Sunday, 12 June 2011

ตอนที่ 7 : กระจายความเสี่ยง Vs โฟกัส

« ตอนที่ 6 : สัมผัสเเห่งไมดาส Vs Trading | Main | ตอนที่ 8 : "Rouge Trader "ภาพยนตร์ที่นักลงทุนต้องไม่พลาด »
ในโลกของการเงิน เราจะได้ยินผู้คนมากมายพูดเรื่องของการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ว่าควรจะเเบ่งสัดส่วนการลงทุนเข้าสู่ส่วนต่างๆ ดังคำกล่าวที่ว่า "จงอย่าใส่ไข่ไว้ในตระกร้าเดียวกัน"ซึ่งผมจะลองสมมุติสถานการณ์เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพตาม ถ้าเรามีเงินลงทุน 1 ล้านบาท เราควรกระจายการลงทุน( Asset Allcoation) ไปยังตราสารต่างๆ โดยนาย ก. ได้เเบ่งสรรการลงทุนของเขาดังต่อไปนี้ ตราสารทุน หุ้น 50% กองทุนรวมตราสารหนี้ 30% กองทุนรวมต่างประเทศ 10% พันธบัตรัฐบาล 5% เงินสด 5%
ซึ่งฟังเเล้วดูเหมือนจะดี สมบูรณ์เเบบ เพราะถ้าหากตลาดหุ้นไม่ดี เขาก็ยังมีผลตอบเเทนจากการลงทุนอื่นๆมาชดเชย ผมก็รู้สึกว่ามันน่าจะดี ......เเต่ทำไม
1.นักลงทุนที่มีชื่อเสียงอย่าง วอเรนท์ บัพเฟตต์ กลับลงทุนในหุ้นถึงเกือบ 100% ของพอร์ต
2.ปรมาจารย์ด้านการลงทุนหุ้นคุณค่า อย่างดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ก็ลงทุนในหุ้นเกือบเต็มพอร์ต
3.จิม โรเจอร์ มือขวาของจอร์จ โซรอสที่ร่วมกันจัดตั้งกองทุน"ควอนตัมฟันด์" ก็ลงทุนในตลาดcomodities เเละหุ้นซะเกือบ 100%
4.สุดยอดนักลงทุน เเละเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่กลับไม่ได้นำหลักการนี้มาใช้กันเลย

จนในที่สุดผมก็เจอหนังสือเล่มนึง "The Zurich Axioms" ซึ่งเรียบเรียงเป็นภาษาไทย โดย ดร.ก้องเกียรติ โอภาศวงการ ได้ให้เหตุผลไว้ค่อนข้างดีทีเดียว โดยได้พูดถึงข้อเสีย 3 ข้อใหญ่ๆของการกระจายการลงทุนดังต่อไปนี้

1.การกระจายความเสี่ยงขัดกับหลักการที่ว่า เราควรลงทุนเพื่อผลลัพธ์ที่มีคุณค่าพอเท่านั้น นั่นหมายความว่า ถ้าเราตั้งต้นที่เงินทุนที่น้อยเเล้ว การกระจายความเสี่ยงก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูเเย่ลงกว่าเดิมอีก ยิ่งเรากระจายความเสี่ยงมากเพียงใด โอกาสที่เราจะได้กำไรเเบบเป็นกอบเป็นกำก็น้อยลงเพียงเท่านั้น จงเสี่ยงด้วยเงินลงทุนที่มีมากพอจะดีกว่า เเล้วเราอาจจะลงเอยด้วยผลลัพธ์ที่ดีก็เป็นได้

2.การกระจายความเสี่ยงทำให้ผลกำไรเเละขาดทุนของหลักทรัพย์เเต่ละตัวลบล้างกันไป ผลคือ....เราจบลงที่จุดเริ่มต้น เช่น เราเเบ่งเงิน 10 ล้านบาท ลงทุนในหุ้น 5 ล้าน พันธบัตรเเละทองคำ 5 ล้าน เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจเกิดรุ่งโรจน์ขึ้นมา ---> ความต้องการกู้เงินมีมากขึ้น ---> ดอกเบี้ยขยับตัวสูงขึ้น ทำให้
-พันธบัตรของเรามีมูลค่าลดลง
-บรรดาผู้ถือทองก็พากันเทขายเพื่อ ให้ได้เงินสดคืน ไปลงทุนหรือฝากธนาคารในอัตราดอกเบี้ยสูงๆ
-หุ้นราคาสูงขึ้น จากการที่เศรฐกิจรุ่งโรจน์
สรุปคือ ได้กำไรจากหุ้น 2 ล้านบาท เเต่ขาดทุนจากทองคำ & พันธบัตร 2 ล้านบาท = ไม่ได้อะไร

3.การกระจายความเสี่ยงทำให้เรากลายเป็นนักเล่นกลที่พยามจะโยนลูกบอลขึ้นไปในอากาศมากลูกเกินไปในเวลาเดียวกัน เช่น เราโยนบอลขึ้นไปในอากาศ 6 ลูกพร้อมกัน (เสมือนการกระจายการลงทุนในหุ้น 6 ตัว) อยู่ๆ ลูกบอลครึงหนึ่งทำท่าจะวิ่งเฉไปทางอื่น โอกาสที่เราจะเเก้ไขสถานการณ์คงเป็นไปได้ยาก เเละอาจจะทำให้ลูกบอลที่เหลือตกพื้นไปหมดด้วย
นักลงทุนบางคนใน wall Street เชื่อว่า "จงใส่ไข่ทั้งหมดของคุณลงในตระกร้าใบเดียวกัน จากนั้นให้คอยเฝ้าดูตระกร้าใบนั้นอย่างใกล้ชิด " ใครก็ตามที่พูดเเบบนี้ เเสดงว่าเค้าไม่ใช่ลูกศิษย์ของทฤษฎีการกระจายความเสี่ยง

สำหรับผมเเล้ว ผมเชื่อทฤษฎีของการโฟกัส เปรียบเสมือนการใช้พลังเลนนูนส์ของเเว่นขยาย ที่เราทดลองกันสมัยเด็กๆ เมื่อมีการรวมพลังงานกันที่มากพอ จะสามารถทำให้เกิดความร้อนเเละลุกไหม้ขึ้นมาได้ การโฟกัสในการลงทุน จะช่วยให้เราได้ผลตอบเเทนที่สูง ถ้าเราเข้าใจ เเละเชี่ยวชาญเครื่องมือที่เราลงทุนดีพอ ผมมีคำถามที่จะช่วยให้ท่านนักลงทุนเห็นภาพชัดเจนขึ้นไปอีก โดยถ้าเราสามารถเลือกเป็นบุคคลต่อไปนี้ได้ เพียงเเค่คนเดียว เราจะเลือกเป็นใคร............ ใน 10ปี ต่อจากนี้

1.สุดยอดนักลงทุนในหุ้น มีความเชี่ยวชาญสุดๆในเรื่องหุ้นเนื่องจากใช้เวลาฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมาถึง10 ปี เมื่อเวลาผ่านไป 10ปี เขาจึง รู้เรื่องการลงทุนในหุ้นเป็นอย่างดีติดอันดับมหาเศรษฐีหุ้นไทย เข้าใจงบการเงินทะลุปรุโปร่ง ทุกๆ วันนักลงทุนผู้นี้จะศึกษาเรื่องหุ้นก่อนเข้านอนวันละ 2 ชั่วโมงเพราะไม่ยอมหยุดพัฒนาความรู้ นอนหลับสบาย มีความสุขกับครอบครัว เเถมยังมีเวลาว่างๆ เเต่งหนังสือขายอีกด้วย
นักลงทุนผู้นี้ผมจำลองมาจากตัวเเบบของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร)

2.สุดยอดเทรดเดอร์ค่าเงินมีความเชี่ยวชาญสุดๆในเรื่องค่าเงินเนื่องจากใช้เวลาฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมาถึง10 ปี เมื่อเวลาผ่านไป 10ปี เขาจึงประสบความสำเร็จมีพอร์ตการลงทุนที่ใหญ่มหาศาล เคยสร้างรายได้สูงสุดคืนละ 3.5 ล้านบาทต่อคืน เทรดเดอร์ผู้นี้ยังคงใช้เวลาทำงานตอนกลางคืน 5 วันต่อสัปดาห์ ตั้งเเต่ 6 โมงเย็น ถึงเที่ยงคืนเพราะมีความสุขกับการเทรดมาก เสาร์-อาทิตย์ ไปเที่ยว เเละพักผ่อนกับครอบครัวเนื่องจากตลาดปิด ตอนกลางวันนั่งพักผ่อนเเละเล่นกับลูก
นักลงทุนผู้นี้ผมจำลองมาจากตัวเเบบของ ดาร์ วอง สุดยอดเทรดเดอร์ชาวฮ่องกง)

3.สุดยอดเทรดเดอร์ฟิวเจอร์ส -ออปชั่น มี ความเชี่ยวชาญสุดๆในเรื่องตราสารความเสี่ยงสูง เนื่องจากใช้เวลาฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมาถึง10 ปี เมื่อเวลาผ่านไป 10ปี เขาจึงประสบความสำเร็จพอร์ตเติบโตเกิน 1,000 ล้าน เเต่ก็ยังศึกษาต่อเนื่องนั่งศึกษากลยุทธ์ออปชั่นวันละ 5 ชั่วโมง เข้าเทรดเดือนละ 2-3 ครั้ง มีเวลาถ่ายทอดความรู้ให้กับนักลงทุนรุ่นใหม่ๆ อีกมากมาย หยุดพักผ่อนเพื่อท่องเที่ยวได้ เมื่ออยากไป
นักลงทุนผู้นี้ผมจำลองมาจากตัวเเบบของ ชาร์ค ฮิวส์ เเชมป์เทรด 6 สมัย)

4.สุดยอดนักลงทุนตามระบบ (System trader)มี ความเชี่ยวชาญสุดๆในเรื่อง System trading เนื่องจากใช้เวลาฝึกฝนอย่างต่อเนื่องมาถึง10 ปี ในการสร้าง ทดสอบ เเละแก้ไขระบบเทรด เมื่อเวลาผ่านไป 10ปี เขาจึง เช็คทุกวันก่อนตลาดปิดวันละ 10 นาที (ทำงานวันละ 10 นาที) ว่าระบบส่งสัญญาณซื้อ หรือขาย มีเวลาท่องเที่ยวต่างประเทศยาวๆ ต่อเนื่องกันปีนึง 2 ครั้งๆ ละ1 เดือน ตอนกลางวันทำสวน อยู่กับบ้านเเละเดินทางออกไปทำบุญสร้างพระ ปฏิบัติธรรมบ่อยๆ
นักลงทุนผู้นี้ผมจำลองมาจากตัวเเบบของ ลุงโฉลก สุดยอด System trader ชาวไทย)

5.นักลงทุนผู้เชียวชาญ มีความรู้ในการลงทุนในการลงทุนทุกตราสาร เเต่ไม่เชี่ยวชาญเชิงลึก รู้ว่าจะต้องลงทุนอะไรบ้าง เนื่องจากใช้เวลาเรียนรู้ในการเรื่องการจัดพอร์ต เเละการริหารความเสี่ยง นักลงทุนผู้นี้ อาจจะสำเร็จก็ได้ เเต่ยังไม่มีตัวเเบบปรากฎที่ชัดเจน
นักลงทุนผู้นี้ผมยังไม่มีตัวเเบบที่ประสบความสำเร็จ)

ที่ผมต้องการจะสื่อก็คือว่า นักลงทุนในข้อ 1-4 ที่กล่าวมานั้น ล้วนใช้กลยุทธ์การโฟกัส ไปยังเครื่องมือที่เขาสนใจเพียงเครื่องมือเดียวเท่านั้น ศึกษาอย่างต่อเนื่อง ฝึกซ้อม ฝึกซ้อม เเละก็ฝึกซ้อม จนมีความเชี่ยวชาญ จนในที่สุดผลลัพธ์ก็ปรากฏขึ้น ถ้าหากเรามีเวลาอีก 10 ปีในการที่พัฒนาไปสู่ความเชี่ยวชาญได้เพียงด้านเดียว เราจะเลือกตัวเเบบใด..........
Posted by Tradetory at 10:38 AM in Uncategorized

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: สมหวัง พูลสมบัติ at Mon, 27 Jun 10:00 AM

ท่องจำกันมากับการลงทุนในสมัยก่อน ที่ว่า อายุมากแล้วลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่สูงๆเป็นความเสี่ยงมาก
-แต่ผลการศึกษากันมานานแล้วว่า การลงทุนในหลักทรัพย์ด้วยการอิงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ในระยะยาว ให้ผลตอบแทนสูงสุด เมื่อทยอยลงทุนเป็นระยะเวลายาวนานรายเดือนทุกๆเดือนแบบDCA Dollar Cost Average ดงนั้นเมื่อเราลงทุนในกองทุนที่อิงดัชนี SET50 แล้ว เมื่อลงทุนทุกๆเดือนต่อเนื่องกันไป ระยะยาว จะได้ผลตอบแทนสูงสุด ชนะ ดบ.เงินฝาก เงินเฟื้อ พันธบัตรเสมอ
-ถ้าเริ่มต้นทำงาน ลงทุนในกองทุนอิงดัชนีแล้ว แม้จะเป็นจำนวนเงินน้อยๆ ในระยะยาวก็จะสะสมและชนะ ดบ.ธนาคารได้ เช่น ลงทุนในกองทุนTMBAMSET50 และ TMBAMJUMBO25 ทยอยลงทุนไปเรื่อยๆทุกๆเดือน ผลตอบแทนก็น่าพอใจ
-ถ้าอายุมาก แต่ก็ยังไม่สาย เมื่อทยอยลงทุนในกองทุนเชิงรับอิงดัชนีที่กล่าวมาแล้ว เอาเงินก้อน มาแบ่งทยอยลงทุนรายวัน เป็นเวลา 10 ปี ก็ประมาณว่าจะครบCycle ซึ่งก็ยังได้กำไรในระยะยาว เวลาจะใช้เงิน ก็ทยอยไถ่ถอนออกไปเท่าที่ต้องการใช้ ไม่หวั่นไหวไปกับตลาด
-เช่น มีเงินเก็บฝากประจำอยู่ 1 ล้านบาท เราก็แบ่งลงทุน ปีละ 1 แสนบาทเป็นเวลา 10 ปี แล้วแบ่งลงทุนรายวัน วันละ 400 บาททุกๆวัน ผมยังเชื่อว่าระยะยาวก็ยังมีวันใดวันหนึ่งชนะดบ.เงินฝากได้งดงาม

Comment: Harlembeats at Sat, 2 Jul 11:35 PM

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ อ่านแล้วเห็นภาพดีมาก

Comment: ช้างน้อย at Fri, 8 Jul 10:07 AM

ขอบคุณ สำหรับ บทความ แล้ว แนวความคิดดีๆครับ

Comment: ทีป at Sat, 16 Jul 5:53 AM

เป็นข้อมูลที่ดีมากครับ ส่วนตัวเห็นว่า นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ ในการลงทุน ไม่ได้ใช้ทฤษฎีกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เพราะเขามีความรู้ก้านการลงทุนอย่างถึงแก่น และมั่นใจกับหุ้นตัวนั้นมากๆ แต่ผมยังเชื่อวา ยังมีนักลงทุนอีกมาก ที่
ลงทุนโดยม่ได้กระจายความเสียง และล้มเหลวกับการลงทุน แต่ไม่มีใครรู้ สำหรับนักลงทุนรายย่อยเช่นผมและนักลงทุนส่วนใหญ่ ยังคงต้องกระจายความเสี่ยงอยู่ เป็นเรื่องที่น่ากระทำอย่างยิ่ง จนกระทั่งมีความรู้มาก ๆ อาจจะเป็นเวลา 10 ปี ในการศึกษาค้นคว้า ตามบทความ แล้วจึงค่อยกล้าทีจะไม่ต้องกระจายความเสียง

Comment: วีนัส at Tue, 19 Jul 5:14 PM

อยากเป็นนักลงทุนแบบ system trade จัง แต่ยังมีความรู้ไม่เพียงพอ และจะต้องใช้ทักษะในการฝึกฝนอะไรบ้างนะ ใครรู้ช่วยบอกที

Comment: วีนัส at Thu, 21 Jul 9:30 AM

อยากเป็นนักลงทุนแบบ system trader ต้องใช้เวลาฝึกฝนถึง 10 ปี เลยหรือ? มีทางลัดที่ใช้เวลาน้อยกว่านั้นหรือไม่

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« June »
SunMonTueWedThuFriSat
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930