Monday, 21 December 2009
ชายกลางกับครูกุ๊ก
« กองทุนรวมหุ้น | Main | Bill Gross »การเป็น Value Investor ที่ดีนั้น นอกจากการเรียนรู้และติดตามภาวะเศรษฐกิจและการเมืองแล้ว เราต้องรู้และเข้าใจกระแสหรือแนวโน้มของสังคมด้วย ว่าที่จริงสังคมนั้นเป็นพลังสำคัญที่สุดในการกำหนดเรื่องของภาวะและระบบเศรษฐกิจและการเมือง ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจสังคม ก็มีแนวโน้มว่าเราจะสามารถพยากรณ์ทิศทางของเศรษฐกิจและการเมืองได้แม่นยำขึ้น สำหรับผม การติดตามความเคลื่อนไหวทางสังคมที่ให้ภาพชัดเจนที่สุดก็คือ การดูหนังดูละครและติดตาม “ข่าวดารา” ที่เดี๋ยวนี้มีหนังสือพิมพ์วางแผงจำหน่ายทุกวัน เช่นเดียวกับละครที่ออกอากาศวันละหลายเรื่อง
แนวโน้มของสังคมที่ผมสังเกตเห็นว่าเปลี่ยนไปมากนับย้อนหลังไปสัก 40 ปีก่อนขณะที่ผมยังเป็นวัยรุ่นก็คือสถานะของผู้คนในสังคม ในสมัยก่อนนั้นสังคมไทยค่อนข้างจะจัดลำดับของคนเป็นชั้น ๆ ตามลำดับที่อาจจะเรียกว่า “ศักดินา” หรือตามตำแหน่งอำนาจที่กำหนดเป็นทางการ โดยคนที่มีฐานะทางสังคมสูงก็คือคนที่มีอำนาจที่เป็นทางการหรืออำนาจทางวัฒนธรรมสูงและคนที่อยู่ต่ำก็คือคนที่ไม่มีอำนาจที่เป็นทางการหรือทางวัฒนธรรมเลยและมีอาชีพที่ไม่ได้สังกัดบริษัทหรือกิจการขนาดใหญ่ ในสมัยนั้นละครที่ออกอากาศก็มักจะมีพระเอกที่เป็นผู้ดีมีตระกูลทำงานเป็นข้าราชการ ละครที่ฮิตที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ “บ้านทรายทอง” ซึ่งพระเอกเป็น “ชายกลาง” เดี๋ยวนี้ละครเปลี่ยนไปมาก พระเอกหรือตัวเอกส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ หลาย ๆ เรื่องก็เป็นชาวบ้านธรรมดา และละครที่กำลังฮิตมากก็คือ “สูตรเสน่หา” ซึ่งพระเอกเป็น “ครูกุ๊ก” เรื่องของชนชั้นในสังคมนั้น ถ้าจะยังมีอยู่ก็เป็นเรื่องว่า “ใครมีเงินมากกว่ากัน” เพราะฉะนั้น นักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการซึ่งมักจะมีเงินมากจึงเป็นคนที่มีสถานะค่อนข้างโดดเด่นในสังคม
พูดถึงเรื่องของดารา ซึ่งผมหมายรวมถึงนักร้องด้วยนั้น สมัยก่อน ดาราเป็นอาชีพ “เต้นกินรำกิน” ซึ่งหมายถึงการเป็นอาชีพที่ต่ำต้อยในสายตาของสังคม ดังนั้น คนที่เรียนสูงระดับจบปริญญาตรีนั้นมักจะไม่ยอมทำอาชีพหรือเป็นดารา เดี๋ยวนี้คนอยากเป็นดารากันทั้งนั้น แม้แต่คนที่เรียนจบจากฮาร์วาดหรือเรียนจบปริญญาเอกจากต่างประเทศก็ยังอยากเป็นดารา ดาราที่สมัยก่อนมักจะเป็นลูก “ชาวบ้านธรรมดา” นั้น เดี๋ยวนี้ จำนวนมากเป็นลูก “ไฮโซ” อาชีพดาราสมัยก่อนนั้นแทบไม่มีเงินเหลือเก็บทั้งที่แสดงเป็นสิบหรือร้อยเรื่อง สมัยนี้ดาราหลายคนมีเงินมากเป็นเศรษฐีร้อยล้านบาทก็มี นอกจากเงินแล้ว ดาราเป็นคนที่มีชื่อเสียงและสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับคนที่มาเกี่ยวข้องได้ ดังนั้น ดาราจึงเป็นที่หมายปองของคนหลาย ๆ คนหรือหลาย ๆ กลุ่ม เช่นนักการเมืองหรือกลุ่มนักธุรกิจที่ต้องการคนที่มาช่วยในการประชาสัมพันธ์งานของตนเอง
การหาคู่ครองของดาราสะท้อนภาพของสังคมได้ค่อนข้างชัดเจน ดาราผู้หญิงเดี๋ยวนี้ไม่ชอบคู่ที่เป็นตำรวจทหารหรือข้าราชการอย่างในสมัยก่อน หรือถ้าจะชอบผู้ชายก็มักจะเป็นลูกของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หรือนักการเมืองที่มีเงินมหาศาล ดาราหญิงชื่อดังส่วนใหญ่ชอบนักธุรกิจหรือลูกเจ้าของกิจการขนาดใหญ่หรือดาราชื่อดังด้วยกัน ว่าที่จริงสมัยนี้ดาราหญิงนั้นแข่งขันหรือวัดกันว่าใครจะมีแฟนหรือมีคู่ที่รวยกว่ากัน เพราะการมีแฟนที่รวยจะทำให้ดารามีหรือรักษาสถานะที่โดดเด่นในสังคมได้ยาวนาน การมีแฟนจนหรือไม่รวยนั้นจะทำให้รู้สึกน้อยหน้าเพื่อนฝูง ทั้งหมดนั้นแตกต่างกับดาราสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง เพราะดาราสมัยก่อนนั้นแทบไม่มีโอกาสมีคู่ที่มีฐานะเป็นเศรษฐี ว่าที่จริง ดาราสมัยก่อนนั้นไม่กล้าแม้แต่จะบอกว่าตนเองมีคู่แล้วเนื่องจากกลัวว่าผู้คนจะไม่ดูหนังที่ตนเองเล่นถ้ารู้ว่ามีคู่แล้ว
ดาราแต่งหรือเป็นคู่กับเศรษฐีหรือไฮโซนั้น แม้ว่าในสังคมดูเหมือนจะมองว่าดารายังเป็น “เบี้ยล่าง” เห็นได้จากการที่ต้องได้รับการ “Approve” หรือได้รับการยอมรับจากว่าที่แม่สามี แต่ไม่เคยมีข่าวว่า ว่าที่ลูกเขยที่ร่ำรวยได้รับการอนุมัติจากว่าที่แม่ยายแล้ว แต่ดาราเองนั้นเดี๋ยวนี้ก็ “ไม่แคร์” เหนือสิ่งอื่นใด คนในสังคมไม่ค่อยสนับสนุน “ผู้ดีเก่า” ที่อาจจะแสดงอาการเหยียดดารา ตรงกันข้าม ดารานั้น มีทั้งชื่อเสียงและเงินและด้วยอิทธิพลของสื่อที่รวดเร็วกว้างขวางในปัจจุบัน ดารากำลังจะกลายเป็นไฮโซเหมือนอย่างที่พวกเขาเป็นในต่างประเทศ
ผมเขียนมายืดยาวเกี่ยวกับเรื่องของหนังและดารา ดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวอะไรกับเศรษฐกิจและการเมือง และถ้าดูเรื่องของสังคมก็เป็นสังคมของดารา ไม่เกี่ยวอะไรกับสังคมทั่วไปไม่ต้องพูดถึงหุ้น แต่ผมคิดว่าเรื่องของดารานั้นเป็นภาพสะท้อนของสังคมส่วนรวม เป็นเรื่องของความเชื่อและความนึกคิดของคนทั่วไปที่แสดงออกผ่านทางดาราและภาพยนต์หรือละคร และสิ่งที่ผมสรุปจากการดูพัฒนาการของวงการนี้ผมเห็นว่า สังคมไทยนั้น กำลังปรับเปลี่ยนไปตามอย่างตะวันตกอย่างไม่อาจหวลกลับได้นั่นคือ
สังคมไทยกำลังถอยห่างจาก Establishment หรือการกำหนดมาตรฐานประจำชาติหรือกลุ่มคนที่มีอำนาจหรือมีอิทธิพลที่เป็นทางการ ประชาชนทั่วไปมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้นและแสดงออกใน “สังคม” ของตนเอง พวกเขา “ไม่แคร์” ว่าใครจะอยู่ “ชั้นไหน” ในสังคมเก่าสมัยก่อน สิ่งที่เขาสนใจและแสวงหาก็คือ ใครมีเงินมากกว่า พูดง่าย ๆ เงินเป็นตัววัดความสำเร็จ เงินเป็นสิ่งที่คนแสวงหา ถ้าจะพูดว่าสังคมไทยนั้นเป็นสังคมของทุนนิยมเต็มที่ก็ไม่น่าจะผิด อย่างน้อยก็ในด้านของสังคมและเศรษฐกิจ และแม้ว่าอาจจะมีพลังบางอย่างจากคนบางกลุ่มที่พยายามขัดขวางกระบวนการนี้ผ่านทางการเมือง มันก็จะไม่มีทางสำเร็จเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ
ผมเองมักจะถูกถามว่า ถ้ามีกฎหมายหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ทำให้การทำธุรกิจของบริษัทที่เราลงทุนอยู่ประสบอุปสรรคอย่างแรงเราจะทำอย่างไร คำตอบของผมก็คือ ถ้าสิ่งที่บริษัทเราทำนั้นมีประโยชน์และคนต้องการ กฎหมายนั้นย่อมไม่สามารถขวางได้ โดยนัยก็คือ มันไม่น่าจะเกิดได้ หรือถ้าเกิดได้ก็ต้องมีทางแก้ ชีวิตประชาชนนั้น เหมือนกับชีวิตของดารา ถึงวันนี้พวกเขากำหนดแนวทางชีวิตของเขาได้แม้ว่าจะมีคนหรือกฏเกณฑ์ที่คอยขัดขวางหรือบอกว่าห้ามทำ ดังนั้น ถ้าประชาชนบอกว่าเขาต้องการใช้สินค้าของบริษัทเราและเขาพร้อมที่จะจ่ายเงิน อย่ากลัวว่าจะถูกขัดขวางโดยนักการเมือง อย่างมากต้นทุนของบริษัทก็จะเพิ่มขึ้นบ้างเท่านั้น ในโลกของทุนนิยมนั้น เงินเป็น “คะแนนโหวต” ที่ตัดสินเสมอ
ดังนั้น กม.ที่ขัดขวางการพัฒนาศก.ขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรม กม.ที่เอาใจเอ็นจีโอ(มากเกินความจำเป็น) และทำให้ศก.ของชาติทรุดโทรม ทำให้นักลงทุนหนีไปลงทุนปท.อื่นๆ ทำคนจำนวนมากตกงาน ก็ไม่น่าจะเป็นที่ต้องการของคนส่วนใหญ่ และเมื่อไม่เป็นที่ต้องการ กม.นั้นก็อยู่ได้ไม่นาน อันนี้ผมสรุปเอง แต่การที่ว่าอยู่ไม่นาน จะเกิดจากถูกกลุ่มคนที่มีอาวุธฉีกกม.นั้นทิ้ง หรือมีการแก้ไขกม.จากฝ่ายบริหารผ่านกระบวนการนิติบัญญัติก็ต้องติดตามดูกันต่อไป
ที่เรียกกันว่า ไฮโซใหม่ ก็ไม่ได้เพียงแค่มีเงินอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องมีการศึกษาสูงด้วยเหมือนกัน
ผมเคยไปงานแต่งงานของหลานห่างๆ เป็น อาจารย์หมอที่จุฬา แขกที่มาในวันนั้น เพื่อนๆเจ้าบ่าวทำให้ผมพอจะมองออก ถึงพวกที่มีฐานะสูงในสังคมใหม่ ซึ่งมีลักษณะ
-มีการศึกษาสูงลิ่ว และเรียนหนังสือเก่งมากๆ และมีการศึกษาสูงมาตั้งแต่รุ่นพ่อแล้ว แต่รุ่นปู่มักจะเป็นคนจีนที่ยังไม่ได้เรียนสูงนักแต่ส่งเสียให้พ่อ/แม่เรียนสูงมากๆ เช่นพ่อนักเรียนทุนคิงส์ ทุนโคลัมโบ หรือเป็นแพทย์ วิศวกรจากสถาบันชั้นนำ แล้วลูกก็เรียนเก่งด้วย
-ฐานะทางการเงินดี หรือร่ำรวย จนเป็นเศรษฐี
วันนั้นผมมองบุคคลิกเพื่อนๆเจ้าบ่าว มักจะเป็นเช่นนี้
"ดารา"กลายเป็นกลุ่มชนที่มีอิทธิพลในการชีนำ
สังคม โดยเฉพาะวัยรุ่น
"หนัง"หรือ "ละคร" เริ่มเปลี่ยนจากที่นิยม"ศักดินา"
ไปเป็นนิยม"เงินตรา"
เห็นด้วยอย่างยิ่ง
การเป็นนักลงทุนคุณค่าที่ดี น่าจะต้องมีความรู้คู่คุณธรรม หากคิดเพียงว่าเงินเป็นใหญ่ทำอะไรก็ได้ถูกต้องหมด โดยถือว่าโลกทุนนิยม เงินเป็นคะแนนโหวต ตัดสินผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิดก็ยังได้ แนวคิดทุนนิยม(สามานย์)แบบนี้หรือเป็นสิ่งดีงามอันทรงคุณค่า ที่นักลงทุนคุณค่าต้องยึดถือ
เปรียบเทียบให้เห็นเป็นรูปธรรมก็คือบริษัทอย่าง CPALL (หุ้นที่อาจารย์เองก็ถืออยู่)จะไม่มีวันถูกแทรกแซง(จนมีผลต่อมูลค่าห้น)จากกฎหมายค้าปลีกที่หวังจะมาช่วยจัดระเบียบ และ ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ กับบรรโชว์ห่วยรายย่อย เพราะถึงยังไง 7-11 ก็เป็นแบรนด่ที่ติดตลาดแล้ว และ เป็นที่ต้องการของมหาชน ผมเปรียบเทียบแบบนี้ถูกหรือเปล่าครับอาจารย์
ผมเป็นนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากการเคลือนไหวของเอ็นจีโอด้วยเหมือนกัน แต่ผมไม่รังเกียจการเคลื่อนไหวของพวกเขา สังคมจำเป็นต้องมีการสร้างสมดุลโดยผ่านการเคลื่อนไหวของกลุ่มสังคมต่างๆ ผมอยากเห็นการเจริญเติบโตที่สมดุล แทนที่จะเป็นการเติบโตจากความทุกข์ยากของผู้คนจำนวนมาก บริษัทที่ดีต้องสนองตอบต่อความต้องการของสังคมและสามารถทำกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้ด้วยครับ
ทุนสามานย์ คำนี้คุ้นๆนะ แป๊ะลิ้มมาโพสต์เองหรือปล่าว แต่ไม่น่าใช่ตอนนี้แป๊ะหดหัวในกระดองเต่าแล้ว ขืนออกมาก็กบาลแยกอีก 555
ไม่ว่าจะคิดยังไง แต่ความจริงก็คือ เงินสามารถจ้างใครๆมาทำอะไรก็ได้ เช่น จ้างปฏิวัติ จ้างยิงเอ็นจีโอ หรือแม้แต่จ้างผีมาโม่แป้งก็ได้
เพิ่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์มาพอดี อ่านบทความนี้แล้วเป็นมุมมองที่น่าสนใจมากครับ
เจ้าของธุรกิจอบายมุขที่ขายดีเเป็นเทน้ำเทท่า มอมเมา รับทรัพย์มากมายจากประชาชนทุกหมู่เหล่าจึงเป็นผู้ลากจูงค่านิยมของสังคนใช่หรือเปล่าครับ
พวกคนไทย หัวใจเขมรกรุณาอย่ามาโพสเรื่องการเมือง ถ้าไม่รู้อะไรจริง นี้เป็นบทความที่ดี ให้ความรู้ด้านการลงทุนที่ดีมาโดยตลอด ต้องขอขอบคุณอาจารณ์ที่ไดุ้ทุ่มเเรงกายแรงใจ เขียนบทความดีๆให้ความรู้ดีๆมาให้อ่านตลอด เพราะฉนั้นกรุณาอย่าให้comment ไม่ดีของคุณมาทำร้ายบรรยากาศ บทความที่ดีเถอะนะ ขอร้อง
ถ้าเรามองโลกแห่งความเป็นจริง ณ ปัจจุบัน เราก็ต้องยอมรับจริงๆนั่นแหละว่านอกเหนือจากความไม่มีโรคภัยเป็นสุดยอดปราถนาของทุกคน รองลงมาก็เงินนี่แหละที่ใครๆก็ต้องการ เพราะอำนาจของเงินตรามันสามารถบรรดาลให้ชีวิตเราดำรงอยู่ได้อย่างสะดวกสบาย มีความมั่นคงในชีวิต มีเกียรติ์ มีคนนับหน้าถือตา และอื่นๆอีกมากมาย
เพราะฉะนั้น เงินก็เปรียบได้กับพระเจ้าตามคำพูดฝรั่งจริงๆครับ
ภายใต้ทุนนิยม ก็เป็นเช่นนี้ คนชายขอบถ้ารู้จักขยันทำมาหากิน ประหยัด อดออม ก็จะมีเงินได้ ดีกว่ามานั่งรำพึงรำพันซึ่งไม่ได้อะไรขึ้นมา
ทุกสมัย มีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นได้เสมอ ถ้ารู้จักการทำมาหากิน ขยันทำงาน ดีกว่า
หนังเรื่องไททานิค ยังมีฉากที่พระเอกแต่งตัวหล่อ ไปนั่งดินเนอร์หรู โดยแขกที่ชวมพระเอกเข้าร่วมโต๊ะก็ยังบอกว่า นั่งนิ่งๆ เขาอาจจะคิดว่าเป็นทายาทเศรษฐีใหม่ก็ได้ แสดงว่า คนรวยใหม่ มีได้เสมอๆ
สมัยปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน เรดการ์ด (ก็เหมือนกับพวกบางกลุ่มในบ้านเรา ) ไปบุกทำลายบ้านคนมีเงินสมัยนั้น ว่ากันว่า พวกตระกูลหวั่งหลี ก็โดนพังบ้านด้วย
แล้วภายหลังผ่านไป 30 ปี ทางรัฐบาลจีนก็เสนอคืนบ้านให้แล้วให้กลับไปซ่อมได้ ซึ่งว่ากันว่า พวกทายาทหวั่งหลี ไม่สนใจอีกแล้ว
นลท.มีเงินเสียอย่างจะไปลงทุนที่ไหนก็ได้ ปท.ไหนก็ได้ ก็ได้กำไรเหมือนกัน
สักวันพวกคนที่เคยไล่เขาอาจจะต้องกลืนน้ำลายเหมือนกับพวกเรดการ์ดในจีนตอนนี้ก้ได้
ใช่แล้วครับสังคมไทยกำลังถอยห่างจาก Establisment แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ยอมถอยคือ การ corruption
โลกแห่งความจริงมันคือแบบที่เซียนเต่าบอกอ่ะแหละ จิงๆเราก้อมองว่าสังคมบ้านเราตั้งแต่สมัยก่อนมันคือทุนนิยมศักดินาดีๆนี่เองแต่มันซ่อนรูป + ไม่เปิดเผย แต่เท่าที่เราดูการกดขี่ การแบ่งชนชั้น ของสังคมสมัยก่อนมันก้อมาจากทรัพย์สมบตินั่นเอง ... เวียนเต่าสะท้อนภาพได้โดนมากๆ แปะ แปะ แปะ
อาจารย์หมายความว่าเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่างใช่ไหม ผิดเป็นถูก ขาวเป็นดำ ใครออกมาแฉความจริงก็จ้างคนมายิงทิ้ง อย่างนี้ใช่ไหมคะ ถ้าเราปล่อยให้คนคิดว่าค่านิยมอย่างนี้ดีใครใครก็ทำกันโดยที่ไม่ทักท้วงบอกสังคมว่าความเป็นจริงเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ สักวันหนึ่งลูกศิษณ์ก็จะไม่ต้องเรียกว่าอาจารย์เพราะว่าลูกศิษณ์มีเงินเยอะกว่า
นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า คือนักลงทุนที่เลือกลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ เป็นหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีมีอนาคตที่จะเติบโตต่อไปได้ เป็นหุ้นของบริษัทที่มีธรรมาภิบาลการบริหารงานของผู้บริหารต้องโปร่งใสไม่ทุจริต ทำนองนี้เป็นต้น หากไม่เข้าเงื่อนไขที่พึ่งประสงค์ก็ไม่เลือกลงทุนหรือไม่ก็ขายทิ้งไป ถ้าเปรียบประเทศชาติของเราเป็นบริษัท เราทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินนี้ก็เปรียบเป็นผู้ถือหุ้นซึ่งได้หู้นนี้มาโดยกำเนิด และคงไม่อยากจะขายหุ้นนี้ทิ้ง สังคม เศรษฐกิจ การเมือง เป็นสามเส้าที่ต้องคำจุนซึ่งกันและกัน หากคิดว่าสังคมไทยกำลังเปลี่ยนเป็นทุนนิยมเต็มที่ ใครมีเงินเป็นใหญ่ เป็นพระเจ้า เงินเป็นคะแนนโหวดที่ตัดสินเสมอ โดยคำนึงถึงแต่ประโยชน์และความต้องการ ไม่ต้องคึงนึงถึงคุณธรรมจริยธรรม ผิดชอบชั่วดี (ถ้าเป็นบริษัทก็เรียกว่าขาดธรรมาภิบาล ผู้บริหารฉ้อโกง ) ค่านิยมอย่างนี้หรือจึ่งเป็นค่านิยมที่ดีของสังคม สำหรับผมคิดว่าไม่ถูกต้องไม่ดี และแนวคิดทุนนิยมแบบนี้ไม่ใช่หรือที่เป็นต้นเหตุ ที่ทำให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เคยเกิดในประเทศไทย หรือที่กำลังเกิดขึ้นใน ประเทศสหรัฐฯ ในรัฐดูไบ ที่จริงเศรษฐกิจแบบทุนนิยมไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ในตำราวิชาเศษฐศาสตร์ก็ไม่เขียนว่าทุนนิยมต้องบูชาเงินเป็นพระเจ้า แต่เขามองเงินเป็นเครื่องมือหนึ่งในทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นสือกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยน เป็นเครืองมือสะสมทุน เหล่านี้เป็นต้น อย่าลืมว่าเราทุกคนที่เกิดเป็นคนไทยได้ถือหุ้นประเทศไทยโดยกำเนิด และก็ต้องถือมันไปจนกว่าจะสี้นลมตายจากไป เราต้องมีลูกมีหลาน มีพี่มีน้อง ที่จะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เราอยากให้เราและเขาได้ถือหุ้น (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นหุ้นคุณค่าหรือไม่
เมื่อไม่มีเงินก็รู้จักหาเป็น เมื่อมีเงินก็รู้จักใช้ให้เป็น โดยที่ไม่เบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น ให้เงินเป็นสวนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่เป็นส่วนใหญ่ของชีวิต เมื่อให้เงินเป็นตัวตั้งเมื่อไหร่ ฉิบหายหมด ทุกวงการ ทุกระบบ ตั้งแต่ครอบครัว วัด เศรษฐกิจ การเมือง สังคม มีให้เห็นอยู่...
โดยส่วนตัวผมชอบบทความของ อ.นิเวศน์มาก...แต่อันนี้ขออนุญาตเพิ่มเติมจากสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ในโลกทุกวันนี้...ธรรมมะรักษาทุกท่าน
มื่อไม่มีเงินก็รู้จักหาเป็น เมื่อมีเงินก็รู้จักใช้ให้เป็น โดยที่ไม่เบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น ให้เงินเป็นสวนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่เป็นส่วนใหญ่ของชีวิต เมื่อให้เงินเป็นตัวตั้งเมื่อไหร่ ฉิบหายหมด ทุกวงการ ทุกระบบ ตั้งแต่ครอบครัว วัด เศรษฐกิจ การเมือง สังคม มีให้เห็นอยู่...
โดยส่วนตัวผมชอบบทความของ อ.นิเวศน์มาก...แต่อันนี้ขออนุญาตเพิ่มเติมจากสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ในโลกทุกวันนี้...ธรรมมะรักษาทุกท่าน
ไม่คิดเลยว่าจากVI จะกลายมาเป็นทุนนิยมเสียแล้ว ยังสะกดคำว่าคุณธรรมเป็นอยู่หรือเปล่า อ่านแล้วสงสารประเทศไทยจริงๆถ้ามีคนคิดอย่างคุณมากๆ เสื่อมศรัทธาจริงๆ ท่านด๊อก.... นิเวศน์
เรื่องทุนนิยมนั้น ตอนนี้เป็นเช่นนี้ อย่าว่าแต่เมืองไทยเลย แม้แต่ประเทศสังคมนิยม เช่น จีน ก็กลายเป็นทุนนิยมไปแล้ว
-ในจีน ก็มีการยุบเลิกรัฐวิสาหกิจ รัฐเองก็ไม่สามารถรับผิดชอบได้หมด ก็มีคนตกงานเช่นกัน คนที่ปรับตัวได้ ก็จะอยู่รอด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เมืองใหญ่ เช่น กวางโจว เซี่ยงไฮ้ อู่ฮั่น ก็มีคนมาอุ้มลูกเดินขอเงิน หรือ เขียนบรรยายความทุกข์ยากบนพื้นถนน คนต่างชาติ เวลาเดินเที่ยวก็อาจจะมีคนเดินเข้ามาบรรยายความทุกข์ยาก แล้วก็ขอเงิน
ดังนั้น ไครจะด่า จะว่า ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมไทย ว่า เป็นระบบสามานย์อะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นเรื่องทัศนะความคิดเห็นแต่ละบุคคล แต่ถึงอย่างไร ระบบก็เป็น อย่างนี้ ยกเว้นว่าจะได้รับเชิญไป อยู่คิวบา หรือเกาหลีเหนือก็แล้วไป
-คนที่ขยันทำมาหากิน แล้วเขาทำมาหากินสุจริต ก็เป็นสิทธิของเขา จงขยันทำงาน ดีกว่าจะไปว่าเขางกเงิน หรือบ้าเงิน ก็เป็นเรื่องที่เขาทำได้ถ้าไม่ผิดกฎหมาย ถ้าเห็นว่าเขางกเงิน บ้าทุนนิยม แล้วผิดกฎหมายก้เชิญแจ้งตำรวจจับ หรือดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมก็แล้วกันไปก็แล้วกัน
มนุษย์เรียกตัวเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ เพราะมนุษย์ใช้หลักศาสนาเพื่อยกระดับจิตใจให้สูงกว่าสัตว์ทั่วๆไป พบเห็นได้จากหลักธรรมคำสอนของแทบทุกศาสนาที่มุ่งจะสอนให้คนเป็นคนดีละเว้นความชั่ว สำหรับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หรือสังคมนิยม หรือจะเรียกว่าแบบเสรีนิยม กับแบบวางแผนจากส่วนกลาง หรือจะจับทั้งสองระบบมาผสมกันเรียกว่าแบบผสม เหล่านี้เป็นต้น คนที่คิดระบบเหล่านี้เขาก็ไม่ได้ชั่วช้าสามานย์ ตัวระบอบระบบก็ไม่ได้ชั่วช้าสามานย์ มันมีเหตุมีผลมีข้อดีข้อเสียอธิบายได้ในตัวของมัน หากจะรู้จักเลือกข้อดีมาใช้ก็จะเป็นประโยชน์ จะมาเหมารวมว่าระบบทุนนิยม (ของแท้) มันต้องชั่วช้าสามานย์ ใครมีเงินจะทำอะไรก็ได้ไม่ผิด น่าจะเป็นความเข้าใจที่ผิดเป็นความคิดที่ไม่คำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรมเท่าที่ควร
ผมว่า แล้วสุดท้าย
คนมีปัญญา ก็ จะค้นพบ
หมอกมืดที่ปกคลุมเมืองไทย
ดีใจครับ ที่ได้นับถือ อาจาร์ย


ถูกต้องที่สุด.....