Friday, 25 May 2018

“สุขภาพ” เพื่อเป้าหมายการเงินที่มี “คุณภาพ”

“สุขภาพ” เพื่อเป้าหมายการเงินที่มี “คุณภาพ”

เมื่อกลางเดือนที่แล้วผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังสัมมนา Active Ageing – Learning from Our friendsโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการดูแลผู้สูงวัยในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารบ้านพักคนชรา (ที่สะอาด รื่นรมย์ และทันสมัย) กูรูด้านการเงิน อาจารย์แพทย์ทั้งจากออสเตรเลียและโรงเรียนแพทย์ของไทย รวมถึงอาสาสมัครในการดูแลผู้สูงอายุจากทั้งสองประเทศ จัดโดยมูลนิธิบ้านสุทธาวาส และบ้าน Resthaven ของออสเตรเลีย โดยมีคุณตาคุณยาย จากบ้านสุทธาวาส และผู้แทนจากบ้าน Resthaven เข้ามาร่วมแสดงความสามารถและแบ่งปันประสบการณ์ให้กับผู้รับฟังเต็มห้องประชุม

ศาสตราจารย์ Renuka Visvanathan จาก Queen Elizabeth Hospital ได้กล่าวไว้ในการสัมมนาถึงปัจจัยที่มีส่วนช่วยให้ผู้ใหญ่ในครอบครัวมีโอกาสสูงอายุอย่างมีสุขภาพที่ดี โดยมีศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเสริฐ อัสสันตชัย รองคณบดี หัวหน้าภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ร่วมแสดงความคิดเห็น

จากการวิจัยของศาสตราจารย์Renuka พบว่า “Frailty” หรือ ภาวะเปราะบาง นั้นสามารถที่จะชะลอออกไปได้ โดยไม่ควรคิดว่า “เป็นเรื่องปกติของคนแก่” เพราะอาการที่ว่านี้ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล โดยหากพิจารณาจากระดับดัชนีมวลกาย (Body Mass Index - BMI) (ซึ่งคำนวณโดยนำน้ำหนักเป็นกิโลกรัม หารด้วยความสูงที่มีหน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง) ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกแล้ว พบว่าคนหนุ่มสาวควรมี BMI อยู่ในช่วง 18.5 – 25 และหากเกิน 30 จะถือว่ามีน้ำหนักที่มากเกินไป แต่จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเสียชีวิตของผู้สูงอายุ อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 197,940 ราย โดยติดตามผลเป็นระยะเวลา 5 ปีพบว่าดัชนี BMI ที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุอยู่ในช่วง 22 – 27 โดยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้ควรมาจากมวลกล้ามเนื้อ แต่ด้วยผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะบริโภคน้อยลง เนื่องจากภาวะการรับรู้รสที่ถดถอยลง ส่งผลให้มวลกล้ามเนื้อในร่างกายลดลงไปด้วย จากการวิจัย ผู้สูงอายุควรที่จะบริโภคโปรตีนเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อในปริมาณที่มากกว่าคนหนุ่มสาว โดยอยู่ที่ระดับ 1 – 1.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และในแต่ละมื้ออาหารหลักควรมีโปรตีนรวมอยู่ด้วยในสัดส่วน 25 -30 กรัม ทั้งนี้ การบริโภคโปรตีนหลังออกกำลังกายยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้ออีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ การออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 20 นาที ประกอบด้วยแอโรบิก เช่น การเดิน ว่ายน้ำ และการออกแรงต้าน เช่น การยกเวท เป็นต้น ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการชะลอภาวะความเปราะบางของผู้สูงอายุออกไปได้

สำหรับความสำคัญของการออกกำลังกายนี้ ไม่เพียงช่วยชะลอการแก่ชรา แต่ยังช่วยลดต้นทุนค่ารักษาพยาบาลลงได้ โดยเมื่อปลายปีที่แล้ว American Heart Association /American Stroke Association ได้ออกผลการศึกษาว่าการออกกำลังกายสำหรับคนทั่วไป (ระดับปานกลางที่ 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือวันละ 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ หรือระดับหนักที่ 75 นาทีต่อสัปดาห์) อาจช่วยลดต้นทุนค่ารักษาพยาบาลลงได้ โดยผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่ออกกำลังกายตามที่กำหนด สามารถประหยัดค่ารักษาพยาบาลลงได้ถึง 2,500 เหรียญสหรัฐฯต่อปี ในขณะที่ผู้ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ แต่อาจมีความเสี่ยงอยู่บ้าง และออกกำลังกายตามที่กำหนด มีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาเฉลี่ยลดลง 500 เหรียญสหรัฐฯต่อปี นอกจากนี้ การออกกำลังประเภทแอโรบิก 40 นาที 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ยังช่วยลดความเสี่ยงหัวใจวายและเส้นเลือดในสมองแตกอีกด้วย

นายแพทย์ Khurram Nasir นักวิจัยอาวุโสและผู้อำนวยการ Center for Healthcare Advancement & Outcomes and the High Risk Cardiovascular Disease Clinic แห่ง Baptist Health South Florida ได้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “สารที่ส่งไปยังผู้ป่วยนั้นชัดเจนว่า: ไม่มียาใดที่จะลดความเสี่ยงการเป็นโรคและลดต้นทุนการรักษาพยาบาลได้ดีไปกว่าการออกกำลังกายที่เพียงพอ”

แล้ววันนี้คุณเริ่มออมเงินด้วยการออกกำลังกายแล้วหรือยัง?
Posted by darabusp at 7:01 PM in ETF

Tuesday, 26 September 2017

เมื่อ AI จะมาแทนที่ “ผู้จัดการกองทุน”

     การก้าวเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีพลิกโลก (disruptive technology) ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการแข่งขันในธุรกิจหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รถโดยสาร การสื่อสาร การสั่งซื้อสินค้า สื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ เป็นต้น

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา BlackRock บริษัทจัดการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ประกาศลดบุคลากรด้านการลงทุนลง 40คน โดยแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence- AI) และโปรแกรมซื้อขายหลักทรัพย์

Opimas บริษัทที่ปรึกษาด้านบริการทางการเงินได้ประเมินไว้ว่าการใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาทดแทนการทำงานของมนุษย์ในรูปแบบต่างๆ จะส่งผลให้ภายในปี 2568 อุตสาหกรรมการเงินจะมีการลดบุคลากรลง 10% หรือประมาณ 230,000 ตำแหน่ง โดย 40% หรือประมาณ 92,000 ตำแหน่งงานจะมาจากธุรกิจจัดการลงทุน

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา JP Morgan ได้ออกรายงานชื่อว่า “Big Data and AI Strategies: Machine Learning and Alternative Data Approach to Investing” โดย Marko Kolanovic และ Rajesh T. Krishnamachari โดยแจกแจงรายละเอียดถึงความสำคัญที่ปัญญาประดิษฐ์มีต่อนักวิเคราะห์ ผู้จัดการกองทุน เจ้าหน้าที่ค้าหลักทรัพย์ โดยข้อมูลที่นักวิเคราะห์ หรือผู้จัดการกองทุนมักใช้ในการให้คำแนะนำหรือตัดสินใจลงทุนในอดีต อย่างผลประกอบการรายไตรมาส และตัวเลข GDP เริ่มที่จะมีความสำคัญน้อยลงเรื่อยๆ เนื่องจากผู้จัดการกองทุนนำข้อมูลทางเลือก (alternative data) และวิธีการใหม่ๆเพื่อคาดการณ์ผลที่มีต่อราคาหลักทรัพย์มาใช้ และซื้อขายหลักทรัพย์ก่อนที่ตัวเลขอย่างเป็นทางการจะออกมา

JP Morganได้สรุปการแบ่งประเภทของข้อมูลทางเลือก ออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่

1) ข้อมูลที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ มีลักษณะเป็นข้อความ และไม่มีโครงสร้างของข้อมูลที่ชัดเจน เช่น สื่อสังคมออนไลน์ (Twitter, Facebook, LinkIn)การรีวิวผลิตภัณฑ์(Yelp, Amazon)ข้อมูลคำค้นหา(Google หรืออีเมล์ส่วนตัว – Google เพิ่งประกาศเมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่าจะหยุดสแกน Gmail ของผู้ใช้ประเภทบุคคลตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป)

2) ข้อมูลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทางธุรกิจ มักเป็นข้อมูลที่มีรูปแบบชัดเจนและสามารถชี้นำถึงผลประกอบการได้ เช่น ข้อมูลการทำธุรกรรมทางธนาคาร ข้อมูลการสแกนสินค้าที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ข้อมูลการเชื่อมโยงทางการผลิต ข้อมูลการใช้จ่ายบัตรเครดิต เป็นต้น

3) ข้อมูลที่เกิดขึ้นจากอุปกรณ์ตรวจจับ โดยทั่วไปแล้วจะไม่มีโครงสร้างชัดเจน แต่มีปริมาณมหาศาลมากกว่าข้อมูลในอีก 2 ประเภทข้างต้น เช่น ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม การจราจรทางเท้าและทางรถไปยังห้างสรรพสินค้า หรือการเชื่อมโยงเครือข่ายไปยังอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์ส่วนบุคคลต่างๆ เป็นต้น

แต่จริงหรือที่ว่า AI จะสามารถทดแทน หรือเหนือกว่าศักยภาพของมนุษย์ในการบริหารจัดการกองทุน?

บทวิเคราะห์ของ JP Morgan ได้กล่าวไว้ว่า “เครื่องจักรมีความสามารถที่จะวิเคราะห์ข่าว ทวีตส์ ในปริมาณมากๆ วิเคราะห์งบการเงิน แยกแยะข้อมูลจากเว็บไซต์ และสามารถซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลเหล่านี้ได้โดยทันที” ซึ่งทำให้ความจำเป็นที่จะต้องใช้นักวิเคราะห์เชิงพื้นฐาน ผู้จัดการกองทุนด้านเทคนิค หรือนักลงทุนตามภาวะตลาดมีน้อยลงไปด้วย

อย่างไรก็ตามในระยะยาวแล้ว “เครื่องจักรยังไม่น่าที่จะประเมินการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้ดีนัก เช่น การหาจุดกลับตัวของตลาด การคาดการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการตีความการตอบสนองของมนุษย์ เช่น นักการเมือง หรือผู้บริหารธนาคารกลาง เป็นต้น”

การนำเอาฐานข้อมูลทางเลือกขนาดใหญ่ (Big Data) มาใช้ในการวิเคราะห์ด้านการลงทุนด้วยปัญญาประดิษฐ์นั้นแม้ว่าจะมีประโยชน์ในการลดงานจำนวนมากของนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนลงได้ รวมถึงเร่งกระบวนการตัดสินใจให้รวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ “มนุษย์” ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้าง “ผลตอบแทนในระยะยาว” ให้กับผู้ลงทุนอยู่นั่นเอง

Posted by darabusp at 11:11 AM in ETF

เมื่อไต้ฝุ่นหาญปะทะทอร์นาโด

     การแลกหมัด สาดกระสุนทางคำพูดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯนายโดนัลด์ ทรัมป์ และฝ่ายเกาหลีเหนือ ภายใต้การนำของผู้นำสูงสุด คิม จอง อึน เพิ่มอุณหภูมิระหว่างประเทศให้ร้อนระอุขึ้นอย่างมาก

ผู้นำเกาหลีเหนือนั้น เชื่อกันว่าเป็นคนอารมณ์ร้าย และยึดถือตนเองเป็นศูนย์กลาง โดยนับตั้งแต่ขึ้นรับตำแหน่งผู้นำสูงสุดก็ได้ดำเนินนโยบายแข็งกร้าว โดยประหารทั้งญาติและผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องสงสัยว่าจะทรยศ หรือเป็นภัยต่อฐานอำนาจของตน รวมถึงสร้างขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์พิสัยไกลที่สามารถโจมตีดินแดนบางส่วนของสหรัฐฯได้

ส่วนนายทรัมป์นั้น เป็นผู้นำที่เน้นการสร้างวาทกรรมทางการเมืองที่โลดโผน วันนี้พูดอย่างหนึ่ง ทำจริงเป็นอีกอย่างหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ไม่มีใครรู้แน่ว่าเขาจะทำอะไรกันแน่ (ไม่เว้นแม้แต่ที่ปรึกษาของตนเอง!) ซึ่งทำให้หลายคนระลึกถึงนโยบายต่างประเทศแบบ “ทฤษฏีคนบ้า” (Madman Theory) ของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ในสงครามเวียดนามที่พยายามสร้างภาพของตนเองให้คู่ต่อสู้อย่างเวียดนามเหนือรู้สึกครั่นคร้ามใจตลอดเวลาว่าสหรัฐฯอาจดำเนินนโยบายทางการทหารที่คาดไม่ถึง และกดดันให้เลือกที่จะทำการเจรจากับสหรัฐฯแทน

การประมือกันของสองผู้นำที่มีความ “ระห่ำ” ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันนี้ สร้างความกังวลใจให้กับพันธมิตรของทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่รู้เลยว่าที่ขู่กันฟ่อดๆนี้เป็นเพียงคำขู่หรือเป็นเรื่องจริงกันแน่ และถ้าเกิดใครตัดสินใจเปิดฉากทำจริงขึ้นมาก่อน ผลที่จะเกิดขึ้นกับประเทศในคาบสมุทรเกาหลี หรือแม้กระทั่งประเทศอื่นๆในโลกจะเป็นเช่นไร

สำนักวิจัย Capital Economics โดย กาเร็ธ เล็ธเธอร์ และ คริสตัล แทน ได้ออกบทวิเคราะห์ถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่อาจมีขึ้นหากเกิดสงครามในคาบสมุทรเกาหลีขึ้นจริง โดยได้ทำการศึกษาถึงผลกระทบของสงครามต่างๆนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2เป็นต้นมา พบว่าสงครามที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงที่สุดคือสงครามเกาหลีในช่วงปี 2493 – 2496 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนเกาหลีใต้เสียชีวิตกว่า 1.2 ล้านคน และ GDP ลดลงกว่า 80%ในขณะที่สงครามในอิรักคูเวต(ปี 2534)และซีเรีย (ปี 2554 – 2559)ส่งผลให้ GDP ของประเทศเหล่านี้ลดลงมากถึงประมาณ 60%

แม้ว่าเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสงครามครั้งนี้ แต่เนื่องด้วยเกาหลีใต้มีสัดส่วนถึง 2% ของ GDP โลก และมีสัดส่วนการส่งออกของผลผลิตขั้นกลาง (Intermediate Exports) เกือบ 4% ของโลก เทียบกับไทยที่มีสัดส่วนการส่งออกของผลผลิตขั้นกลางเพียง 1% เศษ แต่กลับส่งผลให้ GDP ของโลกในไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ลดลงถึง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า จากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในประเทศไทย

เกาหลีใต้เป็นผู้ผลิตจอ LCD รายใหญ่ที่สุดของโลก (สัดส่วน 40%) เป็นผู้ผลิตเซมิคอนดัคเตอร์รายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 (สัดส่วน 17%)และยังเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ รวมถึงเป็นผู้ต่อเรือ 3 รายที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย

ดังนั้น หากเกิดเหตุใดๆที่กระทบกับสายการผลิตสินค้าในเกาหลีใต้ จะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสินค้าเพื่อการผลิตต่อไปทั่วโลก โดยการสร้างโรงงานเซมิคอนดัคเตอร์ขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้นนั้นต้องใช้เวลาอีกถึง 2 ปีจึงจะกลับมาผลิตได้

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในมุมของการลงทุนในหลักทรัพย์ จากข้อมูลการวิเคราะห์ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ /images/emoticons/mozilla_laughing.gifJIA) ภายหลังเหตุการณ์รุนแรงทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 2525 ของ Ned Davis Research พบว่าในกรณีการใช้กำลังทหารเข้าสู้รบ นั้น DJIA ปรับลดลงทันทีมากที่สุด -13.3% เมื่ออิรักบุกยึดคูเวต ในขณะที่ 1 เดือนให้หลังมีเพียงกรณีหมู่เกาะฟอร์คแลนด์ การถล่มลิเบียของสหรัฐฯการบุกยึดปานามา การเข้ารุกล้ำอธิปไตยของจอร์เจียโดยรัสเซีย ที่ DJIA ลดลงตั้งแต่ – 2.7 ถึง – 8.5% ขณะที่ในช่วง 6 เดือนให้หลังนั้นมีเพียงการรุกรานเกรนาดาของสหรัฐฯ การทิ้งระเบิดในลิเบีย และการสู้รบในจอร์เจียที่ DJIAยังคงเป็นลบ แสดงให้เห็นว่าสงครามมิได้ส่งผลต่อตลาดหุ้นในทางลบยาวนานอย่างที่หลายคนคิดกัน และการกระจายการลงทุนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่ตนรับได้นั้นจะช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะสั้นลงได้

Posted by darabusp at 11:03 AM in ETF

หนึ่งถนน หนึ่งเส้นทาง

     เส้นทางสายไหมอันเป็นเส้นทางการค้าอันเกรียงไกรในอดีตได้กลับมาเป็นหัวข้อสนทนาในแวดวงเศรษฐกิจ การค้า และแม้กระทั่งการเมืองระดับโลกอีกครั้ง หลังจากการประชุมสุดยอดว่าด้วย “แนวคิดริเริ่มเส้นทางสายไหมใหม่แห่งศตวรรษที่ 21” หรือ ที่รู้จักกันในนาม “หนึ่งถนน หนึ่งเส้นทาง” (One Belt, One Road – OBOR) และภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “Belt and Road - B&R” ที่ได้จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

"Belt"ในที่นี้ คือ “ถนน” หรือ การเดินทางภาคพื้นดิน ที่เชื่อมโยงการค้าบนเส้นทางสายไหมเดิม ระหว่างประเทศต่างๆจากเอเซีย ไปจนถึงยุโรป ผ่านกลุ่มประเทศในเอเซียกลาง เอเซียตะวันตก และตะวันออกกลาง ในขณะที่ “Road” ในที่นี้ หมายถึง “เส้นทาง” การเดินเรือทะเล จากเอเซีย ผ่านมหาสมุทรอินเดีย ไปยังเมืองเวนิสในประเทศอิตาลี

างภาคพื้นดินได้ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 6 เส้นทาง ได้แก่ จีนตะวันตก-ตะวันตกของรัสเซีย จีนตอนเหนือ-ตะวันออกของรัสเซีย ตะวันตกของจีน-ตุรกี จีนตอนใต้-สิงคโปร์ จีนตอนใต้-อินเดีย ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน-ปากีสถาน ภายใต้ B&R

นักวิเคราะห์หลายท่านมองว่าการปลุกปั้นอภิมหาโครงการเส้นทางสายไหมใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 ของประธานาธิบดีสี่ จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนนี้ เป็นโครงการที่ตั้งความหวังไว้สูงอย่างยิ่ง เพราะแม้จีนจะได้แสดงตัวอย่างการเนรมิตเมืองทั้งเมือง หรือสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ในเวลาอันสั้นให้เห็นกันมาแล้ว แต่โครงการเส้นทางสายไหมใหม่ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ ครอบคลุมประชากรจำนวนมากถึง 65% ของโลก ในพื้นที่กว่า 70 ประเทศ คิดเป็น 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ 1 ใน 4 ของสัดส่วนของการเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการทั่วโลก

การหาเงินจำนวนมากมายมหาศาลมาลงทุนในโครงการเหล่านี้ ซึ่งจากตัวเลขประมาณการล่าสุดของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเซีย (ADB) ที่ 26 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในอีก 15 ปีข้างหน้า หรือมากเป็น 2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของจีนที่ประมาณ 11 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ นับเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง

ตัวเลขเงินจำนวนมหาศาลนี้ แน่นอนว่าจีนลงทุนคนเดียวไม่ไหวแน่ และถึงแม้ไหว จีนก็คงต้องพิจารณาความคุ้มค่าเช่นกัน ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องเงินแล้ว การเจรจากับประเทศต่างๆถึง 60 ประเทศ ไม่ใช่เรื่องที่จะบรรลุข้อตกลงได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่มีความไม่ไว้วางใจกันในทางการเมืองระหว่างประเทศเป็นเส้นบางๆกั้นอยู่ด้วย

แม้ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจะออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า B&R เป็นโครงการในความฝันที่ยากจะบรรลุความจริง แต่รัฐบาลรวมถึงภาคเอกชนจากประเทศต่างๆก็ไม่กล้าที่จะหันหลังให้กับความร่วมมือในครั้งนี้ ทั้งด้วยเหตุด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความกังวลที่จะพลาดการมีส่วนร่วม หากโครงการเป็นไปได้จริง แม้เพียงบางส่วนก็ตาม

แล้วถ้านี่คือความฝัน จีนได้อะไรจากการฝันดังๆ (ให้ฝรั่งแอบหัวเราะเยาะ) ขนาดนี้ ซึ่งหากเรามองการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน นับตั้งแต่เลือกดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน โดยเน้นการบริโภคภายในประเทศ แทนการกระตุ้นการลงทุนในประเทศเช่นในอดีต จนทำให้จีนต้องเผชิญกับภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จะพบว่าจีนเลือกที่จะ “เจ็บในวันนี้ เพื่อย่างก้าวไปข้างหน้าที่ไกลและมั่นคงยิ่งกว่าเดิม

ประเมินกันว่า B&R จะผลักดันให้ตัวเลขการส่งออกเครื่องจักรและอุปกรณ์ของจีนไปยังประเทศเกิดใหม่ซึ่งเป็นทางผ่านส่วนใหญ่ของถนน เส้นทางรถไฟ และท่าเรือน้ำลึกเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งยังไม่นับรวมถึงมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอันจะเกิดจากประสิทธิภาพทางการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นในประเทศต่างๆตลอดเส้นทางสายนี้

หนึ่งถนน หนึ่งเส้นทาง” อาจมิใช่โครงการที่เราจะได้เห็นความสำเร็จได้ในช่วงเวลาการครองอำนาจของผู้นำจีนท่านใดท่านหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกันกับการสร้างกำแพงเมืองจีนอันยิ่งใหญ่ ที่ต้องใช้เลือดและน้ำตาของคนนับล้านๆสร้างขึ้นในเวลากว่า 2,200 ปี และนี่อาจเป็นอีกหนึ่งในวิสัยทัศน์สำคัญ ที่กำลังรอวันพิสูจน์ของพี่ใหญ่แห่งเอเซียนี้

Posted by darabusp at 10:57 AM in ETF

อิหร่าน: สิ่งที่เห็นและสิ่งที่เป็น

     ในระยะเวลาที่ผ่านมา เกิดเหตุเศร้าสลดใจจากการก่อการร้ายหลายเหตุการณ์ ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในประเทศเป้าหมายอย่างอังกฤษ และประเทศที่ไม่เคยเป็นเป้าหมายมาก่อนอย่างอิหร่าน

สำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารการเมืองระหว่างประเทศใกล้ชิดนัก อาจจะแปลกใจอยู่บ้างว่าทำไมสื่อตะวันตกจึงให้ความสำคัญกับการก่อการร้ายในอิหร่านครั้งนี้เป็นอย่างมาก เพราะในความคิดของคนทั่วๆไปจะมองว่าอิหร่านก็น่าจะเหมือนหลายๆประเทศในตะวันออกกลาง ที่มีการรบราฆ่าฟันกันเป็นเรื่องปกติ แต่อันที่จริงแล้วอิหร่านไม่เคยมีเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้มาก่อนเลยนับตั้งแต่เหตุการณ์ปฏิวัติอิสลามในปี 1979 (เสี้ยวหนึ่งของเหตุการณ์นั้นปรากฏอยู่ในภาพยนตร์รางวัลออสการ์ปี 2012 เรื่อง Argo) ดังนั้น เหตุโจมตีรัฐสภาและสุสานอดีตผู้นำสูงสุดในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่สะเทือนขวัญคนอิหร่านเป็นอย่างมาก และเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ

ในช่วงที่มีข่าวความวุ่นวายในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางนี้ทำให้ผู้เขียนซึ่งเพิ่งมีโอกาสไปเยี่ยมเยือนประเทศอิหร่านแบบแบกกระเป๋าสัญจรเองมาหมาดๆ เห็นว่าการรับรู้จากสื่อกระแสหลักต่อประเทศ และประชาชนในประเทศนี้อาจแตกต่างจากที่เห็นและเป็นจริงๆอยากมากก็เป็นได้

โดยใครที่ได้เคยมีโอกาสไปสัมผัสประเทศอิหร่านด้วยตนเอง ก็จะพบว่าอิหร่านเป็นประเทศที่มีความสงบสุข ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ช่างพูดช่างคุย และมีน้ำใจมากมายทั้งกับคนในประเทศและคนต่างชาติ ซึ่งเป็นเช่นนี้ในทุกเมืองที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือน แตกต่างจากความคิดความเชื่อดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง

และแม้ว่าประเทศอิหร่านจะถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมาเป็นระยะเวลานาน โดยเพิ่งได้รับการผ่อนปรนเมื่อปีที่แล้ว แต่ผู้คนก็ใช้ชีวิตแทบจะไม่แตกต่างอะไรจากคนไทยนัก นั่นคือ แทบทุกคนมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่งกายตามแฟชั่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ๆ หรืออีกนัยหนึ่งคือ แต่งตัวแทบจะเหมือนคนตะวันตก จะต่างก็เพียงสตรีต้องไม่เปิดเผยให้เห็นผิวกาย และเพิ่มผ้าคลุมผมหลากสีขึ้นมาเท่านั้น และผ้าคลุมผมที่ว่าก็ไม่ได้เป็นการคลุมมิดชิดปิดไรผมแต่อย่างใด การใส่ยีนส์รัดรูปในสตรีนั้นเห็นได้ทั่วไป เพียงแต่ต้องมีเสื้อตัวยาวคลุมสะโพกไว้อีกชั้นหนึ่งเท่านั้น (ยกเว้นในสถานที่สำคัญทางศาสนาที่ทุกคนต้องแต่งตัวรัดกุมเหมาะสม ซึ่งก็ไม่น่าจะต่างจากประเทศอื่นๆในโลก)

ในด้านเศรษฐกิจ อิหร่านนับเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง รองจากประเทศซาอุดิอาระเบีย และมีขนาดพื้นที่ใหญ่ประมาณ 3 เท่าของไทย โดยในด้านจำนวนประชากร และขนาดเศรษฐกิจก็ใกล้เคียงกันกับไทยเรา กรุงเตหะรานซึ่งเป็นเมืองหลวงของอิหร่านนั้น ก็มีผู้คนหนาแน่นเป็นอย่างมาก และมีรถติดยาวเหยียดในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนเช่นเดียวกับมหานครใหญ่อื่นๆของโลก

ข้าวของเครื่องใช้ อาหารการกิน นั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นยี่ห้อที่เราใช้อยู่ทั้งสิ้น คนอิหร่านสามารถซื้อโค้ก สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม แบรนด์ตะวันตกจากห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตได้เป็นปกติ มีร้านพิซซ่า ไอศครีม ไก่ทอด (ที่มีชื่อ และหน้าตาร้านละม้ายคล้ายแบรนด์ตะวันตกเป็นอย่างมาก)โดยผู้เขียนได้มีโอกาสเห็นป้ายการจัดประชุมระดับภูมิภาคของบริษัทอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่อย่างยูนิลีเวอร์ในกรุงเตหะรานอีกด้วย

และเมื่อกล่าวถึง กลุ่มก่อการร้าย ISIS คนอิหร่านที่ผู้เขียนพบเจอก็ล้วนแล้วแต่แสดงความไม่พอใจกับการกระทำอันโหดเหี้ยมของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ความขัดแย้งที่มีในปัจจุบันในโลกเริ่มแปรเปลี่ยนจากเชื้อชาติศาสนา มาเป็นการต่อสู้ระหว่างมนุษยธรรมกับความโหดร้าย

ดังนั้น เราในฐานะคนนอกซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับหลายประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้ง พึงที่จะติดตามสถานการณ์ด้วยใจที่เป็นกลาง และเป็นกำลังใจให้ประชาชนของประเทศเหล่านี้ก้าวพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้นั่นเอง

Posted by darabusp at 10:36 AM in ETF

จดหมายน้อยฉบับนั้น กับเงินของเรา

     การหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดบนระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ อาจเป็นสุดยอดปรารถนาของใครหลายคน แต่จริงๆแล้วยังมีปัจจัยอื่นอีกหรือไม่ที่เราในฐานะนักลงทุน หรือแม้กระทั่งลูกค้าควรให้ความสำคัญ

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว มีข่าวเล็กๆชิ้นหนึ่งกล่าวถึงสตรีชาวอเมริกันในรัฐอริโซน่าผู้หนึ่ง ได้ซื้อกระเป๋าถือใบหนึ่งจากวอลมาร์ท ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าชั้นนำแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องธรรมดาของการซื้อของโดยทั่วไป แต่ว่า เมื่อเธอเปิดช่องซิบด้านในของกระเป๋านั้น เธอก็พบกับกระดาษโน้ตสีขาวแผ่นเล็กๆพับทบซ่อนอยู่ บนกระดาษปรากฏลายมือเขียนเป็นภาษาจีนด้วยปากกาสีน้ำเงินมีความยาว 9 บรรทัด

เธอตัดสินใจนำเอากระดาษโน้ตแผ่นนั้นไปให้ผู้ที่มีความรู้ภาษาจีนช่วยแปล(มีผู้แปลมากกว่า 2 คน เพื่อยืนยันว่าได้รับคำแปลที่ถูกต้องตรงกัน) และพบข้อความที่น่าเศร้าเขียนไว้ว่า “ผู้ต้องขังในคุกหยิ่งฉาน ในมณฑลกวางสี ประเทศจีน ต้องทำงาน 14 ชั่วโมงต่อวัน โดยไม่ได้หยุดพัก และต้องทำงานล่วงเวลาจนถึงเที่ยงคืน และหากคนงานคนใดทำงานของตนไม่เสร็จก็จะถูกลงโทษด้วยการทุบตี ส่วนอาหารของแรงงานเหล่านี้ก็ไม่มีทั้งน้ำมันและเกลือ ในแต่ละเดือนคนงานจะได้รับค่าแรง 2 พันหยวน (ประมาณ 1 หมื่นบาท) อาหารที่มีนอกเหนือจากนี้จะถูกจัดการโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากนักโทษคนใดป่วย หรือต้องการยา ค่าใช้จ่ายก็จะถูกหักออกจากค่าแรงของตน นักโทษในจีนนั้นแย่ยิ่งกว่า ม้า วัว แพะ หมู หรือสุนัข…..”

นี่ไม่ใช่เพียงกรณีเดียวที่เกิดขึ้น ในปี 2554 คุณแม่ลูกสองชาวโอเรกอน สหรัฐฯ ได้ซื้อของประดับที่ใช้สำหรับเทศกาลฮาโลวีนจากห้างเคมาร์ทแต่มาเปิดใช้จริงๆในอีกปีหนึ่งถัดมา และพบกระดาษยับๆเขียนด้วยภาษาอังกฤษซ่อนอยู่ในกล่อง ส่วนหนึ่งมีข้อความว่า “หากท่านได้มีโอกาสซื้อของสิ่งนี้ โปรดช่วยส่งจดหมายฉบับนี้ไปยังองค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชนโลก…ผลิตภัณฑ์นี้ผลิตโดยหน่วยที่ 8 ค่ายแรงงานมาซานเจี๋ย เมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน……คนที่นี่ต้องทำงานถึงวันละ 15 ชั่วโมงต่อวันโดยไม่มีวันหยุด ไม่เช่นนั้นก็จะถูกทรมานด้วยการทุบตี และได้รับค่าตอบแทนเพียง 10 หยวน (50 บาท) ต่อเดือนเท่านั้น…”

นักโทษเหล่านี้ มักจะเป็นนักโทษคดีเล็กน้อย หรือนักโทษทางการเมือง ซึ่งแม้ว่าจะมีการสอบสวนถึงต้นตอจดหมาย โดยห้างสรรพสินค้าผู้จำหน่ายสินค้าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หลายครั้งก็มักจะไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ค้นพบจดหมาย ด้วยเกรงที่จะมีการสืบค้นจนเจอตัวผู้เขียนจริงๆ (ซึ่งเคยมีกรณีเกิดขึ้นแล้ว) และอาจนำอันตรายถึงชีวิตไปยังคนเหล่านี้ได้

นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการใช้แรงงานอย่างไม่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น (ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลกลางมิได้มีส่วนรู้เห็นด้วย) โดยร่วมมือกับนักธุรกิจที่เห็นแก่ได้ เพื่อให้ตนสามารถรับผลิตสินค้าได้ในราคาที่ถูกลงไปอีก และช่วยให้บริษัทผู้ผลิตแข่งขันได้มากขึ้นในตลาดส่งออกทั่วโลก

เดิมเราในฐานะผู้บริโภคสินค้า หรือแม้กระทั่งในฐานะผู้ลงทุน ดูจะห่างไกลจากความใส่ใจกับการข่มเหงรังแกเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ เหตุผลหนึ่ง ก็คือ เพราะเราไม่เคยรู้ถึงกระบวนการผลิต หรือแม้จะรู้อยู่บ้างแต่ก็รู้สึกว่ากระบวนการผลิตนั้นเป็นเรื่องของผู้ผลิตและไม่เกี่ยวกับเรา และยิ่งอาจเป็นการดีเสียอีกในสายตานักลงทุนบางคนที่บริษัทที่ลงทุนสามารถสร้างผลประกอบการที่ดียิ่งๆขึ้นจากการเอารัดเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

นักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนสถาบัน จึงถือว่าเป็นผู้มีบทบาทหลักในห่วงโซ่ของการลงทุน ที่จะร่วมกันเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนให้บริษัทที่ระดมทุนนั้น ปฏิบัติตนในเรื่องต่างๆให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนของคนในสังคมร่วมกันได้

หากทุกคนช่วยกันคนละไม้ละมือ ไม่เพิกเฉย เชื่อว่าลูกหลานเราจะมีโอกาสอยู่ในสังคมที่น่าอยู่ยิ่งขึ้นได้ในที่สุด

Posted by darabusp at 10:30 AM in ETF

ท่องเที่ยว คือ การลงทุน

     วันหยุดสงกรานต์นี้เป็นโอกาสให้หลายท่านได้กลับไปเยี่ยมบ้าน เคารพผู้เฒ่าผู้แก่ในท้องถิ่น และอีกหลายท่านได้มีโอกาสท่องเที่ยวในที่ต่างๆทั้งในและต่างประเทศ

หากพิจารณาในแง่ของการลงทุนแล้ว นอกเหนือจากการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก ตราสารหนี้ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ ฯลฯ การศึกษาก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่สำคัญอย่างหนึ่ง เพราะเป็นการลงทุนที่ก่อให้เกิดประโยชน์งอกเงย ทำให้ผู้มีการศึกษานั้นสามารถประกอบอาชีพที่สร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัวได้

คำว่าการศึกษานี้มิได้จำกัดอยู่แต่กับการเรียนในสถานศึกษาที่เป็นรูปแบบเฉพาะเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงประสบการณ์ชีวิตด้วย การท่องเที่ยวจึงเป็นการลงทุนประเภทหนึ่งที่เปิดโลกทัศน์ให้กับตนเองได้

ในอดีตนั้นเรามักจะเห็นตัวอย่างของคหบดีไทยผู้มีความรู้หลายท่านนั้นเติบโตมาจากครอบครัวที่ยากจน แต่มีโอกาสศึกษาหาความรู้จากการเดินทางไปยังที่ต่างๆ บางท่านก็เป็นเพียงเด็กในเรือเดินทะเล ซึ่งเดินทางตามมิชชันนารีไปยังดินแดนตะวันตก ได้มีโอกาสได้รับความรู้และวิทยาการต่างๆผ่านการเดินทางและแวะพักแรมตามเมืองท่าทางการค้าที่สำคัญในหลายประเทศ จนสามารถนำเอาความรู้และประสบการณ์ที่ได้มาก่อร่างสร้างตัวจนกลายเป็นผู้ที่มีฐานะ ได้รับความนับหน้าถือตาจนกลายเป็นตระกูลใหญ่ในปัจจุบัน

นับเป็นความโชคดีของคนสมัยนี้ที่ต้นทุนในการเดินทางไปที่ต่างๆ ถูกลงมากและสะดวกกว่าในอดีต นอกเหนือจากการเดินทางโดยรถทัวร์ รถไฟแล้ว ยังมีสายการบินต้นทุนต่ำให้บริการในเกือบทุกเส้นทางที่สำคัญทั้งในและต่างประเทศ

ในส่วนที่พักนั้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะมีแต่โรงแรมซึ่งมีมาตรฐานตามดาวที่กำหนดไว้ และต้องพัก 2 หรือ 3 คนต่อหนึ่งห้องเท่านั้น และในหลายที่ที่ห่างไกลก็อาจไม่มีโรงแรมให้พักเลยก็เป็นได้ แต่ปัจจุบันการเกิดขึ้นของบูทีคโฮเต็ล และการให้บริการเฉพาะเตียงพัก (ไม่ใช่ทั้งห้อง) ที่สะอาด สะดวกสบาย ปลอดภัย (แยกห้องหญิง ชาย และห้องรวมจากกัน) รวมทั้งมีห้องน้ำรวมที่สะอาดสะอ้าน และมากพอแก่การใช้บริการ มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เช่าใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นล็อคเกอร์ให้เช่า ผ้าเช็ดตัว หรือมีบริการไกด์ทัวร์ในท้องถิ่น เป็นต้น โดยในเมืองไทยตามแหล่งท่องเที่ยวก็มีบริการประเภทนี้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

ภาษาซึ่งเดิมเคยเป็นอุปสรรคสำหรับการเดินทางไปยังประเทศอื่นๆ ก็ถูกเอาชนะได้ด้วยเทคโนโลยี แอพลิเคชั่นแปลภาษา หรือที่เรียกกันว่า กูเกิลทรานสเลท สามารถทำหน้าที่อย่างดีในการแปลคำถามหรือบทสนทนาพื้นฐานได้ โดยไม่ต้องควักโพยมาคุยกันเหมือนแต่ก่อน โดยบางครั้งคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ การไปประเทศที่ไม่พูดภาษาอังกฤษเลย อาจจะยิ่งสบายกว่าไปประเทศที่พูดภาษาอังกฤษได้ด้วยซ้ำ เพราะคนท้องถิ่นมักจะมีความอดทนและเข้าอกเข้าใจคนที่พูดไม่ได้เหมือนกันมากกว่า

แหล่งข้อมูลเพื่อเตรียมการเดินทางก็มีมากมายในอินเทอร์เน็ต ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สำหรับคนที่ไม่ชำนาญด้านภาษา ก็เป็นโอกาสที่จะใช้ความพากเพียรฝึกฝนด้านภาษา ส่งผลให้รู้ศัพท์ภาษาอื่นๆเพิ่มขึ้น และยิ่งทำบ่อยๆเข้าก็จะก่อให้เกิดความชำนาญอันจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองในระยะยาว

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์จากการท่องเที่ยว ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถทำได้โดยมีทางเลือกที่ต้นทุนไม่แพงนัก โดยยิ่งหากเป็นการเดินทางด้วยตนเอง (ไม่ได้ไปกับกรุ๊ปทัวร์จากประเทศไทย ซึ่งจะมีคนดูแลและเตรียมการให้อย่างดีตั้งแต่ต้นจนจบ) ก็จะทำให้เราต้องทำการบ้านล่วงหน้า ถือเป็นการฝึกฝนขัดเกลาตนเองให้เป็นผู้มีความรับผิดชอบอีกด้วย

แล้ววันนี้คุณได้เริ่ม "ลงทุน" แล้วหรือยัง?

Posted by darabusp at 10:23 AM in ETF

ทำไมจึงต้อง CLMV

     กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม นับเป็นหนึ่งในตลาดชายขอบ (Frontier Market) ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมาระยะหนึ่งแล้ว โดยมีเวียดนามชูธงก่อนล่วงหน้ามากว่าทศวรรษ

ปัจจุบันแม้ว่าประเทศที่เปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนได้อย่างแท้จริงในกลุ่ม CLMV จะมีเพียงเวียดนามเท่านั้น ส่วนกัมพูชาและลาวยังคงมีจำนวนบริษัทจดทะเบียนที่ค่อนข้างจำกัด ในขณะที่พม่าก็ยังไม่อนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนโดยตรงในตลาดได้ แต่เหตุใดนักลงทุนจึงเตรียมความพร้อมเพื่อลงทุนในตลาดหุ้นเหล่านี้เป็นการล่วงหน้า

ความโดดเด่นของกลุ่ม CLMV นั้นเริ่มตั้งแต่การเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงโดยพม่า ลาว และกัมพูชา มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจนับตั้งแต่ปี 2011 – 2015 อยู่ที่ประมาณ 7% ต่อปี ในขณะที่เวียดนามอยู่ที่ประมาณ 6% ต่อปี โดยมีคาดการณ์การขยายตัวในอนาคตที่อยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับที่ผ่านมา และด้วยจำนวนประชากรรวมเกือบ 180 ล้านคน ซึ่งมีอายุเฉลี่ยเพียง 19 – 28 ปีเท่านั้น กลุ่มประเทศเหล่านี้จึงมีแรงงานในวัยทำงานเป็นจำนวนมาก ต่างจากประเทศที่พัฒนามาก่อนหน้าอย่างญี่ปุ่น จีน และไทยที่ล้วนประสบปัญหาประชากรสูงวัยที่มีสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ

นอกเหนือจากการมีประชากรวัยทำงานเป็นจำนวนมากแล้ว หากพิจารณาประเทศที่มีประชากรจำนวนมากอย่างเวียดนามและพม่าจะพบว่าเป็นประเทศที่มีคุณภาพด้านการศึกษาดีมากเมื่อเทียบกับระดับการพัฒนาของประเทศ โดยพม่านั้นแม้จะผ่านมรสุมการเมืองและความยากแค้นยาวนานกว่า 50 ปี แต่ระดับการอ่านออกเขียนได้ของคนพม่าโดยเฉลี่ยยังถือว่าอยู่ในระดับสูงถึง 89.5% (ไทย 96.7%) และหากได้มีโอกาสไปเยือนองค์กรต่างๆของพม่าจะพบว่ายังคงมีบุคลากรรุ่นเก่าที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญการใช้ภาษาอังกฤษอันเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคมที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่เหลืออยู่บ้าง และแม้ว่าคุณภาพทางการศึกษาโดยรวมจะถดถอยไปมากเมื่อเทียบกับยุครุ่งเรืองในอดีต แต่ด้วยนโยบายการเมืองและเศรษฐกิจที่เปิดกว้างมากยิ่งขึ้นเชื่อว่าจะช่วยให้การปรับตัวของพม่าเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้นได้ในอนาคต

ส่วนเวียดนามนั้น รัฐบาลเวียดนามลงทุนให้กับการศึกษาเป็นจำนวนมหาศาลถึง 21% ของงบประมาณทั้งหมด (ใกล้เคียงกับประเทศไทย) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย และหากยังจำกันได้ผลการวัด PISA ในปี 2015 ซึ่งเป็นโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งมีประเทศเข้าร่วมโครงการมากกว่า 70 ประเทศ พบว่านักเรียนเวียดนามโดยเฉลี่ยมีผลการสอบด้านวิทยาศาสตร์เป็นอันดับ 8 และด้านวิทยาศาสตร์เป็นอันดับที่ 22 ของโลก เหนือกว่าประเทศพัฒนาแล้วเกือบทุกประเทศ (สหรัฐฯอยู่ในอันดับที่ 25 และ 40 ส่วนไทยอยู่ในอันดับที่ 54 ทั้งคู่) นอกจากนี้ ด้วยอุปนิสัยต่อสู้บากบั่น และมีวินัยส่งผลให้แรงงานเวียดนามมีคุณสมบัติที่ดึงดูดบริษัทชั้นนำของโลกให้ย้ายฐานการผลิตไปเป็นจำนวนมาก

นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว กลุ่ม CLMV ยังเป็นแหล่งรวมทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่าจำนวนมหาศาลที่ยังไม่ได้นำขึ้นมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็น แหล่งแร่ น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ ป่าไม้ และแหล่งพลังงานน้ำเพื่อการผลิตไฟฟ้า รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ทั้งด้านประวัติศาสตร์และธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นนครวัด นครธม ในกัมพูชา ทะเลเจดีย์แห่งอาณาจักรพุกามของพม่า (ยังไม่นับวัดวาอารามอีกเป็นจำนวนมาก) หรือเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี หนึ่งเดียวในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ในรัฐคะฉิ่นของพม่า เป็นต้น

ในด้านเขตแดนนั้น CLMV ถือเป็นประเทศหน้าด่านที่เชื่อมต่อไปยังตลาดการบริโภคที่ใหญ่ที่สุดตลาดหนึ่งของโลกอย่าง จีน และอินเดีย รวมถึงเป็นพื้นที่เชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์การค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดีย และทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นช่องทางการสัญจรทางการค้าที่สำคัญของโลก

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่นักลงทุนทั่วโลกต่างหันมาจับตามอง CLMV นี้เป็นตาเดียวกัน

Posted by darabusp at 10:14 AM in ETF

สะพานลงทุนสู่ CLMV

     "นโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า" ที่ประกาศไว้เมื่อ 4 สิงหาคม 2531 และการปรับนโยบายที่เป็นมิตรและเปิดกว้างต่อพม่า ของรัฐบาลภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางความสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจ ระหว่างพม่าและกลุ่มอินโดจีนที่มีกับประเทศไทย

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ แม้ว่าไทยในฐานะที่เป็นสะพานการลงทุนโดยตรงไปยังกลุ่ม CLMV ได้เริ่มเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร แต่สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นกลับเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น อันที่จริงแล้วประเทศในกลุ่ม CLMV เพิ่งเริ่มพัฒนาตลาดทุนมาไม่นานนัก โดยเวียดนามเริ่มเปิดให้มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรกในปี 2543 ลาวและกัมพูชาในปี 2554 พม่าในปี 2558 เทียบกับประเทศไทยที่เริ่มเปิดการซื้อขายตั้งแต่ปี 2518 หรือเกือบ 42 ปีมาแล้ว

สำหรับพม่าปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดเพียง 4 บริษัท และยังมิให้นักลงทุนต่างชาติลงทุนได้ โดยต้องรอการแก้ไขพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องเสียก่อน ในขณะที่กัมพูชามีบริษัทจดทะเบียน 4 บริษัท และลาวมี 5 บริษัท

เวียดนามนั้นนับว่ามีตลาดหลักทรัพย์ที่พัฒนามากที่สุดในกลุ่มประเทศเหล่านี้ โดยปัจจุบันมีตลาดหลักทรัพย์ 2 แห่งด้วยกัน ประกอบด้วย ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมิน (หุ้นธุรกิจขนาดใหญ่) และตลาดหลักทรัพย์ฮานอย (หุ้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) โดยมีบริษัทจดทะเบียน 687 บริษัท และมีมูลค่าตลาดรวมเพียงประมาณ 1 ใน 8 ของไทยเท่านั้น

ดังนั้น การที่คนไทยจะเข้าไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มประเทศเหล่านี้ อาจทำได้ผ่านการลงทุนโดยตรง (ไม่รวมพม่า ที่ยังลงทุนไม่ได้) ซึ่งมักจะต้องใช้เงินจำนวนมากพอ จึงจะคุ้มกับค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ รวมถึงต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการติดตามข้อมูลที่มากกว่าปกติ เนื่องจากต้องยอมรับว่าประเทศเหล่านี้ มีระดับการเปิดเผยข้อมูลที่จำกัด อีกทั้งเกณฑ์ธรรมาภิบาลที่ยังไม่เข้มงวดทัดเทียมกับประเทศพัฒนาแล้วที่เราเคยลงทุนกัน (และถึงแม้จะเทียบกับประเทศไทย ก็ยังห่างกันอยู่ค่อนข้างมาก)

สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมนั้น แม้แต่กองทุนรวมที่ลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน ก็มักจะไม่มีสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มประเทศเหล่านี้เลย หรือถ้าจะมี ก็มีเฉพาะเวียดนามเท่านั้น และมีน้ำหนักน้อยมากๆ (โดยทั่วไปมีไม่ถึง 5% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนโดยรวม ไม่นับรวมกองทุนประเภท Country Fund) เนื่องด้วยเหตุผลด้านขนาดและสภาพคล่องของบริษัท เมื่อเทียบกับบริษัทจดทะเบียนของประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียน

ดังนั้น หากผู้ลงทุนประสงค์ที่จะลงทุนในกลุ่มประเทศเหล่านี้จริงๆ ก็อาจต้องใช้วิธีลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจในประเทศเหล่านี้ แต่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ หรือฮ่องกง (ในลักษณะเดียวกันกับหุ้นอาลีบาบาของจีน ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค ในสหรัฐฯ) และอาจเลือกลงทุนในหุ้นของบริษัทไทย สิงคโปร์ ฯลฯ ที่มีรายได้จากการทำธุรกิจในประเทศเหล่านี้เป็นสัดส่วนสำคัญของรายได้รวมของบริษัทนั้นๆ เป็นต้น

โดยอาจพิจารณาข้อมูลในส่วนของหุ้นไทยจาก GMS Economic Exposure Universe โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่แสดงรายชื่อบริษัทจดทะเบียนไทยที่มีการลงทุนและ/หรือมีรายได้จากลูกค้าและ/หรือการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (ไม่รวมจีนตอนใต้) ซึ่งนับเป็นการลงทุนในลักษณะบริษัทตัวแทน (Proxy) ที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านการเปิดเผยข้อมูลและธรรมาภิบาลลงพอสมควร เมื่อเทียบกับการลงทุนในประเทศ CLMV โดยตรง เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกลต. ไทย อย่างเข้มงวดนั่นเอง

การลงทุนในหุ้นของกลุ่มประเทศ CLMV นี้ ถือเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะเติบโตร่วมไปกับตลาดทุนของประเทศเกิดใหม่เช่นเดียวกับการเริ่มต้นของตลาดเกิดใหม่ในอดีตอย่างจีน หรืออินเดีย ดังนั้น นักลงทุนจึงต้องพร้อมรับมือกับความผันผวนด้านราคา ความเสี่ยงทางการเมือง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการปรับตัวเชิงโครงสร้างที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

Posted by darabusp at 9:48 AM in ETF