยอะกว่า

Comment: พลเมืองไทย at Thu, 24 Dec 1:45 PM

นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า คือนักลงทุนที่เลือกลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ เป็นหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีมีอนาคตที่จะเติบโตต่อไปได้ เป็นหุ้นของบริษัทที่มีธรรมาภิบาลการบริหารงานของผู้บริหารต้องโปร่งใสไม่ทุจริต ทำนองนี้เป็นต้น หากไม่เข้าเงื่อนไขที่พึ่งประสงค์ก็ไม่เลือกลงทุนหรือไม่ก็ขายทิ้งไป ถ้าเปรียบประเทศชาติของเราเป็นบริษัท เราทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินนี้ก็เปรียบเป็นผู้ถือหุ้นซึ่งได้หู้นนี้มาโดยกำเนิด และคงไม่อยากจะขายหุ้นนี้ทิ้ง สังคม เศรษฐกิจ การเมือง เป็นสามเส้าที่ต้องคำจุนซึ่งกันและกัน หากคิดว่าสังคมไทยกำลังเปลี่ยนเป็นทุนนิยมเต็มที่ ใครมีเงินเป็นใหญ่ เป็นพระเจ้า เงินเป็นคะแนนโหวดที่ตัดสินเสมอ โดยคำนึงถึงแต่ประโยชน์และความต้องการ ไม่ต้องคึงนึงถึงคุณธรรมจริยธรรม ผิดชอบชั่วดี (ถ้าเป็นบริษัทก็เรียกว่าขาดธรรมาภิบาล ผู้บริหารฉ้อโกง ) ค่านิยมอย่างนี้หรือจึ่งเป็นค่านิยมที่ดีของสังคม สำหรับผมคิดว่าไม่ถูกต้องไม่ดี และแนวคิดทุนนิยมแบบนี้ไม่ใช่หรือที่เป็นต้นเหตุ ที่ทำให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เคยเกิดในประเทศไทย หรือที่กำลังเกิดขึ้นใน ประเทศสหรัฐฯ ในรัฐดูไบ ที่จริงเศรษฐกิจแบบทุนนิยมไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ในตำราวิชาเศษฐศาสตร์ก็ไม่เขียนว่าทุนนิยมต้องบูชาเงินเป็นพระเจ้า แต่เขามองเงินเป็นเครื่องมือหนึ่งในทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสือกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยน เป็นเครืองมือสะสมทุน เหล่านี้เป็นต้น อย่าลืมว่าเราทุกคนที่เกิดเป็นคนไทยได้ถือหุ้นประเทศไทยโดยกำเนิด และก็ต้องถือมันไปจนกว่าจะสี้นลมตายจากไป เราต้องมีลูกมีหลาน มีพี่มีน้อง ที่จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เราอยากให้เราและเขาได้ถือหุ้น (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นหุ้นคุณค่าหรือไม่

Comment: แม่กลองดินแดนlonglife at Thu, 24 Dec 3:44 PM

เมื่อไม่มีเงินก็รู้จักหาเป็น เมื่อมีเงินก็รู้จักใช้ให้เป็น โดยที่ไม่เบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น ให้เงินเป็นสวนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่เป็นส่วนใหญ่ของชีวิต เมื่อให้เงินเป็นตัวตั้งเมื่อไหร่ ฉิบหายหมด ทุกวงการ ทุกระบบ ตั้งแต่ครอบครัว วัด เศรษฐกิจ การเมือง สังคม มีให้เห็นอยู่...
โดยส่วนตัวผมชอบบทความของ อ.นิเวศน์มาก...แต่อันนี้ขออนุญาตเพิ่มเติมจากสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ในโลกทุกวันนี้...ธรรมมะรักษาทุกท่าน

Comment: แม่กลองดินแดนlonglife at Thu, 24 Dec 3:49 PM

มื่อไม่มีเงินก็รู้จักหาเป็น เมื่อมีเงินก็รู้จักใช้ให้เป็น โดยที่ไม่เบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น ให้เงินเป็นสวนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่เป็นส่วนใหญ่ของชีวิต เมื่อให้เงินเป็นตัวตั้งเมื่อไหร่ ฉิบหายหมด ทุกวงการ ทุกระบบ ตั้งแต่ครอบครัว วัด เศรษฐกิจ การเมือง สังคม มีให้เห็นอยู่...
โดยส่วนตัวผมชอบบทความของ อ.นิเวศน์มาก...แต่อันนี้ขออนุญาตเพิ่มเติมจากสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ในโลกทุกวันนี้...ธรรมมะรักษาทุกท่าน

Comment: สุวินทวงศ์ at Mon, 28 Dec 6:35 PM

ไม่คิดเลยว่าจากVI จะกลายมาเป็นทุนนิยมเสียแล้ว ยังสะกดคำว่าคุณธรรมเป็นอยู่หรือเปล่า อ่านแล้วสงสารประเทศไทยจริงๆถ้ามีคนคิดอย่างคุณมากๆ เสื่อมศรัทธาจริงๆ ท่านด๊อก.... นิเวศน์

Comment: air1 at Wed, 30 Dec 1:03 PM

อ. เขียนได้ตรงประเด็นก้บสังคม ณ ตอนนี้เลย
ขอบคุณที่มีบทความดีๆ ค่ะ

Comment: สมหวัง พูลสมบัติ at Mon, 4 Jan 4:09 PM

เรื่องทุนนิยมนั้น ตอนนี้เป็นเช่นนี้ อย่าว่าแต่เมืองไทยเลย แม้แต่ประเทศสังคมนิยม เช่น จีน ก็กลายเป็นทุนนิยมไปแล้ว
-ในจีน ก็มีการยุบเลิกรัฐวิสาหกิจ รัฐเองก็ไม่สามารถรับผิดชอบได้หมด ก็มีคนตกงานเช่นกัน คนที่ปรับตัวได้ ก็จะอยู่รอด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เมืองใหญ่ เช่น กวางโจว เซี่ยงไฮ้ อู่ฮั่น ก็มีคนมาอุ้มลูกเดินขอเงิน หรือ เขียนบรรยายความทุกข์ยากบนพื้นถนน คนต่างชาติ เวลาเดินเที่ยวก็อาจจะมีคนเดินเข้ามาบรรยายความทุกข์ยาก แล้วก็ขอเงิน
ดังนั้น ไครจะด่า จะว่า ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมไทย ว่า เป็นระบบสามานย์อะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นเรื่องทัศนะความคิดเห็นแต่ละบุคคล แต่ถึงอย่างไร ระบบก็เป็น อย่างนี้ ยกเว้นว่าจะได้รับเชิญไป อยู่คิวบา หรือเกาหลีเหนือก็แล้วไป
-คนที่ขยันทำมาหากิน แล้วเขาทำมาหากินสุจริต ก็เป็นสิทธิของเขา จงขยันทำงาน ดีกว่าจะไปว่าเขางกเงิน หรือบ้าเงิน ก็เป็นเรื่องที่เขาทำได้ถ้าไม่ผิดกฎหมาย ถ้าเห็นว่าเขางกเงิน บ้าทุนนิยม แล้วผิดกฎหมายก้เชิญแจ้งตำรวจจับ หรือดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมก็แล้วกันไปก็แล้วกัน

Comment: พลเมืองไทย at Tue, 5 Jan 10:24 AM

มนุษย์เรียกตัวเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ เพราะมนุษย์ใช้หลักศาสนาเพื่อยกระดับจิตใจให้สูงกว่าสัตว์ทั่วๆไป พบเห็นได้จากหลักธรรมคำสอนของแทบทุกศาสนาที่มุ่งจะสอนให้คนเป็นคนดีละเว้นความชั่ว สำหรับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หรือสังคมนิยม หรือจะเรียกว่าแบบเสรีนิยม กับแบบวางแผนจากส่วนกลาง หรือจะจับทั้งสองระบบมาผสมกันเรียกว่าแบบผสม เหล่านี้เป็นต้น คนที่คิดระบบเหล่านี้เขาก็ไม่ได้ชั่วช้าสามานย์ ตัวระบอบระบบก็ไม่ได้ชั่วช้าสามานย์ มันมีเหตุมีผลมีข้อดีข้อเสียอธิบายได้ในตัวของมัน หากจะรู้จักเลือกข้อดีมาใช้ก็จะเป็นประโยชน์ จะมาเหมารวมว่าระบบทุนนิยม (ของแท้) มันต้องชั่วช้าสามานย์ ใครมีเงินจะทำอะไรก็ได้ไม่ผิด น่าจะเป็นความเข้าใจที่ผิดเป็นความคิดที่ไม่คำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรมเท่าที่ควร

Comment: ผมเอง at Sun, 10 Jan 10:49 PM

ผมว่า แล้วสุดท้าย

คนมีปัญญา ก็ จะค้นพบ

หมอกมืดที่ปกคลุมเมืองไทย

ดีใจครับ ที่ได้นับถือ อาจาร์ย

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« December »
SunMonTueWedThuFriSat
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031