<?xml version="1.0"?>
<!-- name="generator" content="blojsom v3.2" -->
<rss version="2.0" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/">
    <channel>
        <title>1001ii</title>
        <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii</link>
        <description>.</description>
        <language>en</language>
        <image>
            <url>http://portal.settrade.com/favicon.ico</url>
            <title>1001ii</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii</link>
        </image>
        <docs>http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss</docs>
		<generator>blojsom v3.2</generator>
		<managingEditor>webmaster@settrade.com</managingEditor>
		<webMaster>webmaster@settrade.com</webMaster>
		<pubDate>Tue, 9 Mar 2010 05:28:37 +0700</pubDate>

                        <item>
            <title>0135: Dickson G. Watts</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2010/03/09/806</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผมได้อ่านหนังสือโบราณเล่มหนึ่ง ซึ่งเขียนโดย Dickson G.Watts นักเก็งกำไรในตลาด New York Cotton Exchange เมื่อ 85 ปีที่แล้ว ท่านผู้นี้ร่ำรวยขึ้นมาจากมือเปล่าด้วยการเป็นนักเก็งกำไรราคาฝ้าย และในวัยสูงอายุได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานของ NYCE ในระหว่างปี 1878 - 1880 อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้หายสาบสูญไปนาน แต่มันกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งเมื่อ Edwin Lefevre ผู้เขียนหนังสือชื่อ Reminiscences of a Stock Operator ซึ่งเป็นชีวประวัติของ Jesse Livermore นักเก็งกำไรผู้โด่งดังในช่วงปี 1900-1930&amp;nbsp;กล่าวถึงกฏของ Watts ไว้ในหนังสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่มีขนาดเล็กมาก มันมีกฏทองของการเก็งกำไรเพียงไม่กี่ข้อ ซึ่งเป็นการสรุปจากประสบการณ์การเก็งกำไรทั้งชีวิตของผู้เขียน ผมเห็นว่ามันมีประสบการณ์ที่ทรงคุณค่า ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเวลาในการเรียนรู้เกี่ยวกับตลาดหุ้นของเราได้ โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมเองด้วย&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มันเป็นหลักสำหรับการเก็งกำไรเป็นหลัก ต้องระวังเวลานำไปใช้กับการลงทุน&amp;nbsp;เพราะแม้ว่าจะใช้ได้บ้างในบางส่วน แต่ไม่ว่าทั้งหมด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;กฏของ Watts มีทั้งหมด 10 ข้อ 4 ข้อแรก เป็นกฏที่เป็นจริงเสมอ (Laws Absolute) &lt;br /&gt;อีก 6 ข้อหลังเป็นกฏที่โดยปกติให้ยึดถือเอาไว้ แต่ในบางสถานการณ์ก็สามารถยืดหยุ่นได้ (Rules Conditional) ผมขออนุญาตเริ่มจาก Rule Conditional ทั้ง 6 ข้อก่อน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0000cc&quot;&gt;&lt;strong&gt;Rule Conditional #1 : การซื้อเฉลี่ย &amp;quot;ขาขึ้น&amp;quot; ดีกว่าการซื้อเฉลี่ย &amp;quot;ขาลง&amp;quot;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ธรรมเนียมทั่วไปนิยมเชื่อว่าการเฉลี่ยขาลงดีกว่าเพราะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยลดลงเรื่อยๆ แม้ว่าสี่ในห้าครั้งที่เฉลี่ยขาลง ราคาหุ้นจะพลิกกลับขึ้นมา ทำให้มีกำไรได้ แต่จะมีอีกหนึ่งในห้าครั้งที่ ราคาหุ้นลงแบบถาวรไม่กลับขึ้นมาอีกเลยตลอดไป ซึ่งจะนำไปสู่การขาดทุนมหาศาลได้&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0000cc&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;div class=&quot;quote&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0000cc&quot;&gt;&lt;strong&gt;Rule Conditional #2 ตลาดโวลุ่มหาย แนวต้านไม่แข็งแรง คือตลาดที่ควรจะขาย&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;เพราะตลาดเช่นนี้มักจะพัฒนาไปสู่ตลาดขาลง แต่เมื่อไรก็ตามที่ตลาดเช่นนี้ได้ผ่านไปสู่ภาวะที่มีโวลุ่มหนาแน่นและเป็นขาลงแล้วต่อด้วยแรงขายแบบตื่นตระหนกเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาที่ควรจะซื้อมากๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางตรงกันข้ามตลาดที่โวลุ่มหายแต่แนวต้านมั่นคงมักจะพัฒนาไปสู่ตลาดที่มีโวลุ่มหนาแน่นและมีฐานที่แข็งแรง หลังจากนั้นถ้าตลาดกลายเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ตื่นเต้น ก็ควรจะขายออกมาอย่างมั่นใจ&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;quote&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;font color=&quot;#0000cc&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;quote&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0000cc&quot;&gt;&lt;strong&gt;Rule Conditional #3&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในการสร้างมุมมองเกี่ยวกับตลาด ปัจจัยด้านความน่าจะเป็นจะละเลยไม่ได้ จงคิดถึงความน่าจะเป็นเสมอ นโปเลียนวางแผนการรบจะเผื่อกรณีสุดวิสัยเอาไว้เสมอ อุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นมาทำลายหรือหักล้างการคิดคำนวณที่ดีที่สุดได้ การคิดคำนวณจึงต้องรวมสิ่งที่คาดไม่ได้เอาไว้เสมอ คนที่คิดคำนวณความน่าจะเป็นไว้ด้วยคือยอดคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จงสร้างมุมมองจากข้อมูลต่างๆ เช่น สภาวะของประเทศ ผลผลิตทางการเกษตร ตัวเลขการผลิต ฯลฯ สถิติเก่าๆ นั้นเป็นสิ่งที่มีค่า แต่จะต้องไม่มีอิทธิพลเหนือข้อมูลในการสร้างมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ข้างหน้า คนที่ยึดติดกับสถิติเก่าๆ มากเกินไปจะหลงทาง เคนนิ่งกล่าวว่า &amp;quot;there is nothing so fallacious as facts, except figures.&amp;quot; &lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#0000cc&quot;&gt;ดังนั้น จึงควรเริ่มซื้อแต่น้อย เมื่อราคาหุ้นไต่ระดับขึ้นก็ค่อยๆ ซื้อเพิ่มอย่างเฝ้าระวัง เมื่อไรที่ราคาหุ้นปรับฐานลงจนชนต้นทุนเฉลี่ยเมื่อไรก็ควรขายหนีทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุน ถ้าทำเช่นนี้ตลอด จะมีบางครั้งที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปอย่างมากทำให้ได้กำไรมหาศาลในครั้งนั้น กลยุทธ์นี้มีความเสี่ยงต่ำ และเมื่อใดก็ตามที่สำเร็จจะได้กำไรสูง ควรใช้กลยุทธ์ซื้อเฉลี่ยขาขึ้นเมื่อคาดว่าตลาดกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและในจังหวะที่คุณมีเงินทุนพอเพียงที่จะทำเช่นนั้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;div class=&quot;quote&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0000cc&quot;&gt;&lt;strong&gt;Rule Conditional #4&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ในสถานการณ์ทั่วไป คำแนะนำของเราคือการซื้อในครั้งเดียวให้ได้จำนวนที่เหมาะสมกับทุนที่มีอยู่ไปเลย การ Cut loss หรือการ Take Profit ก็ให้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ หลักก็คือ Stop lossess and let profits run. ถ้าหากกำไรขนาดเล็กเรา Take ได้ ขาดทุนขนาดเล็ก เราก็ต้องกล้า Take ด้วย การขาดความกล้าที่จะขาดทุนขนาดเล็กและการรีบร้อนเกินไปที่จะ Take Profit คือหายนะ มันทำให้เสียงานมามากแล้ว&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;quote&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0000cc&quot;&gt;&lt;strong&gt;Rule Conditional #5&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การซื้อขาลงต้องอาศัยกระเป๋าเงินที่ลึกและจิตใจที่มั่นคง บ่อยครั้งที่ความหายนะมาเยือนผู้ที่มีทั้งสองสิ่ง ยิ่งจิตใจมั่นคง โอกาสที่จะถือหุ้นไว้นานเกินไปยิ่งมาก อย่างไรก็ดี มีคนจำพวกหนึ่ง ที่ประสบความสำเร็จในการซื้อขาลงแล้วถือไว้เฉยๆ พวกนี้ซื้อทีละน้อย เข้าอย่างรอบคอบ และถือเอาไว้นานๆ พวกเขาเป็นคนที่ไม่รู้สึกถูกรบกวนใจเพราะความผันผวนของราคา พวกเขาเป็นนักตัดสินใจซึ่งซื้อในยามที่ตลาดแย่มากๆ แล้วถือไว้จนธุรกิจพลิกฟื้นตัวได้ แบบนี้เป็นการลงทุนไม่ใช่การเก็งกำไร&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;&lt;font color=&quot;#0000cc&quot;&gt;&lt;strong&gt;Rule Conditional #6&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ความเห็นของตลาดนั้นจะละเลยไปเลยไม่ได้ เมื่อเกิดกระแสการเก็งกำไร เราควรเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด หลักก็คือ ตัดสินใจอย่างรอบคอบตลาดกระแสตลาด ถ้าจะสวนตลาดก็ให้ทำอย่างกล้าหาญ การแห่ตามตลาดแม้ว่าทุกอย่างจะดูดีนั้นเป็นเรื่องที่อันตราย เมื่อทิศทางพลิกกลับเราจะลำบาก นักเก็งกำไรตระหนักดีถึงอันตรายของ &amp;quot;การมีเพื่อนมากเกินไป&amp;quot; ในขณะเดียวกันก็ต้องรอบคอบอย่างยิ่งในการสวนตลาด ตลาดมีชีพจรที่นักเก็งกำไรควรวางมือของตนไว้บนข้อมือของตลาดแบบเดียวกับแพทย์ ชีพจรนี้คือสิ่งที่จะบ่งบอกเราว่าควรทำเช่นไรและเมื่อใด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class=&quot;quote&quot;&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คราวนี้ ขอกล่าวถึง Law Absolute ที่เหลืออีก 4 ข้อ ของ Dicksons G.Watts บ้าง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class=&quot;quote&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000099&quot;&gt;&lt;strong&gt;Law Absolute 1: Never Overtrade&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การเปิดสถานะโดยมิประเมินทุนที่มีอยู่นำมาซึ่งหายนะ ความผันผวนที่รุนแรงจะปั่นหัวของนักลงทุนทำให้การตัดสินใจผิดพลาดไปหมด&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;quote&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000099&quot;&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;quote&quot;&gt;&lt;div class=&quot;quote&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000099&quot;&gt;&lt;strong&gt;Law Absolute #2 : Never &amp;quot;Double Up&amp;quot;&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ห้ามกลับสถานะทีเดียวทั้งหมดในทันที &lt;/strong&gt;ตัวอย่างเช่น กำลัง long อยู่ ห้ามขายทิ้งหมดแล้วเปลี่ยนมา short ทันทีในปริมาณที่เท่ากัน ในบางครั้งการทำเช่นนี้อาจประสบความสำเร็จแต่นับว่าอันตราย หากตลาดพลิกกลับมาขึ้นต่อ ใจกลับไปเก็งทิศทางเดิม นักเก็งกำไรจะทิ้ง short แล้วหันมา long ใหม่อีกครั้ง ถ้าหากว่าหนนี้ผิดพลาด ความปั่นป่วนในใจจะเกิดขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นเมื่อต้องการกลับทิศทางควรทำทีละน้อยอย่างระมัดระวัง ทั้งหมดก็เพื่อรักษาความสามารถในการตัดสินใจของเราให้ปลอดโปร่งอยู่เสมอ สร้างสมดุลของจิตใจ&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;quote&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;quote&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000099&quot;&gt;&lt;strong&gt;Law Absolute #3 : Run Quickly or Not at All &lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ลงมือจัดการทันทีที่เห็นอันตรายเริ่มเคลือบคลานเข้ามาเป็นครั้งแรก แต่หากพลาดที่จะลงมือแต่เนิ่นๆ จนกระทั้งคนอื่นในตลาดเห็นอันตรายนั้นกันหมดแล้วก็จงอยู่เฉยๆ เหมือนเดิม หรือมิฉะนั้นก็ปิดสถานะเพียงแค่บางส่วน&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;br /&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000099&quot;&gt;&lt;strong&gt;Law Absolute #4: เมื่อลังเล ลดสถานะ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;หากรู้สึกใจคอไม่ดีกับสถานะที่เปิดอยู่ หรือสถานะใหญ่เกินกว่าที่จะรู้สึกปลอดภัย ชายคนหนึ่งบอกชายอีกคนหนึ่งว่าเขานอนไม่หลับเลยเพราะสถานะของเขา ชายอีกคนตอบง่ายๆ ว่า &amp;quot;Sell down to a sleeping point.&amp;quot;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class=&quot;quote&quot;&gt;ผมเห็นว่า กฏของ Watts นั้นมีอะไรที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดเยอะ หลายอย่างเกิดจากประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ทำให้มือใหม่อาจยังเข้าใจไม่ได้ในทันที&amp;nbsp;ลองค่อยๆ อ่านทำความเข้าใจไปเรื่อยๆ จะได้หลักการอะไรดีๆ หลายอย่างมาปรับใช้ให้เราอยู่ในตลาดได้อย่างคนฉลาดมากขึ้นครับ &lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;div class=&quot;quote&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;/font&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2010/03/09/806</guid>
			<pubDate>Tue, 9 Mar 2010 05:28:37 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2010/03/09/806</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2010/03/09/806?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0134: Anchoring</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2010/02/11/784</link>
            <description>&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในการทดลองหนึ่งที่ให้กลุ่มตัวอย่างแย่งกันประมูลไวน์ขวดหนึ่ง&amp;nbsp;ในใบเขียนราคา ให้กลุ่มตัวอย่างเขียนเลขสองหลักสุดท้ายของหมายเลขบัตรประกันสังคมของตัวเองก่อน จากนั้นจึงค่อยกรอกราคาที่ต้องการซื้อไวน์ขวดนั้น ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่มีเลขสองหลักสุดท้ายอยู่ระหว่าง 50-99 จะเสนอราคาสูงกว่ากลุ่มคนที่มีเลขสองหลักสุดท้ายระหว่าง 00-49 อย่างน้อย 60%&amp;nbsp;โดยเฉลี่ยซึ่งเป็นเรื่องที่ประหลาด เพราะเลขบัตรประกันสังคมไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรเลยกับการตีราคาไวน์ของแต่ละคน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การทดลองนี้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องอย่างหนึ่งในการตัดสินใจของมนุษย์ที่เรียกว่า Anchoring เวลาที่เราต้องตัดสินใจอะไรอย่างหนึ่งที่เรามีความรู้ความเชี่ยวชาญน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตีมูลค่าสินทรัพย์ เช่น ไวน์ เป็นต้น&amp;nbsp;สมองของเราจะพยายามหาอะไรสักอย่างหนึ่งเป็นจุดอ้างอิง (Anchor)&amp;nbsp;เพื่อช่วยให้ตอบคำถามนั้นให้ได้ ทั้งที่สิ่งนั้นอาจเกี่ยวข้องอยู่บ้างหรือไม่เกี่ยวข้องเลยก็ได้ &amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;พวกนายหน้าอสังหาริมทรัพย์รู้จักจุดบกพร่องนี้ดี เวลาพวกเขาต้องการจะขายบ้านหลังหนึ่งให้ได้ในราคาดี&amp;nbsp;เทคนิคของพวกเขาคือจะพาลูกค้า(เหยื่อ)ไปดูบ้านหลังอื่นก่อนที่แย่กว่าแต่ตั้งราคาไว้แพงมากสักสองสามหลัง จากนั้นจึงค่อยพาลูกค้าไปดูบ้านหลังที่อยากขาย แล้วเสนอราคาขายที่สูง แต่เป็นราคาที่คุ้มกว่าราคาของบ้านหลังแรกๆ (Anchor) เป็นอย่างมาก วิธีนี้ช่วยจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าราคานั้นเป็น Good Deal ได้มากกว่าการพาลูกค้าไปดูบ้านหลังนั้นแค่หลังเดียว แล้วเสนอราคาเดียวกันนั้นให้กับลูกค้า &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เป็นเรื่องยากมากที่คนทั่วไปจะตีราคาบ้านหลังหนึ่งได้อย่างถูกต้อง คนทั่วไปจึงต้องหาอะไรสักอย่างเป็น Anchor การพาลูกค้าไปดูบ้านที่ทั้งห่วยและแพงกว่าก่อน เป็นการสร้าง Anchor ให้กับลูกค้า (ในทางที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ขาย)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผมว่า Anchoring เป็นปรากฏการณ์ที่มีผลอย่างมากต่อความคิดของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เหมือนกัน อันที่จริง การตีมูลค่าที่เหมาะสมของสินทรัพย์อย่างธุรกิจหรือหุ้นนั้นยากยิ่งกว่าอสังหาริมทรัพย์เสียอีก นักลงทุนจึงยิ่งต้องหา Anchor ในการอ้างอิง และ&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผมสังเกตว่า Anchor ส่วนใหญ่ของนักลงทุนก็คือ &amp;quot;ราคาหุ้นในช่วงล่าสุดที่ผ่านมา&amp;quot; นั่นเอง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หุ้นตัวหนึ่งที่ราคาแกว่งตัวอยู่ในช่วงที่แคบมาก เช่น 10.0-10.3 บาท มาเป็นเวลานานเช่นหกเดือน ถ้าวันหนึ่งมันมีราคากระชากขึ้นไป 11 บาททันทีในวันเดียว&amp;nbsp;ปฏิกิริยาแรกของเราก็คือ เราจะไม่กล้าซื้อที่ราคา 11 บาท เพราะเราจะรู้สึกว่ามันแพง&amp;nbsp;(เคยซื้อกันได้ที่ 10&amp;nbsp;บาท จะซื้อที่ 11 บาททำไมกัน)&amp;nbsp;ความที่เราไม่มองไม่ออกว่ามูลค่าที่เหมาะสมของธุรกิจควรเป็นเท่าไร&amp;nbsp;เราจึงใช้ราคาปัจจุบันเป็นจุดอ้างอิงโดยไม่รู้ตัว&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หลังจากวันนั้นถ้าราคายังไม่หยุดทะยานต่อ&amp;nbsp;12&amp;nbsp;13 14 15 16 อย่างรวดเร็วภายในเวลาแค่สองสัปดาห์ ตอนนี้ไม่เพียงแต่เราเองจะไม่กล้าซื้อแต่เราจะเริ่มรู้สึกโกรธตลาดหุ้นด้วย&amp;nbsp;เราจะคิดในใจว่า ทำไมในตลาดหุ้นถึงได้มีแต่คนที่ชอบเก็งกำไรเต็มไปหมด ซื้อกันเข้าไปได้ยังไงที่ราคา 16 บาท&amp;nbsp;ฟองสบู่แล้ว แล้วหลังจากนั้นหุ้นตัวนั้นก็ทะยานขึ้นต่อไปอีกเป็น 25 บาท (ซึ่งคุณก็ไม่ซื้ออยู่ดี) &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่หลังจากนั้นสักพัก ถ้าหุ้นตัวนั้นสามารถยืนอยู่แถว 25 บาทได้ เช่น แกว่งอยู่ระหว่าง 24-26 บาทเป็นเวลานานมากเช่น 6 เดือน จนความฮือฮาเริ่มหายไปกลายเป็นความเคยชินเข้ามาแทนที่&amp;nbsp;ตอนนี้เราจะค่อยๆ ลืมความเห็นของตัวเองที่เคยคิดว่า หุ้นตัวนั้นแพงมากที่ราคา 11 บาท แต่อาจเปลี่ยนมาบอกตัวเองว่า แหม ถ้าหุ้นตัวนี้ลงมาเหลือสัก 20 หรือ&amp;nbsp;21 บาทได้ในเร็วๆ นี้&amp;nbsp;เราจะขอช้อนซื้อซะหน่อย นั่นก็เป็นเพราะว่า เมื่อเวลาผ่านไป ได้สักพักหนึ่ง คุณได้ปรับ Anchor ของคุณใหม่แล้ว จาก 11 บาท กลายเป็น 25 บาทนั่นเอง คุณจึงรู้สึกว่าราคาที่ 20 บาทเป็นราคาที่ไม่แพง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บ่อยครั้งเมื่อดัชนีตกแรงๆ ในวันเดียวเช่น 5%&amp;nbsp;คนจำนวนมากจะเกิดความรู้สึกว่าหุ้นถูกมากเสมอ แม้ว่าดัชนีในตอนนั้นจะสูงมากแค่ไหนก็ตาม&amp;nbsp;แม้แต่ 1700 จุด ถ้าตกวันเดียวเหลือแค่ 1600 จุด ความรู้สึกว่าหุ้นถูกมากจะเกิดขึ้นทันที&amp;nbsp;ตามเว็บบอร์ดหุ้นต่างๆ จะมีคนออกมาโพสต์ว่าโอ้โหหุ้นถูกมากๆๆๆๆ&amp;nbsp;แล้วกรูเข้าไปเก็บกันใหญ่&amp;nbsp;แต่ในความเป็นจริง เวลาที่ตลาดหุ้นจะตกลง 30% นั้น มันจะเริ่มต้นจากการตก 5% ก่อนเสมอ ถ้าเราชอบรู้สึกว่าหุ้นถูกทุกครั้งที่หุ้นตก 5% ในวันเดียว เราจะกลายเป็นคนหนึ่งในคนที่ขาดทุนหนักเสมอในการ Crash ทุกครั้ง ในทางตรงกันข้าม ถ้า SET&amp;nbsp;อยู่ที่ 200&amp;nbsp;จุด&amp;nbsp;แล้วกลายเป็น 250 จุดในเวลาแค่สองวัน ความรู้สึกว่าหุ้นแพงมากก็จะมาทันทีด้วย (อันนี้ไม่เกี่ยวกับว่า จริงๆ แล้ว SET ในเวลานั้นๆ ควรมีราคาเหมาะสมเป็นเท่าไร เพราะไม่ว่าจะเป็นเท่าไร ความรู้สึกนี้ก็จะเกิดขึ้นเสมอ) สมัยก่อนนี้ หุ้น ITV ซึ่งลงมาเรื่อยๆ จาก 30 บาทเหลือแค่ไม่กี่สตางค์นั้น ตลอดทางที่มันลงมา 30&amp;gt;25&amp;gt;16&amp;gt;10&amp;gt;6&amp;gt;2&amp;gt;0.5 จน worthless ในที่สุดนั้น วันที่มันตกแรงๆ มากเป็นพิเศษทุกวันจะมีคนออกมาพูดว่า มันถูกมากๆ&amp;nbsp;ไม่ว่าวันนั้นจะอยู่ที่ราคาเท่าไรก็ตาม&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คนที่เล่นหุ้นโดยวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อหามูลค่าหุ้นที่เหมาะสมก็ไม่ได้แปลว่าจะรอดจากอิทธิพลของ Anchoring เสมอไป&amp;nbsp;Anchoring คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เวลาเราวัดมูลค่าหุ้นเสร็จแล้ว หากพบว่าค่าที่ได้ต่างจากราคาหุ้นในปัจจุบันอย่างมากมาย เราจะเกิดความไม่แน่ใจ และกลับไปแก้ไขสมมติฐานต่างๆ ใหม่ เพราะเกิดความรู้สึกว่าเราคิดผิดรึเปล่า คนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ ไม่ต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก็ได้ เพราะทำไปก็ไม่มีประโยชน์&amp;nbsp;เพราะเมื่อใดที่เขาเจอหุ้นที่วัดมูลค่าได้ต่ำกว่าราคาตลาดมากๆ เขาก็ไม่กล้าซื้ออยู่ดีเพราะไม่กล้าเชื่อการวิเคราะห์ของตัวเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในตลาดมีหุ้นจำนวนนับไม่ถ้วนที่ทุกวันนี้มันมีราคาสูงกว่าตอน IPO เมื่อหลายสิบปีก่อนหลายๆ เท่าตัว และไม่เคยลดลงไปเท่ากับ IPO เลย แม้ตลาดหุ้นจะตกแรงแค่ไหน นั่นแสดงว่า&amp;nbsp;บริษัทที่มีธุรกิจที่ดีมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง ในระยะยาวราคาหุ้นก็สามารถขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ได้&amp;nbsp;ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร&amp;nbsp;แล้วทำไมเราจึงคิดว่า หุ้นแพงเกินไปเสมอเมื่อหุ้นนั้นมีราคาต่างจากที่มันเคยเป็น&amp;nbsp;ที่จริงแล้วราคาหุ้นมันก็เคลื่อนไหวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ตามปัจจัยใหม่ๆ ที่เข้ามากระทบมัน&amp;nbsp;มันไม่เคยสนใจหรือจำได้หรอกว่ามันเคยอยู่ที่ราคาเท่าไรมาก่อน เราเองต่างหากที่ไปคิดว่าราคาหุ้นที่มีเหตุผลจะต้องเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับค่าเดิมเท่านั้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คนที่ลงทุนด้วยวิธีปัจจัยพื้นฐานควรสังเกตตัวเองดูว่า เราติดกับ Anchoring อยู่รึเปล่า&amp;nbsp;ราคาตลาดในปัจจุบันมีอิทธิพลต่อความคิดเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมของเราหรือไม่ บางคนมักรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าหุ้นแทบทุกตัวในตลาดตอนนี้ ถูกลงได้อีกสัก 10% จะน่าซื้อทั้งนั้น แล้วพอดัชนีขยับขึ้นไปอีก 10% ก็เปลี่ยนมารู้สึกว่า หุ้นทุกตัวแพงไป 10% อีก ถ้าตกลงมาอีก 10% ค่อยซื้อ แบบนี้ไปเรื่อยๆ เช่นนี้น่าสงสัยได้เลยว่า คุณกำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ Anchoring อยู่&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คนที่เป็นอิสระจาก Anchoring ได้ ณ เวลาหนึ่งๆ ต้องมองเห็นหุ้นแต่ละตัวถูกหรือแพงไม่เหมือนกัน เช่น เขาอาจมองว่าหุ้น ABC ต่อให้ลงมาอีก&amp;nbsp;80% ก็ยังแพงอยู่ ส่วนหุ้น DEF ถ้าลงมาอีกแค่ 10% ก็ซื้อได้แล้ว ในขณะที่หุ้น GHI ต่อให้แพงกว่านี้อีก 30% ก็ยังซื้อได้ เป็นต้น เพราะนั่นแสดงว่า ความเห็นของเขาเกี่ยวกับมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นแต่ละตัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาตลาดในปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/font&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2010/02/11/784</guid>
			<pubDate>Thu, 11 Feb 2010 09:20:55 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2010/02/11/784</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2010/02/11/784?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0133: Recency Bias</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2010/01/17/738</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สมองของมนุษย์มีจุดอ่อนอยู่อย่างหนึ่ง (ที่จริง มีหลายอย่าง) คือ เรามีแนวโน้มจะให้น้ำหนักกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ มากกว่าเรื่องอื่นๆ (Recency Bias)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเพิ่งมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ หมาดๆ มีตึกถล่ม มีคนเสียชีวิตมากมาย หลังจากนั้น&amp;nbsp;ยอดผู้ซื้อประกันภัยอาคารจากแผ่นดินไหวมักจะสูงขึ้นอย่างมาก พอผ่านไปสัก 2 เดือนก็จะค่อยๆ ลดลงจนเท่ากับระดับปกติ ทั้งที่ Probability ที่จะเกิดแผ่นดินไหวของเมืองหนึ่งๆ มีค่าเท่าเดิมเสมอไม่ว่าจะเป็นช่วงหลังเกิดแ่ผ่นดินไหวใหม่ๆ หรือในช่วงเวลาปกติ (ไม่นับพวก Aftershock ซึ่งถือเป็นครั้งเดียวกัน) เรามักกลัวแผ่นดินไหวมากกว่าปกติในช่วงที่แผ่นดินไหวเพิ่งจะเกิดไปหมาดๆ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เวลามีข่าวเครื่องบินตกใหม่ๆ การเดินทางด้วยเครื่องบินมักจะลดลงอย่างมาก แต่หลังจากข่าวเริ่มเงียบหายไป ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม เวลามีข่าวผับไฟไหม้มีคนตายเพียบ คนเที่ยวผับก็จะน้อยลงไปสองอาทิตย์ จากนั้นก็กลับไปเหมือนเดิมอีก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;พวกนักการเมืองรู้จัก Recency Bias เป็นอย่างดี เวลาใกล้จะเลือกตั้งใหม่ พวกเขาก็จะทำตัวขยันเป็นพิเศษ เพราะรู้ดีว่า ประชาชนจะจำแต่สิ่งที่พวกเขาทำในช่วงใกล้โค้งสุดท้ายมากที่สุด ถ้านักการเมืองคนไหนพลาดท่าเสียที มีข่าวฉาวเพียงหนเดียว ในช่วงใกล้เลือกตั้ง ความดีทั้งหมดที่มีมากกว่าที่เคยทำมาอดีตจะแทบไม่มีผลอะไรเลย เพราะโดนข่าวล่าสุด กลบผลของมันไปจนหมด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;นักลงทุนในตลาดหุ้นก็มีลักษณะเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน ในช่วงหลังจากเกิดวิกฤตตลาดหุ้นใหม่ๆ นักลงทุนมักจะกลัววิกฤตมากเป็นพิเศษ ตลาดหุ้นจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกเขา&amp;nbsp;ไม่ว่าหุ้นจะถูกแค่ไหนหรือเศรษฐกิจจะดีขึ้นอย่างไร นักลงทุนจะยังไม่กล้าซื้อหุ้นอยู่ดี ต่อเมื่อเวลาผ่านไปอีกนานๆ ความกลัวเหล่านั้นก็จะเริ่มจางหายไปเอง ทั้งที่จริงๆ แล้ว เราควรทำตรงข้าม กล่าวคือ&amp;nbsp;หลังตลาดหุ้นเกิดวิกฤตใหม่ๆ เราไม่ควรจะกลัวที่จะซื้อหุ้นแต่เป็นเวลาที่เราควรจะกล้าซื้อหุ้นมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เวลาหุ้นพื้นฐานดีๆ บางตัวมีข่าวร้ายมากระทบ ความรู้สึกของเราเกี่ยวกับพื้นฐานโดยรวมของหุ้นตัวมักแย่ลงไปด้วย&amp;nbsp;เราจะเริ่มไม่ค่อยแน่ใจกับปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นที่เราเคยเชื่อว่าดีจนทำให้เราตัดสินใจลงทุน&amp;nbsp;ทั้งที่เราก็รู้ดีว่าข่าวร้ายเหล่านั้นจะไม่ได้ติดตัวหุ้นนั้นไปแบบถาวร แต่เีราอดไม่ได้ที่จะให้น้ำหนักข่าวร้ายนั้น มากกว่าสิ่งดีๆ ทั้งหมดของหุ้นตัวนั้นที่เคยเป็นมาตลอดและยังไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะข่าวร้ายนั้นเลยแม้แต่น้อย &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ความยากของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ เรามักไม่รู้ตัวว่าเรากำลังลำเอียงอยู่ เพราะเวลาที่เราลำเอียง เรามักใช้อารมณ์ของเราฟันธงไปก่อน แล้วสมองของเราจึงค่อยหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจของเรานั้น เราจึงมักรู้สึกว่าเรากำลังใช้เหตุผลอยู่&amp;nbsp;เวลาที่เราลำเอียง ที่จริงแล้ว เหตุผลเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่สมองของเราคัดเลือกมาเพื่อสนับสนุนอารมณ์ของเราเท่านั้นโดยคัดกรองเหตุผลอื่นๆ ที่ขัดแย้งออกไป เราจึงไม่รู้ตัวว่าเราลำเอียง ใครก็ตามที่มีสติรู้ทันจิตใจของตัวเองได้ดีกว่าคนอื่น คนนั้นจะสามารถเล่นหุ้นได้ดีกว่าคนอื่น ทั้งที่ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายเลย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Recency Bias เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนมักขายหุ้นในเวลาที่ไม่ควรขายที่สุด และไม่ยอมซื้อหุ้นในเวลาที่ควรซื้อหุ้นมากที่สุดด้วย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2010/01/17/738</guid>
			<pubDate>Sun, 17 Jan 2010 14:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2010/01/17/738</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2010/01/17/738?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0132: ตำนานปูน</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/12/14/699</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หลายท่านน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวการลงทุนหุ้นปูนซิเมนต์ไทยของคุณวิกรม เกษมวุฒิ กันมาบ้าง ผมว่าเรื่องนี้สามารถเป็นตำนานในตลาดหุ้นไทยได้เลยทีเดียว&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในวันแรกที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดเมื่อ 34&amp;nbsp;ปีที่แล้ว คุณวิกรมนำเงินจำนวน 16,700 บาท ไปซื้อหุ้นปูนซิเมนต์ไทยจำนวน 100 หุ้น&amp;nbsp;แล้วนั่งทับใบหุ้นเอาไว้ อีกสามสิบเอ็ดปีต่อมา ปูนซิเมนต์ไทยแตกพาร์ไปทั้งหมดสองครั้ง ทำให้ 100 หุ้นของคุณวิกรมกลายเป็น 1 หมื่นหุ้น&amp;nbsp;หุ้นจำนวนนั้นจึงมีมูลค่า 2,340,000 บาท (234 บาทต่อหุ้น ข้อมูล ณ ปี&amp;nbsp;2549)&amp;nbsp;หรือเพิ่มขึ้นมา 140 เท่าตัว นี่ยังไม่รวมเงินปันผลที่คุณวิกรมได้รับมาระหว่างทางตลอด 31 ปีเป็นเงินอีก 7.4 แสนบาท กลายเป็นเงินรวมทั้งสิ้น&amp;nbsp;3.08 ล้านบาทเข้าไปแล้ว&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าหากคิดว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยปีละ 5% เงินจำนวน 16,700 บาทเมื่อ 31 ปีก่อน ก็คงมีค่าประมาณ 75,000 บาทของเงินสมัยนีหรือเท่ากับเงินเดือนประมาณ 3-4 เดือนเท่านั้น&amp;nbsp;นั่นก็หมายความว่า เงินเดือนแค่ 3-4 เดือนเมื่อ 30 ปีที่แล้วของคุณวิกรมสามารถทำงานได้มากกว่าหลายๆ คนที่ทำงานหาเงินตลอดชีวิต 30 ปี &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ทำงานตลอดชีวิตแล้วยังเก็บเงินไม่ได้ถึง&amp;nbsp;3 ล้านบาทเลย&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คุณวิกรมเพียงแค่กลั้นใจไม่เอาเงินเดือนสักสามเดือนมาใช้ แต่นำเงินก้อนนี้ไปซื้อหุ้นเก็บไว้เฉยๆ&amp;nbsp;100 หุ้น&amp;nbsp;แค่เนี่ย&amp;nbsp;ไม่ต้องออกแรงอะไรเลย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บางคนอาจแย้งว่า หุ้นในตลาดมีตั้งมากมาย แล้วจะรู้ได้ไงว่าต้องซื้อหุ้นปูน ถ้าซื้อหุ้นตัวอื่นไปอาจจะเจ๊งไปกับวิกฤตต้มยำกุ้งแล้วก็ได้ แต่ถ้าไปดูข้อมูลจะเห็นได้ว่า ในวันที่เปิดตลาดหลักทรัพย์เมื่อ 34 ปีก่อน มีหุ้นในตลาดแค่ 8 ตัวเท่านั้น สมมติว่า คุณไม่รู้อะไรเลย จึงใช้เงิน 16,700 บาทของคุณ แบ่งซื้อไปหมดทั้ง 8 ตัวเท่ากัน&amp;nbsp;แล้วสมมติว่า อีก 7 ตัวที่เหลือเจ๊งหมด คุณก็ยังได้ผลตอบแทนจากหุ้นปูน&amp;nbsp;3.85 แสนบาท&amp;nbsp;จากเงินลงทุน 16,700 บาท หรือยังกำไรอยู่ถึง 23 เท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งในความเป็นจริง หุ้นทั้ง 8 ตัว ในปัจจุบันเหลือแค่ 4 ตัว คือ SCC, BBL, BJC และ DTC ซึ่ง BBL ก็ให้กำไรถึง 20 เท่า ส่วน BJC และ DTC ให้กำไรถึง 10 เท่า &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ดังนั้นต่อให้ไม่รู้ว่าต้องเป็นหุ้นปูนใหญ่ เรื่องราวนี้ก็ยังเป็นตำนานที่น่าทึ่งอยู่ดี &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แล้วทำไมคุณจะไม่ลอง Bet อะไรอย่างนี้กับการลงทุนในหุ้นระยะยาวๆ ดูบ้าง&amp;nbsp;แค่ลองนำเงินเก็บเท่ากับเงินเดือนสัก 3-4 เดือนไปซื้อหุ้นอะไรก็ได้ที่คุณคิดว่ามีความมั่นคงในระดับเดียวกับ SCC ไว้&amp;nbsp;สัก 4-5 ตัว แล้วสัญญากับตัวเองว่า จะไม่ขายเลยตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เหมือนซึ้อทิ้ง&amp;nbsp;&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;แกล้งสมมติว่า คุณบังเอิญทำเงินเดือน 3 เดือนนี้หายไป&lt;/font&gt; การ Bet อย่างนี้ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไรเลย&amp;nbsp;แต่ถ้าหากมัน &amp;quot;ใช่&amp;quot; ขึ้นมา ผลตอบแทนของมันจะคุ้มเกินคุ้มเลยทีเดียว และการเจียดเงินเล็กๆ ส่วนหนึ่งมาทำแบบนี้ ก็ไม่ได้แปลว่า คุณจะต้องเลิกเก็งกำไรตามแบบที่คุณชอบทำอยู่ พอร์ตหลักของคุณจะลงทุนยังไงก็ลงทุนต่อไปเหมือนเดิม ไม่ได้มีผลกระทบอะไร&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อีกทั้งมันยังเป็นหลักประกันด้วยว่า ถ้าพอร์ตเก็งกำไร ซึ่งเป็นพอร์ตหลักของคุณ ซึ่งคุณใช้เงินจำนวนมากกว่า เพราะคุณหวังกับมันว่า มันจะทำให้คุณกลายเป็นเศรษฐีได้ในเวลาแค่สองสามปี&amp;nbsp;แต่มันเกิดเจ๊งขึ้นมา ทำให้คุณหมดตัว อย่างน้อยคุณก็ยังคงมีตรงนี้เป็นที่พึ่งพาได้อยู่&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สาเหตุที่ที่ผ่านมาเรื่องนี้ไม่ค่อย &amp;quot;โดน&amp;quot; ใจนักลงทุนไทยมากนัก ผมว่าน่าจะเป็นเพราะ วิธีนี้เป็นการถือหุ้นยาว คำว่า ถือหุ้นยาว ทุกวันนี้เป็นคำที่ค่อนข้างแสลงในความรู้สึกของนักลงทุนไทยส่วนใหญ่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่ถ้าเป็นการพิจารณาโดยเปรียบเทียบ Upside/Downside ด้วย ผมดูแล้วยังไงๆ วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่คุ้มเหลือคุ้มที่ทุกคนจะลองทำดูไว้สักหนึ่งครั้งในชีวิตครับ&amp;nbsp;เพราะแม้จะเป็น small probability of very large gain แต่ต้นทุนในการทดลองมันต่ำมากครับ&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/12/14/699</guid>
			<pubDate>Mon, 14 Dec 2009 12:01:52 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/12/14/699</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/12/14/699?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>Social Enterprise Business Plan Competition</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/11/27/704</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ขออนุญาตโพสต์ข่าวฝากประชาสัมพันธ์ ใครที่สนใจไปฟังฟรีได้ครับ (ผมก็ไปฟังด้วย)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;&lt;p&gt;&lt;strong&gt;&lt;img src=&quot;http://1001ii.files.wordpress.com/2009/11/sebp_poster-final.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;212&quot; height=&quot;300&quot; /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;strong&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี &amp;nbsp; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &lt;/strong&gt;&amp;nbsp; และ &lt;strong&gt;บริติช เคานซิล &lt;/strong&gt;โดยความร่วมมือของเครือข่าย TYPN สถาบัน Change Fusion และสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp; เตรียมจัดงานแถลงข่าว &lt;strong&gt;&amp;ldquo; โครงการประกวดแผนธุรกิจกิจการเพื่อสังคม &amp;rdquo; &lt;/strong&gt;หรือ &lt;strong&gt;Social Enterprise Business Plan Competition &lt;/strong&gt;ขึ้น ในวันอังคาร ที่ 1 ธันวาคม 2552 เวลา 13.00 &amp;ndash; 16.30 น.ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรชัย ชั้น 3 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (รายละเอียดดังเอกสารแนบ) &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในงานนี้ นอกจากจะเป็นการเปิดตัวโครงการฯแล้ว ยังมีช่วงโชว์เคสของ Social Enterprise ต้นแบบ 4 กรณีศึกษาที่น่าสนใจ ซึ่ง &lt;span style=&quot;text-decoration: underline&quot;&gt;คาดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านที่จะเรียนรู้งานกิจการเพื่อสังคม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจตามแนวคิด &lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;text-decoration: underline&quot;&gt;Triple Bottom Line ดังที่กรุงเทพธุรกิจเคยเปิดประเด็นการสัมมนาไว้ในงาน Thailand Tomorrow เมื่อเร็วๆ นี้ &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ &amp;nbsp; หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการตอบรับจากท่านเข้าร่วมงาน สามารถสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ &amp;nbsp; &lt;strong&gt;&lt;a href=&quot;https://mail.google.com/a/dekisugi.net/h/1vdmppo20lrkk/?v=b&amp;amp;cs=wh&amp;amp;to=suree_s@nationgroup.com&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#0b76ae&quot;&gt;suree_s@nationgroup.com &lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;/strong&gt;&amp;nbsp; หรือโทรศัพท์ &lt;strong&gt;087-075-9338 &lt;/strong&gt;&lt;strong&gt;, 087-511-3381 , 02-338-3384 &lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 &amp;nbsp; โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/11/27/704</guid>
			<pubDate>Fri, 27 Nov 2009 20:24:52 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/11/27/704</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/11/27/704?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0130: กลยุทธ์ของเฮดจ์ฟันด์</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/11/24/635</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ทุกวันนี้ถ้าไม่นับ กองทุนบริหารความมั่งคั่งแห่งรัฐฯ และกองทุนบำเหน็จบำนาญต่างๆ แล้ว &amp;quot;ขาใหญ่&amp;quot; ของตลาดทุนโลกอันดับถัดมาคงหนีไม่พ้น พวกเฮดจ์ฟันด์ ต่างๆ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เฮดจ์ฟันด์&amp;nbsp;ตามความหมายดั่งเดิม คือ กองทุนที่ลงทุนด้วยการเสาะหาช่องว่างในการทำกำไรที่ปราศจากความเสี่ยง&amp;nbsp;(Riskless) ถ้าจะยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คงหนีไม่พ้น วิธีของกองทุน Long-term Capital Managment&amp;nbsp;ที่อื้อฉาวในอดีต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในทางทฤษฏี พันธบัตรรัฐบาลสองตัวที่มีอายุเท่ากันจ่ายดอกเบี้ยเท่ากันจะต้องมีราคาเท่ากันด้วย แต่ในความเป็นจริงอาจมีราคาต่างกันเพราะสภาพคล่องของตลาดในช่วงสั้นที่ไม่สมบูรณ์แบบ&amp;nbsp;LTCM ใช้วิธียืมพันธบัตรรัฐบาลจากกองทุนอื่นที่มีราคาตลาดสูงกว่ามาขาย แล้วเอาเงินที่ได้มาซื้อพันธบัตรตัวที่ถูกกว่ามาถือไว้แทน&amp;nbsp;การถือไว้ทั้ง&amp;nbsp;short และ long position ในราคาที่ต่างกันเล็กน้อยเช่นนี้ จะทำให้เกิดกำไรเป็นจำนวนเท่ากับส่วนต่างของราคา เมื่อใดก็ตามที่ส่วนต่างของราคาในตลาดบีบเข้าหากัน ก็จะเกิด net gain ขนาดเล็กๆ ขึ้น เป็นโอกาสให้ LTCM ล้างสถานะทั้งหมดเพื่อทำกำไรได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การลงทุนด้วยวิธีนี้มีความเสี่ยงต่ำมาก เนื่องจากโอกาสที่ราคาพันธบัตรทั้งสองจะหนีออกจากกันมากๆ (เกิด net loss) มีน้อยมาก ต่อให้เกิดขึ้นจริง ก็ไม่น่ากลัว เพราะสามารถถือต่อไปแล้วรอให้พันธบัตรทั้งสองตัวหมดอายุก็ได้ ราคาจะกลับมาเท่ากันเอง และพันธบัตรก็เป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงยิ่ง&amp;nbsp;การลงทุนด้วยวิธีนี้จึงมีลักษณะคล้ายกับ &amp;quot;โอกาสที่ไม่มีความเสี่ยง&amp;quot;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แม้ว่า net gain ที่มีโอกาสเกิดขึ้นจะมีขนาดเล็กมากๆ เพราะผลต่างของราคาพันธบัตรสองตัวที่เหมือนกันคงต่างกันไม่ได้มากนัก แต่ LTCM ก็ทำกำไรด้วยวิธีการนี้ได้อย่างมหาศาล เพราะไม่ได้ใช้เงินของตัวเอง&amp;nbsp;LTCM เพียงแต่ขอยืมพันธบัตรของคนอื่นมาขาย แล้วเอาเงินก้อนนั้นแหละมาซื้อพันธบัตรอีกตัวหนึ่ง&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง LTCM จะต้องถือเงินส่วนตัวไว้จำนวนหนึ่งด้วย เพื่อให้เจ้าของพันธบัตรเชื่อเครดิต เงินจำนวนนี้จึงเป็นส่วนทุนที่แท้จริงของ LTCM ซึ่งก็น้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดพันธบัตรที่ยืมมาหลายสิบเท่าตัว ฉะนั้น แม้ net gain จะแคบมาก แต่ LTCM ก็ได้กำไรหลายสิบเท่าตัวเมื่อเทียบกับทุนที่ใช้ ตลาดพันธบัตรเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มหึมาและมีสภาพคล่องสูง LTCM จึงสามารถเพิ่ม position ได้โดยไม่จำกัด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่สุดท้ายแล้ว&amp;nbsp;LTCM ก็ยังเจ๊งได้ยังไงนั้น ทุกท่านสามารถหาหนังสืออ่านได้ทั่วไป แต่ประเด็นที่ผมอยากจะเขียนถึงในบทความนี้คือ&amp;nbsp;กลยุทธ์ในการลดความเสี่ยงของพวกเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าเรียนรู้ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;กลยุทธ์ลดความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งของพวกเฮดจ์ฟันด์ ที่จะขอยกมาเขียนถึงเป็นตัวอย่างเรียกว่า&amp;nbsp;market neutral strategy กลยุทธ์นี้มีแนวคิดว่า บ่อยครั้งที่เราค้นพบหุ้นตัวหนึ่ง ที่มีสตอรี่ที่ดีมาก ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสที่จะขยับขึ้นได้ในอนาคต แต่พอเราลงทุนไป ปรากฏว่า ภาวะตลาดเกิดเลวร้ายลง ทำให้แม้หุ้นที่เราลงทุนจะมีสตอรี่ที่ดี แต่ก็ฝืนภาวะตลาดไม่ไหว ทำให้ต้องขาดทุนอยู่ดี ภาวะตลาดจึงเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ที่สำคัญสำหรับการลงทุนแบบ bottom up&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะตลาด (Market Risk) ลง แทนที่จะซื้อหุ้นตัวนั้นเฉยๆ&amp;nbsp;ก็ให้ short index ไปพร้อมกันด้วย&amp;nbsp;ถ้าหากเกิดโชคร้ายตลาดลงแรง&amp;nbsp;แต่ถ้าเราคิดได้ถูกต้องเกี่ยวกับสตอรี่ของหุ้นตัวนั้น แม้หุ้นจะลงด้วยตามภาวะตลาด แต่เนื่องจากมันลงน้อยกว่าตลาด เพราะมีสตอรี่ที่ดีของตัวเองช่วยเอาไว้ เมื่อ net กับ short index position แล้ว เราจึงยังคงได้กำไรอยู่ แม้ตลาดจะลง&amp;nbsp;วิธีจึงช่วยให้เราลงทุนแบบ bottom up ได้โดยไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร เพราะตราบได้ที่หุ้นของเรา&amp;nbsp;outperform&amp;nbsp;ตลาด เราจะยังได้กำไรเสมอ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม market&amp;nbsp;neutral strategy ไม่ถือว่าเป็น riskless opportunity อย่างแท้จริง เพราะหลักทรัพย์ที่&amp;nbsp;long&amp;nbsp;กับที่ short นั้นไม่ได้เหมือนกันทุกประการเหมือนอย่างในกรณีของ LTCM วิธีนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงลงได้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด บางกองทุนจึงเพียงแต่&amp;nbsp;short index ไว้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เช่น&amp;nbsp;เท่ากับ 30% ของหุ้นที่ซื้อ แทนที่จะ&amp;nbsp;short เต็มทั้งจำนวน เพราะการลดความเสี่ยงของตลาดลงส่วนหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับเต็มอัตรา&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อีกกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจของพวกเฮดจ์ฟันด์มีชื่อว่า 130/30 กลยุทธ์นี้มาจากแนวคิดที่ว่า บางครั้งตลาดอยู่ในภาวะฟองสบู่ หุ้นส่วนใหญ๋ในตลาดแพงหมด ถ้าเรามีนโยบายลงทุน 100% ของพอร์ตตลอดเวลา ก็เท่ากับเป็นการบังคับให้เราต้องถือหุ้นบางตัว ทั้งที่เราคิดว่ามันแพงมากแล้ว ดังนั้น แทนที่เราจะซื้อหุ้นอย่างเดียว 100% ของพอร์ต เราเปลี่ยนมาเป็นการซื้อหุ้นในตลาดที่เราคิดว่าถูก 130% ของพอร์ต (ยืมมาร์จิ้นมา) และ short หุ้นในตลาดที่เราคิดว่าแพงอีก 30% แบบนี้ net position ของเราก็ยังคงเท่ากับ 100% อยู่ เช่นเดิม แต่แทนที่เราจะต้องฝืนใจถือหุ้นแพงเข้าพอร์ตทั้งหมด เราหาผลตอบแทนด้วยการ short หุ้นที่แพงไปได้ด้วยอีกส่วนหนึ่ง ในระยะยาวน่าจะทำผลตอบแทนได้สูงกว่า&amp;nbsp;การซื้ออย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ตลาดหุ้นแพงเรื้อรัง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของพวกเฮดจ์ฟันด์ที่มีอยู่อย่างมากมายในปัจจุบัน แต่ละกลยุทธ์ก็แสนพิสดารสุดที่จะคิดกันขึ้นมาได้&amp;nbsp;สมัยนี้เฮดจ์ฟันด์หลายกองก็ไม่ได้มีกลยุทธ์มุ่งลดความเสี่ยงตามนิยามที่ดั่งเดิมอีกต่อไปแล้วด้วย&amp;nbsp;(วิธีอะไรก็ได้ที่คิดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินของนักลงทุนได้เป็นใช้ได้) &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การเรียนรู้วิธีการใหม่ๆ ของพวกเฮดจ์ฟันด์นั้น ช่วยทำให้เห็นว่าโลกนี้ยังมีวิธีการลงทุนแบบอื่นๆ อยู่อีกมากมาย&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ผมคงไม่แนะนำให้นักลงทุนหน้าใหม่เลียนแบบวิธีการของเฮดจ์ฟันด์ แม้ว่าบางหลายวิธีจะดูมีเหตุผลดีทีเดียว แต่การทำธุรกรรม short นั้นต้องการวินัยอย่างสูง&amp;nbsp;บางครั้งวิธีการดี แต่จิตใจยังไม่หนักแน่นพอ ก็พลาดได้ง่ายๆ &amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผมเชื่อว่า ทุกวันนี้การที่ตลาดทุนโลกเต็มไปด้วยเฮดจ์ฟันด์ ทำให้ราคาหุ้นขึ้นอยู่กับนโยบายการเงินของรัฐฯ มากกว่าปัจจัยพื้นฐานของตัวหุ้นเข้าไปทุกที เพราะกลยุทธ์ส่วนใหญ่ของเฮดจ์ฟันทำกำไรจาก noise จึงสามารถทำกำไรได้เสมอโดยไม่ต้องสนใจว่าหุ้นที่ซื้อจะแพงหรือไม่เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน&amp;nbsp;ดังนั้นเวลาที่เฟดใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เฮดจ์ฟันด์ก็จะหาทุนได้มากขึ้น ก็จะนำมาสร้าง position ในตลาดหุ้นมากขึ้นทันที โดยไม่เกี่ยวกับ outlook&amp;nbsp;ของหุ้น&amp;nbsp;และเมื่อเฟดใช้นโยบายการเงินตึงตัวก็จะให้ผลตรงกันข้าม เงินที่ไหลเข้าออกจากตลาดหุ้นจึงเป็นไปตามภาวะตลาดเงินมากกว่าจะเป็นไปตามตามความคิดของนักลงทุนเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของตัวหุ้นในขณะนั้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/11/24/635</guid>
			<pubDate>Tue, 24 Nov 2009 11:28:35 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/11/24/635</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/11/24/635?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0129: แกะรอย บิล มิลเลอร์</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/11/08/664</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.michaelcovel.com/images/bill_miller.03.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;220&quot; height=&quot;226&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บิล มิลเลอร์ ผู้จัดการกองทุน Value Trust&amp;nbsp;แห่ง Legg Mason Capital Management ถือเป็นผู้จัดการกองทุนคนเดียวที่สามารถเอาชนะดัชนี S&amp;amp;P500 ได้ติดต่อกันยาวนานที่สุดคือ 15 ปี&amp;nbsp;(เขาเพิ่งจะเสียสถิติไปเมื่อปี 2006) แม้ว่าเขาจะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนน้อยลงมากหลังจากที่เขาเสียสถิติไปแล้วและผลงานของเขาหลังจากนั้นก็ยังคงดูไม่ค่อยดีนัก&amp;nbsp;แต่วิธีคิดของผู้จัดการกองทุนคนเดียวที่เคยชนะตลาดติดต่อกัน 15 ปีได้&amp;nbsp;นับว่าเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง (เนื้อหาต่อจากนี้ไปมีบางส่วนเป็นความเห็นต่าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับความเชื่อที่มีอยู่เดิมของผู้อ่านได้&amp;nbsp;หากไม่ต้องการอ่านต่อ กรุณาคลิก &lt;a href=&quot;http://www.settrade.com&quot; onclick=&quot;window.close()&quot;&gt;ที่นี่&lt;/a&gt; ) &amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บิล มีประวัติที่แปลกกว่าผู้จัดการกองทุนทั่วไป เขาไม่ได้เรียนมาทางการเงินเลย แต่เขาจบปริญญาเอกทางด้านปรัชญา ซึ่งเขาบอกว่า วิธีคิดแบบปรัชญามีอิทธิพลต่อวิธีการมองตลาดทุนของเขาอย่างมาก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เดิมที&amp;nbsp;บิลไม่ได้ทำงานด้านการเงิน แต่เขาต้องไปรับส่งภรรยาของเขา ซึ่งทำงานอยู่ที่&amp;nbsp;Legg Mason ทุกวัน เขาจึงชอบไปนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดของบริษัท เมื่อประธานบริษัทเห็นเขาเป็นประจำก็เกิดความสนใจว่าทำไมคนนี้จึงชอบใช้ห้องสมุดทางการเงินที่เขาอุตส่าห์สร้างขึ้นมาเพื่อหวังให้พนักงานบริษัทอ่านหนังสือมากๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ แต่กลับไม่ค่อยมีพนักงานของบริษัทมานั่งอ่าน&amp;nbsp;เมื่อได้คุยกัน ก็ถูกใจในความคิดความอ่านจึงได้ชวนบิลมาทำงาน แล้วชีวิตของบิลก็เดินเข้าสู่วงการการเงินนับแต่นั้น จนกลายมาเป็นผู้จัดการกองทุน ที่มีชือเสียงระดับตำนานในเวลาต่อมา&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บิล บริหารกองทุน Value Trust ซึ่งเขาบอกว่าเป็นกองทุนที่ยึดหลัก Value Investment แต่เขามักถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอว่าไม่ได้ใช้หลักการดังกล่าวจริงๆ เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่ในพอร์ตเป็นหุ้นที่ตลาดมองว่าเป็น Growth Stocks เป็นส่วนใหญ่ (Amazon, Google, EBay, etc)&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บิลแย้งว่า&amp;nbsp;สำหรับเขา Value Investment คือการซื้อหุ้นที่เทรดต่ำกว่าคุณค่าของมันมากๆ ไม่ว่าหุ้นเหล่านั้นจะเป็นหุ้นอะไร ที่พอร์ตของเราถือหุ้นเทคโนโลยีไว้มาก เป็นเพราะเรามองว่า หุ้นเทคโนโลยีในปัจจุบันจำนวนมากเป็นหุ้นที่ยังเทรดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันมาก พีอีไม่ใช่สิ่งที่เขาใช้มองหาคุณค่า เขามองว่าพีอีใช้บอกคุณค่าได้แค่เพียงบางด้านเท่านั้น&amp;nbsp;เมื่อตอนที่เขาลงทุนใน&amp;nbsp;Dell เทรดที่พีอี 35 เท่า ในขณะที่ Gateway เทรดที่ 12 เท่า แต่บิลเลือก Dell เพราะในเวลานั้นธุรกิจของ Dell&amp;nbsp;สร้างผลตอบแทนได้ 200% ของเงินลงทุนทุกปี (Return on investment) ในขณะที่ Gateway ทำได้แค่ 40%&amp;nbsp;การที่ Dell&amp;nbsp;เทรดสูงกว่า&amp;nbsp;Gateway แค่ 3 เท่าทั้งที่สามารถสร้างผลตอบแทนของเงินลงทุนได้สูงกว่าถึง 5 เท่า จึงแสดงว่า Dell&amp;nbsp;เป็นหุ้นที่ undervalued มากกว่าเมื่อเทียบกับ Gateway &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในการหา intrinsic&amp;nbsp;value&amp;nbsp;บิลจะใช้หลายโมเดลเสมอเพื่อพิจารณาประกอบกันเสมอ แทนที่จะใช้ตัวชี้วัดตัวใดตัวหนึ่งเพียงแค่ตัวเดียว&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;นอกจาก การเลือกลงทุนแต่หุ้นที่ประเมินว่ายังเทรดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ แล้วเท่านั้น บิลยังอาศัยการมองธุรกิจโดยเน้นที่ภาพระยะยาวมากเป็นหลัก&amp;nbsp;บิลอธิบายว่า&amp;nbsp;หุ้นที่มีรายได้เติบโตสูงในระยะยาว ราคาหุ้นมักผันผวนมากในระยะสั้น&amp;nbsp;เพราะคุณค่าของมันขึ้นอยู่กับการเติบโตในอนาคต ราคาจึงอ่อนไหวกับความคาดหวังของตลาดมาก&amp;nbsp;นักลงทุนจึงมักรู้สึกว่าเป็นหุ้นที่เสี่ยง แต่ที่จริงแล้ว&amp;nbsp;หุ้นที่สามารถสร้างรายได้ให้เติบโตสูงในระยะยาวได้เท่านั้นที่จะทำให้ราคาหุ้นวิ่งไปได้ไกลที่สุดในระยะยาว มันจึงเป็นหุ้นที่น่าถือไว้ในระยะยาวมากที่สุด การลงทุนที่มองภาพในระยะยาวมากเป็นหลักทำให้ Va&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;lue Trust เป็นกองทุนที่มีอัตราการเทรดที่ต่ำมาก คือประมาณ 20% ของทั้งพอร์ตต่อปีเท่านั้น (เทียบกับค่าเฉลี่ยของทั้งอุตสาหกรรมกองทุนรวมในสหรัฐฯ ซึ่งเกิน 100% ต่อปี) บิลต้องการให้พอร์ตโตไปด้วยกันกับกิจการที่เขาลงทุน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในการลงทุน บิลไม่ให้ความสำคัญกับข้อมูล&amp;nbsp;forecast&amp;nbsp;เพราะ บิลเชื่อว่า forecast&amp;nbsp;ที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ทั้งหมด ถูก discount ไปในราคาหุ้นหมดแล้ว (if it&amp;#39;s in the newspaper, it&amp;#39;s in the price) ข้อมูลเกี่ยวกับ forecast จึงเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถช่วยให้ชนะตลาดได้ บิลมองว่ากำไรในอีก 12 เดือนข้างหน้ามักไม่ค่อยมีผลต่อราคาหุ้นในวันนี้ เพราะตลาดมัก forecast ไปล่วงหน้า 12 เดือน กำไรในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจะมีผลต่อราคาหุ้นก็ต่อเมื่อกำไรที่ออกมาผิดจาก forecast ไปมากๆ เท่านั้น เขายกตัวอย่างว่า&amp;nbsp;สมมติว่า IBM ถูกคาดหมายว่าจะกำไร $5 ในอนาคตอันใกล้ แต่พอถึงเวลานั้นจริงๆ หาก IBM กลับทำกำไรได้แค่ $3 บางคนอาจคิดว่าราคาหุ้น IBM คงจะลง แต่ปรากฏว่าราคาหุ้น IBM อาจปรับเพิ่มขึ้นถึง 50% เลยก็ได้ถ้าหากตลาดคิดต่อไปแล้วว่าในช่วงเวลาถัดจากอีก 12 เดือนออกไป IBM จะกลับมามีกำไร $7&amp;nbsp;ปรากฏการณ์ในลักษณะเช่นนี้มีให้เห็นได้บ่อยๆ ในตลาดหุ้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บิลเชื่อว่า&amp;nbsp;ตลาดหุ้นไม่ได้มีประสิทธิภาพในแง่ที่ว่าราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของกิจการตลอดเวลา แต่ตลาดหุ้นก็มีประสิทธิภาพสูงมากในแง่ของการซึมซับข่าวอย่างรวดเร็ว (informationally efficient) หมายความว่า คุณไม่มีทางเอาชนะตลาดได้โดยการรู้ข่าวก่อนคนอื่น ผลกำไรส่วนเกินในตลาดหุ้นต้องมาจากการ exploit ความลำเอียงของตลาดซึ่งเป็นผลมาจาก Psychological Bias อันเป็นข้อบกพร่องของมนุษย์ ซึ่งกลไกตลาดไม่สามารถขจัดออกไปได้&amp;nbsp;(เพราะตลาดประกอบด้วยมนุษย์)&amp;nbsp;เขาจึงให้ความสำคัญกับการศึกษาเรื่อง&amp;nbsp;Bias ของมนุษย์มาก เพราะมองว่าคือหนทางสำคัญที่จะทำให้ชนะตลาดได้ เขายังเป็นประธาน&amp;nbsp;SantaFe&amp;nbsp;Institute ซึ่งวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บิลกล่าวว่า วิธีเอาชนะตลาดนั้นมีอยู่หลายวิธี แต่วิธีที่ไม่ใช่แน่นอนคือวิธีการลงทุนที่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ในตลาด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/11/08/664</guid>
			<pubDate>Sun, 8 Nov 2009 17:15:30 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/11/08/664</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/11/08/664?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0126: วอเรน บัฟเฟต</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/29/652</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;img style=&quot;width: 300px; height: 227px&quot; src=&quot;http://bigfatpurse.com/wp-content/uploads/warren-buffett1.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;300&quot; height=&quot;227&quot; /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;วอเรน บัฟเฟต จัดว่าเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;วอเรน&amp;nbsp;ซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุได้เก้าขวบ&amp;nbsp;ราคาหุ้นที่ร่วงลง ทำให้เขาวิตกกังวลมาก เมื่อราคาหุ้นเด้งกลับมาจนมีกำไร เขาก็ขายหุ้นนั้นด้วยความโล่งอก&amp;nbsp;แต่หลังจากนั้น หุ้นดังกล่าวก็ทะยานขึ้นอย่างมากมาย ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้วอเรนเห็นข้อเสียของการขายหุ้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในวัยหนุ่ม วอเรน เริ่มมีแนวการลงทุนที่ชัดเจนเป็นครั้งแรก เมื่อได้ศึกษาแนวทางของ เบนจามิน แกรม ที่เรียกว่า&amp;nbsp;Value Investment&amp;nbsp;ซึ่งสอนให้มองการซื้อหุ้นให้เหมือนการซื้อธุรกิจจริงๆ มากกว่าการซื้อเศษกระดาษ วอเรนกล่าวว่า แนวคิดนี้ช่วยทำให้เขาตาสว่าง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในช่วงแรก วอเรนยึดมั่นในวิธีของเบน แกรมอย่างเหนียวแน่น เขาเลือกลงทุนในหุ้นก้นบุหรี่ ซึ่งหมายถึง หุ้นที่มีราคาต่ำกว่าสินทรัพย์ของบริษัทอย่างมากเสียจน ซื้อแล้วแทบไม่มีอะไรจะเสียได้อีกแล้ว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่ต่อมา เขาก็ค้นพบว่า ที่จริงแล้ว ธุรกิจจะมีบางสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่มีค่ามากมายกว่าสินทรัพย์ในงบดุล เป็นอย่างมาก เขาเรียกมันว่า Franchise Value หลังจากนั้น วอเรน ก็เริ่มลงทุนด้วยการค้นหาบริษัทที่มี Franchise Value&amp;nbsp;เป็นหลัก นี่เองที่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผลตอบแทนของวอเรนในช่วงหลัง แซงหน้าเบนจามิน แกรม อย่างมีนัยสำคัญ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในช่วงนี้ เขายังได้ศึกษาแนวการลงทุนของ Philip Fisher อีกด้วย ซึ่งเน้นให้ลงทุนในธุรกิจที่มีอนาคตที่ยาวไกล และให้ความสำคัญกับการประเมินคุณภาพของผู้บริหารเป็นอย่างยิ่ง ทำให้วอเรน เริ่มมีแนวการลงทุนเป็นของตนเอง ซึ่งเขาบอกว่า เป็นการผสมแนวของแกรมและฟิชเชอร์ในสัดส่วน 70:30&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือการใช้เงินจำนวนมากเข้าซื้อหุ้นโคล่าโคล่า ซึ่งวอเรนมองว่าเป็นกิจการที่มี Franchise Value คือ ตราสินค้าที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ เขาซื้อมันที่พีอีเรโชประมาณ 16 เท่า ซึ่งสูงกว่าพีอีตลาดในขณะนั้นถึงเกือบสองเท่าตัว แต่หลังจากนั้น บริษัทโคล่าโคล่าก็มีอัตราการเติบโตของกำไรที่อย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี ขยายกิจการไปทั่วโลก ทำให้มันมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หุ้นโคล่าเคยมีราคาสูงสุดในช่วงปี 2000 ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ บูมสุดขีด ซึ่งทำให้หุ้นของวอเรนมีมูลค่าตลาดสูงกว่าต้นทุนที่ซื้อมามากถึง 16 เท่าตัว&amp;nbsp;ก่อนที่จะถอยกลับลงมาเหลือประมาณ 9 เท่าตัวในปัจจุบัน แม้จะตกลงมามาก แต่เพราะกำไรที่เพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาติดต่อกันที่ยาวนานมากในช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังจากบัฟเฟตเข้าลงทุน ทุกวันนี้แม้ว่าโค้กจะไม่เติบโตมากเท่ากับสมัยก่อน แต่หุ้นโค้กก็ยังให้เงินปันผลแก่เขา ปีละประมาณถึง 1/3 ของต้นทุนที่เขาได้ลงทุนไปทุกๆ ปี &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/29/652</guid>
			<pubDate>Thu, 29 Oct 2009 06:50:49 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/10/29/652</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/29/652?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0128: เบนจามิน แกรม เปลี่ยนแนว</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/22/657</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เบนจามิน แกรม เป็นผู้บุกเบิกแนวการลงทุนโดยอาศัยการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน แนวทางหนึ่งที่เบนแนะนำคือให้นักลงทุนเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่า net current asset ของมันมากๆ แล้วถือไว้จนกว่าราคาหุ้นจะขึ้นมาเท่ากับค่าดังกล่าว เป็นต้น คำสอนต่างๆ ของเบนถือว่าเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วในหมู่นักลงทุนแนว Value Investing&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม เรื่องหนึ่งที่นักลงทุนอาจไม่เคยทราบคือ ในช่วงบั้นปลายชีวิต เบนจามิน แกรม ได้ละทิ้งวิธีการลงทุนเหล่านั้นไปโดยสิ้นเชิง ข้อความต่อไปนี้แปลมาจากบทสัมภาษณ์ของเบนจามิน แกรม&amp;nbsp;ใน Financial Analyst Journal เมื่อหลายปีที่แล้ว&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;&amp;quot;I am no longer an advocate of elaborate techniques of security analysis in order to find superior value opportunities. This was a rewarding activity, say, 40 years ago, when our textbook &amp;quot;Graham and Dodd&amp;quot; was first published; but the situation has changed a great deal since then. In the old days any well-trained security analyst could do a good professional job of selecting undervalued issues through detailed studies; but in the light of the enormous amount of research now being carried on, I doubt whether in most cases such extensive efforts will generate sufficiently superior selections to justify their cost. To that very limited extent I&amp;#39;m on the side of the &amp;quot;efficient market&amp;quot; school of thought now generally accepted by the professors.&amp;quot;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;em&gt;&amp;quot;ผมไม่แนะนำให้ใช้เทคนิควิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างๆ ที่ผมได้อธิบายไว้ในการเสาะหาคุณค่าในตลาดอีกต่อไปแล้ว นั่นเป็นวิธีการที่ได้ผลดีเยี่ยมเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว เมื่อตำราของเราถูกตีพิมพ์เป็นครั้งแรก แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมากแล้ว สมัยก่อนนักวิเคราะห์ที่มีความรู้คนไหนๆ ก็สามารถประกอบอาชีพค้นหาหุ้นด้วยการทำงานหนัก แต่ด้วยปริมาณบทวิจัยที่ออกมาอย่างมากมายในปัจจุบัน ผมสงสัยว่าการทำงานหนักเหล่านั้นจะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับต้นทุนของมันได้หรือไม่ ในแง่นี้ ผมอยู่ข้างเดียวกันกับแนวคิดเรื่อง ตลาดมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับโดยบรรดานักวิชาการ&amp;quot;&lt;/em&gt; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;(อ่านเวอร์ชั่นเต็มได้ที่ &lt;a href=&quot;http://www.bylo.org/bgraham76.html&quot;&gt;http://www.bylo.org/bgraham76.html&lt;/a&gt;&amp;nbsp;)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ใครที่อ่านบทสัมภาษณ์อาจมองว่าเบนเป็นคนโลเล แต่ผมกลับไม่ได้คิดอย่างนั้น บทความนี้กลับทำให้ผมได้เห็นว่า เบนเป็นคนที่มุ่งมั่นที่จะแสวงหาความรู้อย่างแท้จริง&amp;nbsp;เพราะโดยปกติแล้ว คนเราถ้าคิดหลักการอะไรขึ้นมาจนมีชื่อเสียง มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แล้ววันหนึ่ง เกิดได้รับข้อมูลใหม่ว่า หลักการเดิมของตนใช้ไม่ได้ผลแล้ว ก็มักหรี่ตาเสียข้างหนึ่ง แล้วยืนกระต่ายขาเดียวต่อไปว่าหลักการเดิมของตนยังใช้ได้อยู่ หาไม่แล้วจะถูกลูกศิษย์ลูกหามองว่าเป็นอาจารย์ที่ล้มเหลว แต่เบนไม่ได้เป็นคนเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย แม้เบนจะแก่มากแล้ว และอยู่ในตลาดมามากกว่าหกสิบปี&amp;nbsp;แต่เบนก็ยังคงเป็นคนที่เรียนรู้ความคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ แม้แต่ความคิดเรื่องตลาดประสิทธิภาพ ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดของเขาอย่างสิ้นเชิง เบนก็ยังสามารถเปิดใจรับฟังได้ นับว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่ง เป็นทองแท้ครับ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เรื่องที่วิธีการของเบนใช้ไม่ได้แล้ว&amp;nbsp;ผมมองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยไม่แต่น้อย เพราะในสมัยที่เบนเริ่มลงทุนนั้น นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดยังไม่รู้จักอาศัยข้อมูลงบการเงินในการตัดสินใจเลือกหุ้น&amp;nbsp;ช่องว่างในการทำกำไรด้วยวิธีแบบใหม่นี้จึงยังมีอยู่มาก ต่อมาแนวทางของเบนมีชื่อเสียง มีผู้ลอกเลียนแบบวิธีการของเบนในการหากำไรในตลาดหุ้นเป็นจำนวนมาก ประกอบกับตลาดหุ้นพัฒนาขึ้น ข้อมูลเหล่านี้จึงแพร่หลายทั่วไป&amp;nbsp;อีกทั้งยังมีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยค้นหาหุ้นกันอย่างแพร่หลาย&amp;nbsp;ช่องว่างที่เคยมีอยู่อย่างมากมายจึงหายไปหมด&amp;nbsp;ในตลาดหุ้น วิธีการใดๆ ก็ตามที่มีผู้นำไปใช้มากเกินไปจะใช้ไม่ได้ในที่สุด&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แม้ว่าวิธีการของเบนจะไม่เหมาะกับตลาดทุนยุคใหม่แล้ว แต่บุคลิกของเบนที่เป็นคนพร้อมรับความรู้ใหม่ได้อยู่ตลอดเวลาทั้งที่เป็นนักลงทุนระดับตำนานแล้ว ไม่ว่าความรู้ใหม่นั้นจะขัดแย้งกับความเชื่อเดิมหรือไม่ก็ตาม&amp;nbsp;ถือเป็นคุณลักษณะที่นักลงทุนน่าจะนำไปเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนที่ลงทุนในแนวเน้นคุณค่า ซึ่งถือเป็นลูกศิษย์สายตรงของเบน แกรม ประสบการณ์ในตลาดทุนต้องใช้เวลาสะสมตลอดชีวิต นักลงทุนจึงต้องหาทางพัฒนาฝีมือของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ควรหยุดอยู่กับที่ครับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/22/657</guid>
			<pubDate>Thu, 22 Oct 2009 11:01:35 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/10/22/657</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/22/657?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0125: เรื่องของเดือนวาด</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/20/634</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อสี่ปีที่แล้ว เดือนวาดได้รับมรดกก้อนหนึ่งจากบิดา มันอาจไม่ใช่เงินจำนวนมากนักสำหรับใครหลายๆ คน&amp;nbsp;แต่สำหรับข้าราชการชั้นผู้น้อยอย่างเธอแล้ว ถือว่ามากโขทีเดียว&amp;nbsp;เธอหวังจะใช้มันเพิ่มความมั่นคงทางการเงินให้กับเธอ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ดอกเบี้ยเงินฝากในเวลานั้นต่ำมาก เธอจึงยังไม่สามารถอยู่เฉยๆ ได้ด้วยดอกเบี้ยจากเงินก้อนนี้ล้วนๆ&amp;nbsp;เธอจึงมองหาวิธีอื่นที่จะทำให้เงินก้อนนี้ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เธอได้ยินมาว่า ตลาดหุ้นให้เงินปันผลสูงกว่าดอกเบี้ยธนาคารมาก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เธอไม่ใช่คนที่ชอบความเสี่ยง เธอเคยได้ยินคนเจ๊งหุ้นมาเยอะมาก เธอจึงตัดสินใจว่า การซื้อหุ้นครั้งนี้ของเธอ จะต้องอนุรักษ์นิยมให้มากที่สุด เธอหาหนังสือเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นมาอ่าน 3-4 เล่ม และยังเข้าร่วมฟังสัมมนาหุ้นอีกหลายครั้ง ในที่สุด เธอก็ได้พบเคล็ดลับมาว่า หุ้นที่ปันผลสูงๆ และมีพีอีและพีบีต่ำมากๆ&amp;nbsp;เป็นหุ้นราคาถูก เธอจึงคัดเลือกหุ้นที่มีลักษณะดังกล่าว 10 ตัว แล้วใช้เงินมรดกทั้งหมดที่ได้มาซื้อหุ้นเหล่านั้น&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อัตราเงินปันผลเฉลี่ยของตลาดหุ้นในเวลานั้น สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากค่อนข้างมาก ด้วยเหตุนี้ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เธอจึงได้รับเงินปันผลในระดับที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากอย่างมีนัยสำคัญ&amp;nbsp;เงินปันผลจำนวนนี้ช่วยค่าใช้จ่ายประจำวันของเธอได้มาก แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้สามารถลาออกจากราชการไปอยู่บ้านเฉยๆ ได้&amp;nbsp;แต่อย่างน้อยมันก็สร้างความอุ่นใจให้กับเธอได้มาก&amp;nbsp;เธอถึงกับกล่าวกับตัวเองว่า &amp;quot;เรามาถูกทางแล้ว&amp;quot;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่เรื่องที่ดูจะแย่หน่อยก็คือว่า หลายปีที่ผ่านไป หุ้นที่เธอซื้อไว้หลายตัว กลับมีราคาในกระดานที่ลดลงเรื่อยๆ จนทำให้พอร์ตของเธอติดตัวแดง&amp;nbsp;เธอแปลกใจมากที่ทำไมซื้อหุ้นที่พีอีต่ำมากขนาดนั้นแล้ว ราคาหุ้นก็ยังตกต่อไปได้อีก&amp;nbsp;นี่คงจะเป็นเพราะว่า ตลาดไม่มีเหตุผลอย่างที่ตำราว่าไว้&amp;nbsp; เรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย เพราะตลอดชีวิตเธอยังไม่เคยเห็นเงินก้อนใหญ่ต้องขาดทุนเป็นสีแดงขนาดนี้มาก่อน แต่เธอก็พยายามบอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร เพราะเราซื้อหุ้นเพื่อกินเงินปันผลเป็นหลัก เราควรมองระยะยาว&amp;nbsp;ตราบใดที่ยังไม่ได้ขายออกมา ยังถือว่า ไม่ขาดทุน เธอไม่แน่ใจว่าคิดอย่างนี้ได้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ วิธีคิดแบบนี้ ช่วยทำให้เธอสบายใจได้มาก&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเธอได้ชักชวนให้เธอไปเซ้งทำเลเปิดร้านขายของกระจุ๊กกระจิกซึ่งเป็นสิ่งที่เธอรัก เดี๋ยวนี้เธอมีความกล้ามากกว่าเมื่อสี่ปีที่แล้วมาก เธอจึงตัดสินใจที่จะลองทำการค้าดูสักตั้ง ครั้งหนึ่งเธอเคยอ่านเจอในหนังสือการลงทุนว่า เวลาซื้อหุ้นให้คิดเหมือนกับเวลาลงทุนทำกิจการ&amp;nbsp;เธอคิดต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นเวลาจะลงทุนทำกิจการก็ควรคิดให้เหมือนกับเวลาซื้อหุ้นด้วย เธอหวังว่าความรู้เรื่องการลงทุนในหุ้นที่เธอมีจะช่วยเธอในการลงทุนทำกิจการครั้งนี้ได้ด้วย &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คิดได้ดังนั้น เธอจึงรีบไปติดต่อศูนย์การค้าแห่งหนึ่งเพื่อขอเลือกเซ้งพื้นที่ทำร้าน เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายพาเธอไปยังโซนร้านขายของกระจุ๊กกระจิกของทางห้างฯ ซึ่งมีบูทขนาดเล็กให้ผู้เช่ารายย่อยเช่าขายของอยู่เป็นจำนวนมาก &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่ก็ชี้ให้เธอดูบูทที่กำลังว่างอยู่บูทหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในมุมที่ค่อนข้างจะดีมาก เพราะอยู่ใกล้กับบันไดเลื่อนทำให้มี Traffic ผ่านตลอด แต่ยังไม่ทันที่เจ้าหน้าที่จะหยิบเอกสารที่แสดงสถิติของจำนวนลูกค้าที่เดินผ่านบูทนี้ในแต่ละวันออกมาอธิบาย เดือนวาดก็ถามตัดบทขึ้นว่า&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;quot;เจ้าของบูทคนเดิม ปีที่แล้ว บริษัทเขาปันผลเท่าไร?&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เจ้าหน้าที่ฟังแล้วก็รู้สึกงงๆ กับคำถาม&amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่ทราบเหมือนกันครับ เพราะเป็นเรื่องภายในของลูกค้าเอง แต่ถ้าให้ผมคิดเอาเอง ผมว่าเขาคงแทบจะไม่ได้ปันกำไรออกมาใช้เลย เมื่อปีที่แล้ว&amp;nbsp;เพราะเขาพึ่งจะย้ายไปอยู่อีกมุมหนึ่ง ที่ค่าเช่าแพงกว่านี้มาก แล้วขยายร้านให้ใหญ่ ขึ้นเป็นสองเท่า เขาคงต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเยอะมากทีเดียว ผมเลยเดาว่า เมื่อปีที่แล้วสงสัยบริษัทของเขาคงจะไม่ได้ปันผลเลยสักบาท และน่าจะต้องเอาเงินใหม่ใส่ลงไปอีกด้วยซ้ำ&amp;quot; เดือนวาดพังแล้วก็ส่ายหัวทันที&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เจ้าหน้าที่พูดกับเดือนวาดต่อไปว่า เขามีข้อมูลที่แจกแจงกลุ่มลูกค้าที่เดินผ่านบูทนี้โดยแยกตามเวลา วันของสัปดาห์ เพศ อายุ และยอดใช้จ่าย ซึ่งเขาสามารถอธิบายรายละเอียดของข้อมูลให้เดือนวาดฟังได้&amp;nbsp;แต่พอเจ้าหน้าที่จะเริ่มอธิบาย เดือนวาดก็ตัดบทอีกว่า เรื่องพวกนั้นไม่จำเป็น &amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เธอสอบถามเจ้าหน้าที่เรื่องค่าเช่าต่อตรม. เธอพบว่า บูทนี้ค่อนข้างจะแพงมากทีเดียว เจ้าหน้าที่อธิบายว่าเป็นเพราะทางห้างจะคิดค่าเช่าไปตามจำนวน Traffic ที่ผ่านหน้าบูทในแต่ละวันเป็นหลัก บูทนี้ Traffic ค่อนข้างมาก ค่าเช่าก็เลยสูง&amp;nbsp;เธอส่ายหัวอีกครั้ง แล้วขอให้เจ้าหน้าที่เอาค่าเช่าต่อตรม.ของทุกบูทที่ยังว่างอยู่ออกมาดูให้หมดทุกบูท &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อเธอดูเสร็จ เธอก็ตัดสินใจเลือกเซ้งบูทที่มีค่าเช่าต่อตรม.ต่ำที่สุด&amp;nbsp;บูทนี้ตั้งอยู่ในช่องสุดท้ายของแถวสุดท้ายซึ่งเป็นแถวที่เป็นทางตันไม่มีทางทะลุออกไปยังอีกด้านอื่นของชั้น&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ได้แต่งง ที่เธอรีบตัดสินใจอย่างนั้น เขารู้สึกอยากจะแย้งเธอ เพราะประสบการณ์ของเขาบอกว่า วิธีเลือกบูทของเธอนั้นไม่เวิร์ค&amp;nbsp;แต่เขาเห็นเธอยืนกรานอย่างแข็งขันมาก ก็เลยคิดว่า&amp;nbsp;อย่าขัดใจลูกค้า จะดีกว่า เราเป็นแค่เจ้าหน้าที่ มีหน้าที่ทำให้ลูกค้าพอใจ&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เดือนวาดตัดสินใจขายหุ้นทั้งพอร์ตออกมาทั้งที่ยังแดงอยู่ แล้วนำเงินทั้งหมดที่ได้ไปเซ้งบูทที่เธอเลือกด้วยตนเอง&amp;nbsp;เธอมั่นใจและตั้งคาดหวังกับการลงทุนครั้งนี้ของเธออย่างมาก เพราะบูทที่เธอค้นพบเป็นบูทที่มีค่าเช่าต่อตรม.ที่ต่ำที่สุดในห้างฯ เท่าที่เธอ&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เคยได้ยินมา&amp;nbsp;เธอดีใจมากที่ได้เจอเข้ากับของถูกสุดๆ เข้าแล้ว&amp;nbsp;เธอคิดว่าไม่เสียแรงที่เธอศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุนในตลาดหุ้น&amp;nbsp;เงินส่วนที่ขายหุ้นขาดทุนไปถือว่าเป็นค่าครู&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ดึกแล้ว แต่เดือนวาดยังนอนไม่หลับ เธอรอไม่ไหวแล้วที่พรุ่งนี้ เธอจะได้ไปขายของที่เธอรักที่ห้างฯ แห่งนั้นเป็นวันแรก เธอคิดว่างานนี้มีแต่ได้กับได้...&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/20/634</guid>
			<pubDate>Tue, 20 Oct 2009 10:34:43 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/10/20/634</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/20/634?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0122: มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/18/648</link>
            <description>&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;&lt;img style=&quot;width: 500px; height: 705px&quot; src=&quot;http://1001ii.files.wordpress.com/2009/10/econman2.jpg?w=500&amp;amp;h=705&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;500&quot; height=&quot;705&quot; /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;หนังสือเล่มใหม่ของผม เป็นการรวมเล่มคอลัมน์ มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0 ที่ผมเขียนลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ทุกวันพุธเว้นพุธ เล่มนี้เป็นเหมือนหนังสือการเงินส่วนบุคคลในสไตล์ของผมเอง จัดทำโดย เนชั่นบุ้คส์ ครับ&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/18/648</guid>
			<pubDate>Sun, 18 Oct 2009 20:55:48 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/10/18/648</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/18/648?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0121: 1001ii Live at B2S Chidlom</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/06/640</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;img style=&quot;width: 385px; height: 513px&quot; src=&quot;http://1001ii.files.wordpress.com/2009/09/chidlom.jpg?w=385&amp;amp;h=514&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;385&quot; height=&quot;513&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ขอประชาสัมพันธ์งานสัมมนาที่ผมจัดเพื่อขอบคุณผู้อ่านหนังสือของผมนะครับ ท่านใดอยากไปคุยกับผมสามารถไปร่วมงานนี้ได้ งานนี้ฟังฟรีนะครับ&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หัวข้อสัมมนา&amp;nbsp;:&amp;nbsp; ออกแบบสไตล์การลงทุนของคุณ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;วัตถุประสงค์&amp;nbsp;: ครั้งที่แล้วผมได้เล่าให้ฟังถึงสไตล์การลงทุนของตัวผมเองไปแล้ว ในครั้งนี้ผมจะพูดถึงการเลือกสไตล์การลงทุนสำหรับแต่ละบุคคลบ้างว่ามีหลักการอย่างไร มีอะไรที่ต้องคำนึงถึงบ้าง เพื่อให้คุณสามารถกำหนดสไตล์การลงทุนที่เหมาะสมกับตัวคุณเองมากที่สุด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หัวข้อย่อย&amp;nbsp;:&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ความแตกต่างระหว่างคำว่า &amp;ldquo;หลักการลงทุน&amp;rdquo; กับ &amp;ldquo;สไตล์การลงทุน&amp;rdquo; &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อะไรคือสิ่งที่ทำให้สไตล์การลงทุนหนึ่งเป็นสไตล์การลงทุนที่ดี &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;The&amp;nbsp;7&amp;nbsp;aspects of an Investment Style &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;วิเคราะห์สไตล์การลงทุนของวอเรน บัฟเฟต &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เลือกสไตล์การลงทุนของคุณเอง และทำให้มันเป็นสไตล์การลงทุนที่ดี &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คุยกันเรื่องภาวะตลาดในช่วงต่อไป &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เวลาและสถานที่&amp;nbsp;: &lt;font color=&quot;#0000cc&quot;&gt;ร้านบีทูเอส เซ็นทรัลชิดลม&amp;nbsp;วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2552 นี้ เวลา 1400-1600 น&lt;/font&gt; (ควรเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส) &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ป.ล. ท่านที่ซื้อหนังสือของผมในวันงาน (มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0&amp;nbsp;หรือเล่มอื่นๆ ก็ได้)&amp;nbsp;จะได้รับลายเซ็น พร้อมของขวัญจากผมด้วย (มีจำนวนจำกัดนะครับ)&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/06/640</guid>
			<pubDate>Tue, 6 Oct 2009 17:21:24 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/10/06/640</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/06/640?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0120: Sir John Templeton</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/01/625</link>
            <description>&lt;div style=&quot;text-align: center&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://blueelephantcatering.com/blog/wp-content/uploads/2008/07/johnt-lg.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;288&quot; height=&quot;351&quot; /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align: center&quot;&gt;Sir John Templeton &lt;/div&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Sir John Templeton เป็นนักลงทุนระดับตำนานที่ก่อตั้งกองทุน Templeton ซึ่งมี มาร์ค โมเบียส เป็นหนึ่งในผู้จัดการกองทุน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;JT เกิดในครอบครัวเกษตรกรที่ยากจน ในวัยเด็กเขาได้เห็นปู่ของเขาซึ่งชอบการเก็งกำไรตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแบบแมงเม่า และหมดตัว ทำให้เขามีทัศนคติว่า อนุพันธ์คือสิ่งที่ทำให้คุณเป็นเศรษฐีได้ในไม่เวลาไม่กี่วัน และวันต่อมาคุณก็หมดตัว เขาสนใจการลงทุนในหุ้นสามัญมากกว่า &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;JT เริ่มต้นตำนานการลงทุนของเขาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งในเวลานั้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ&amp;nbsp;อยู่ในภาวะที่ซบเซาอย่างเรื้อรัง อันเป็นผลพวงที่ต่อเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 1929 เมื่อสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง&amp;nbsp;นักลงทุนพากันทิ้งหุ้นเพื่อหนีภาวะสงคราม แต่ JT กลับมองว่า การเข้าร่วมสงครามของสหรัฐฯ จะทำให้กำลังการผลิตส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจถูกนำออกมาใช้ และจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ หลุดออกจากภาวะซบเซาได้ เมื่อคิดได้ดังนั้น&amp;nbsp;แต่ตัวเองไม่มีเงินเลย เขาจึงขอยืมเงินจากเจ้านายของเขา มาจำนวนหนึ่ง แล้วนำเงินนั้นทั้งหมดมาซื้อหุ้นของบริษัทที่อยู่ในภาวะย่ำแย่กว่า 100 บริษัทสวนทางกับคนอื่นในตลาดในราคาที่ถูกแสนถูก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หลังจากนั้นปรากฏว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจริงๆ อย่างที่ JT คิดไว้&amp;nbsp;เขาถือหุ้นเหล่านั้นไว้อีก 4 ปีก่อนที่จะขายพวกมันออกมาทั้งหมด&amp;nbsp;ซึ่งทำให้เขาได้กำไรอย่างมากมายมหาศาล เขาคืนเงินต้นให้กับเจ้านาย แล้วเก็บกำไรทั้งหมดเอาไว้กับตัวเอง&amp;nbsp;และเขาก็เปลี่ยนเป็นบุคคลที่ร่ำรวยนับแต่นั้นมา &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;JT เป็นนักลงทุนสไตล์คอนทราเรียนตัวยง เขาบอกว่า เวลาที่การมองโลกในแง่ร้ายของผู้คนถึงขีดสุด คือเวลาที่ควรเข้าซื้อหุ้นให้เต็มที่ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;JTเป็นเจ้าของวลีดังที่ว่า &amp;quot;ตลาดกระทิงเกิดขึ้นท่ามกลางการมองโลกในแง่ร้าย เติบโตภายใต้ความระแวงสงสัย บรรลุวุฒิภาวะด้วยการมองโลกในแง่ดี และล่มสลายด้วยความมั่นใจที่สุดขีด&amp;quot;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;JT ยังเป็นเจ้าของอีกวลีหนึ่งที่ว่า &amp;quot;บางครั้งราคาหุ้นเพิ่มขึ้น เพียงเพราะราคาเพิ่มขึ้น&amp;quot; หมายความว่า หุ้นที่ราคาขึ้นจะทำให้คนรู้สึกอยากซื้อ ราคาหุ้นจึงขึ้นไปอีก ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับตัวกิจการทั้งสิ้น&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;JT มีความชำนาญในการมองภาวะตลาดหุ้นโดยรวม เขาไม่ซื้อหุ้นบ่อยนัก&amp;nbsp;แต่เมื่อถึงเวลาซื้อ จะซื้อครั้งละมากๆ แล้วขายทั้งหมดออกไปในอีกสามถึงสี่ปีต่อมา เพราะเขามองว่า แนวโน้มมหภาคมักจะกินเวลานานเป็นสิบปี แต่เมื่อถึงเวลากลับตัว จะรวดเร็วและเหนือความคาดหวังของนักลงทุนในตลาดเสมอ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;กองทุนของเขามีความชำนาญในการลงทุนในต่างประเทศเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;เขาได้กำไรครั้งใหญ่หลายครั้งจากการมองออกว่า ประเทศใดกำลังจะเข้าสู่ยุคทองแล้วเข้าไปลงทุนก่อนคนอื่น&amp;nbsp;ในการเลือกประเทศที่จะลงทุน เขาชอบประเทศที่เริ่มเข้าสู่ช่วงที่มีนโยบายเป็นเสรีมากขึ้นเรื่อยๆ มากที่สุด &amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/01/625</guid>
			<pubDate>Thu, 1 Oct 2009 14:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/10/01/625</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/10/01/625?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0121: John Neff</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/09/22/626</link>
            <description>&lt;div align=&quot;left&quot; style=&quot;text-align: center&quot;&gt;&lt;img style=&quot;width: 220px; height: 271px&quot; src=&quot;http://i.l.cnn.net/money/2009/01/02/magazines/fortune/levenson_neff.fortune/john_neff.03.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;220&quot; height=&quot;271&quot; /&gt;&lt;/div&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;John Neff&amp;nbsp;เป็นนักลงทุนแนวเน้นคุณค่าที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่ง กลยุทธ์การลงทุนของเขาคือ &amp;quot;ซื้อหุ้นที่ไม่อยู่ในความสนใจของตลาดแต่มีโอกาสเติบโตในอนาคตที่น่าสนใจ และขายเมื่อตลาดกลับมาเห็นด้วยกับคุณอย่างสมบูรณ์แล้ว&amp;quot; นับเป็นกลยุทธ์ที่ผมได้ยินแล้วรู้สึกชอบมากๆ&amp;nbsp;เป็นการส่วนตัว Neff เกลียดการซื้อหุ้นที่กำลังเป็นที่สนใจของตลาดมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;จุดเด่นอย่างหนึ่งของ Neff คือ เขามีหลักการซื้อขายหุ้นที่ทำตามได้ไม่ยากและเป็นรูปธรรม เขากล่าวว่า ความน่าสนใจของหุ้นตัวหนึ่งจะถูกวัดจาก&amp;nbsp;อัตราการเติบโตที่คาดบวกด้วยอัตราเงินปันผล หารด้วย&amp;nbsp;พีอี ของมัน&amp;nbsp;เขาเรียกมันว่า PYG ยิ่งมีค่ามากเท่าไร&amp;nbsp;ยิ่งน่าสนใจ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เวลาคิดจะซื้อหุ้นสักตัวหนึ่งให้เปรียบเทียบ&amp;nbsp;PYG ของมัน กับ PYG ของพอร์ตเดิมที่มีอยู่ ถ้าหาก PYG ของหุ้นตัวนั้นมีค่าสูงกว่า&amp;nbsp;PYG ของพอร์ตปัจจุบัน การซื้อหุ้นนั้นเข้าพอร์ตจะเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับพอร์ต นักลงทุนควรหาโอกาสเพิ่มค่า&amp;nbsp;PYG ของพอร์ตให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการเติมหุ้นที่มี PYG สูงกว่าพอร์ตเข้าไปในพอร์ต ไม่ต้องไปสนใจ PYG ของตลาดมากนัก ยกเว้นในยามที่ PYG ของตลาดสูงมากจริงๆ อาจเปลี่ยนมาเงินสดไว้สัก 20% ก็ได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;นักลงทุนระดับตำนานมักร่ำรวยมาจากการซื้อหุ้นเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิตที่เขามั่นใจมากๆ และทุ่มซื้อด้วยเงินที่เป็นสัดส่วนที่สูงมากของทุนทั้งหมดที่เขามีอยู่&amp;nbsp;Neff ซื้อ Ford ที่พีอีแค่ 2.5 เท่าที่ราคาเฉลี่ย $14&amp;nbsp;ในช่วงที่ทุกคนกังวลว่าบริษัทกำลังจะล้มละลาย เขาถือมันไว้ 3 ปี&amp;nbsp;ราคากลับขึ้นไป $50 ทำให้เขาได้กำไรมากถึง 500 ล้านเหรียญจากหุ้นตัวเดียว &amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผลงานตลอดชีวิตของ Neff เป็นตัวเลขที่ไม่ได้สูงมาก เฉลี่ยเพียง 13.7% ต่อปีเท่านั้น แต่เป็นระยะเวลาลงทุนที่ยาวนานถึง 32 ปี&amp;nbsp;มันจึงเป็นผลตอบแทนที่มหาศาล นี่แสดงให้เห็นว่าการจะเป็นนักลงทุนระดับตำนานนั้นไม่จำเป็นต้องได้ผลตอบแทนต่อปีสูงๆ&amp;nbsp;ขอให้เป็นการลงทุนที่มีความมั่นคงพอสมควรเพื่อให้พอร์ตสามารถดำรงอยู่ได้เป็นระยะเวลานานโดยไม่ blow ไปเสียก่อน คุณก็สามารถสร้างตำนานได้แล้วครับ&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/09/22/626</guid>
			<pubDate>Tue, 22 Sep 2009 14:04:41 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/09/22/626</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/09/22/626?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0119: Ken Heebner</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/08/31/619</link>
            <description>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&amp;nbsp; &lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img style=&quot;width: 220px; height: 236px&quot; src=&quot;http://i.l.cnn.net/money/2008/05/23/magazines/fortune/birger_americas_hottest_investor.fortune/ken_heebner.03.jpg&quot; border=&quot;0&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;220&quot; height=&quot;236&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Ken Heebner เป็นผู้จัดการกองทุน Capital Growth แม้ว่าเขาจะไม่ใช่เจ้าของสถิติผู้จัดการกองทุนที่ทำผลงานได้เป็นอันดับหนึ่งตลอดกาล by absolute return&amp;nbsp;(i.e. ปีเตอร์ ลินซ์) แต่ผลตอบแทนของเขาหักด้วยผลตอบแทนตลาดตลอดระยะเวลาที่ลงทุน (excess return) ทำได้ดีกว่าในกรณีของปีเตอร์ ลินซ์&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Heebner ได้ชื่อว่าเป็นคนที่เห็นอะไรได้เร็วกว่าตลาดหลายก้าว เวลาเมฆฝนใหญ่ในตลาดหุ้นกำลังจะมา&amp;nbsp;เขามักสามารถคาดการณ์ได้เร็วกว่าคนทั่วไปและขายออกไปก่อนตั้งแต่ทุกคนยังเห็นว่าทุกอย่างยังดูดีอยู่&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เขาอุทิศตัวให้กับการหาข้อมูลอย่างยิ่งยวด ในช่วงที่น้ำมันเริ่มตึงตัวเมื่อหลายปีที่แล้ว เขาลงทุนเดินทางไปดูบ่อน้ำมันในซาอุด้วยตาตนเอง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และนั่นก็เกิดขึ้นก่อนที่ราคาน้ำมันจะเริ่มทะยานขึ้นเสียอีก คติประจำใจของเขาคือ เขาต้องการแต่ข้อมูล ไม่ใช่ความคิดเห็น เขาจะตัดสินใจซื้อขายหุ้นจากข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช้ความคิดเห็นส่วนตัว&amp;nbsp;เขามีทีมงานเล็กๆ ที่ประกอบด้วยเพื่อนร่วมงานที่รู้ใจกันมานานกว่ายี่สิบปี ช่วยกันหาข้อมูลอย่างเข้าขา&amp;nbsp;เขาอุทิศชีวิตให้กับการหาข่าว และแทบไม่มีเวลาให้กับเรื่องส่วนตัว เขาทำงานอยู่ที่ออฟฟิศเสมอแม้แต่ในช่วงวันหยุดเทศกาล&amp;nbsp;เขามีความสุขที่ได้ทำอย่างนั้นและทำแบบนั้นมาตลอดช่วงชีวิตของเขา&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ผู้คนมักเข้าใจว่า Heebner มีผลตอบแทนที่ดี เพราะเขาตัดสินใจได้ถูกต้องเสมอ&amp;nbsp;แต่เขาเชื่อว่า ที่จริงแล้ว จุดแข็งของเขาเองอยู่ที่ความสามารถในการยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;ทันที่ที่เขารู้ตัวว่าคิดผิด เขาจะขายหุ้นนั้นทั้งหมดทันที โดยไม่สนใจว่าจะต้องขาดทุนเท่าไร&amp;nbsp;เขาไม่เคยมี ego ที่จะถือหุ้นเหล่านั้นต่อไป เพื่อการรักษาหน้าของตัวเอง หรือหวังลมๆ&amp;nbsp;แล้งๆ ว่า ผิดจะกลายเป็นถูกขึ้นมา&amp;nbsp;เพราะเขามองว่า เป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะคิดถูกได้ตลอดเวลาในตลาดหุ้น&amp;nbsp;ดังนั้นการจะได้ผลตอบแทนที่ดี จะต้องอาศัยการขาดทุนให้น้อยที่สุดในครั้งที่เราคิดผิด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ข้อคิดสำคัญที่ผมได้จาก Heebner คือ ผมสังเกตว่า นักลงทุนระดับตำนานจริงๆ มักไม่เชื่อว่าตัวเอง &amp;quot;มีองค์&amp;quot;&amp;nbsp;คือรู้ว่าหุ้นอะไรเด็ดได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการทำการบ้าน&amp;nbsp;หรือดูอย่าง Bill Miller ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนที่เอาชนะตลาดได้ 16 ปีติดต่อกันคนเดียวในโลก แต่กลับเชื่อว่า ตลาดหุ้น&amp;nbsp;very very&amp;nbsp;efficient&amp;nbsp;แล้วคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ&amp;nbsp;ทำไมกลับดูถูกตลาดหุ้น คิดว่าความสำเร็จในตลาดหุ้นเป็นเรื่องที่ได้มาง่ายๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/08/31/619</guid>
			<pubDate>Mon, 31 Aug 2009 11:10:55 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/08/31/619</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/08/31/619?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0118: Boy Plunger</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/08/30/617</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://www.richardsmitten.com/pics/small/11sm.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;175&quot; height=&quot;289&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;quot;Boy Plunger&amp;quot; เป็นฉายาของ Jesse Livermore&amp;nbsp;เซียนหุ้นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในช่วงต้นศตวรรรษที่ 1900 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในยุคนั้นยังมีสภาพไม่ต่างจากบ่อนการพนันเท่าไรนัก Livermore มีความสามารถในการช็อตหุ้นเพื่อทำกำไรหลายครั้งทำให้เขามักถูกเอ่ยถึงในห้องค้าในนาม Boy Plunger&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Livermore เกิดในครอบครัวที่ยากจน&amp;nbsp;เขาหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 15 ปี เขาเริ่มอาชีพด้วยการเป็นเด็กเขียนกระดานหุ้นในโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Livermore&amp;nbsp;ร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ จากการเป็นนักเทรดหุ้น&amp;nbsp;เขาไม่เชื่อในการถือหุ้นระยะยาว และในเวลาเดียวกัน เขาก็ไม่เชื่อเรื่องเทคนิคัลซึ่งเขามองว่าเป็นสัญญาณที่สับสน&amp;nbsp;วิธีการของเขาคือการมองมหภาคบวกกับการจดบันทึกการเคลื่อนไหวของหุ้นที่เขาสนใจติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมของรายใหญ่ที่เล่นหุ้นตัวนั้นอยู่ (รวมทั้งพฤติกรรมของตัวเขาเองด้วย) Livermore สามารถจดจำราคาหุ้นที่เขาซื้อในอดีตได้อย่างแม่นยำมาก นอกจากนี้ Livermore&amp;nbsp;เชื่อว่าไม่ว่าบริษัทจะดีเพียงใด เวลาที่ตลาดพัง หุ้นทุกตัวก็จะไป ดังนั้นภาวะตลาดจึงมึความสำคัญเหนือตัวหุ้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เขาเป็น millionaire ได้ตั้งแต่ก่อนอายุครบ 30 ปี และเริ่มมีชื่อเสียงมากจากการ short หุ้นช่วงตลาดหุ้น crash ปี 1907 ซึ่งเขาทำได้กำไรได้มากถึง 3 ล้านเหรียญในวันเดียว (เทียบเท่ากับเงิน&amp;nbsp;$60 ล้านในปัจจุบัน)&amp;nbsp;ในเวลานั้น JP Morgan&amp;nbsp;ต้องติดต่อไปยังเขาเพื่อขอร้องให้เขาหยุด&amp;nbsp;short หุ้น เพื่อสกัดวิกฤตการเงินมิให้ลุกลาม&amp;nbsp;ในปี 1929&amp;nbsp;เขาก็ short หุ้นครั้งใหญ่อีกครั้งทำให้เขาได้กำไรมากกว่า $100 ล้าน&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;img style=&quot;width: 175px; height: 111px&quot; src=&quot;http://www.jesselivermore.com/pics/small/2sm.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;175&quot; height=&quot;111&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;2&quot;&gt;คฤหาสถ์ Evermore ของเขา ชั้นล่างมีร้านตัดผมส่วนตัวที่มีช่างอยู่ประจำ มีโต๊ะอาหารยาวสำหรับแขก 46 คน และสวนหลังบ้านยาวกว่า 300 ฟุต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Livermore&amp;nbsp;เป็นบุคคลที่เคยเป็นเศรษฐีมากกว่าหนึ่งครั้งในชีวิต เพราะเขาเคยหมดตัวหลายครั้งและสามารถกลับมาเป็นเศรษฐีได้ใหม่ เขากล่าวว่า เขามักจะหมดตัว เพราะไม่สามารถอดใจที่จะไม่ฝ่าฝืนกฏเหล็กในการเทรดหุ้นของตัวเองได้ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ชีวิตส่วนตัวของ Livermore เป็นคนเจ้าชู้ เขามีภรรยาหลายคน&amp;nbsp;ภรรยาคนแรกของเขาเป็นคนสุรุ่ยสุร่ายมาก&amp;nbsp;ลูกของเขาถึงสามคนจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย&amp;nbsp;ครอบครัว Livermore มีปัญหามาอย่างต่อเนื่องจนทำให้เขาเริ่มมีอาการซึมเศร้าเมื่อเข้าสู่บั้นปลายชีวิตและฆ่าตัวตายเมื่ออายุได้ 63 ปี ในช่วงนั้นเขาเพิ่งจะสูญเงินจำนวนมากในตลาดหุ้นและยังไม่สามารถทำกำไรกลับคืนมาได้ อย่างไรก็ตาม หลังการเสียชีวิตของเขาพบว่า เขามีทรัพย์สินเหลืออยู่ประมาณ $5 ล้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แนวของ Livermore อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ผมสนใจ เพราะชีวิตของการเป็นนักเก็งกำไรนั้นตื่นเต้นเกินไปสำหรับผม แต่ก็มีแนวคิดหลายอย่างของ Livermore ที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์กับทุกคนในตลาดหุ้น และผมก็พยายามจดจำไว้เสมอ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Livermore เคยเขียนไว้ในบันทึกของเขาว่า การจะรวยด้วยตลาดหุ้นอย่างที่เขาทำได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คนทั่วไปคิด&amp;nbsp;เขาบอกว่าตลาดหุ้นคือที่ที่อันตรายมากสำหรับ คนที่ไม่ชอบทำการบ้าน คนโง่ คนชอบรวยทางลัด และคนที่อารมณ์ไม่มั่นคง เขากล่าวว่า คนที่คิดว่าจะรวยทางลัดด้วยตลาดหุ้นเปรียบเสมือนคนที่หวังจะรวยเร็วๆ ด้วยการยึดอาชีพเป็นหมอหรือทนายความ เพราะจริงๆ แล้ว นักลงทุนในตลาดหุ้นก็เป็นเหมือนอาชีพอย่างหนึ่ง ถ้าจะรวยได้จะต้องทุ่มเทอย่างหนักหน่วงเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เขาเล่าว่าทุกครั้งที่เขาไปร่วมงานเลี้ยง ผู้คนมักจะวิ่งเข้ามาถามเขาเสมอว่าจะรวยเร็วๆ ด้วยตลาดหุ้นได้อย่างไร ในช่วงแรกๆ เขาพยายามอธิบายให้คนเหล่านั้นฟังว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น แต่หลังๆ เขาเพียงแต่บอกคนเหล่านั้นว่า เขาไม่รู้ เขารู้สึกเบื่อหน่ายความคิดของคนทั่วไปที่คิดว่าการร่ำรวยด้วยตลาดหุ้นเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;Livermore เขียนวิธีการสำหรับคนที่มุ่งมั้นจะเป็นยึดการลงทุนเป็นอาชีพจริงๆ แบบเดียวกับเขาไว้ในหนังสือชื่อ How to Trade&amp;nbsp;in Stocks &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เขากลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้เนื่องจากหนังสือชื่อ Reminescence of a stock operator ซึ่งเป็นหนังสือที่นักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งเขียนเล่าประสบการณ์การเทรดหุ้นในชีวิตของ Livermore จากการสัมภาษณ์เขาอย่างลับๆ โดยปกปิดชื่อจริงของเขาไว้ ได้ถูกนำมาตีพิมพ์อีกครั้ง ทำให้ตำนานของเขากลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนรุ่นใหม่ในอีก&amp;nbsp;80 ปีต่อมา&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/08/30/617</guid>
			<pubDate>Sun, 30 Aug 2009 13:33:43 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/08/30/617</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/08/30/617?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0116: the crash of 1907</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/08/20/610</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;img style=&quot;width: 294px; height: 382px&quot; src=&quot;http://www.economy.com/dismal/graphs/blog/JP-Morgan-180308_20381t.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;294&quot; height=&quot;382&quot; /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;the portrait of J P Morgan&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;วิกฤตปี 1907 จุดชนวนขึ้นเมื่อพี่น้องตระกูล Heinze ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ United Copper&amp;nbsp;พยายามที่จะกว้านซื้อหุ้นของบริษัทตัวเองที่เหลืออยู่ในตลาดทั้งหมด โดยนำเงินจำนวนมากที่กู้มาจาก Knickerbocker Trust&amp;nbsp;มาซื้อ แต่พวกเขาประสบความล้มเหลว...&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อันที่จริงตระกูล&amp;nbsp;Heinze ไม่ได้ต้องการจะครอบงำกิจการแต่อย่างใด&amp;nbsp;แต่พวกเขารู้ว่า ตระกูลของเขาถือหุ้นส่วนใหญ่เอาไว้ ในขณะที่หุ้นส่วนที่เหลือที่เทรดอยู่ในตลาดได้ถูกนักลงทุนกลุ่มหนึ่งยืมไปขายช็อตเป็นจำนวนมากเพื่อหวังจะทุบราคาหุ้นแล้วทำกำไรส่วนต่าง ตระกูล Heinze คิดว่า ถ้าหากพวกเขาเข้าไปเก็บหุ้นที่เหลืออยู่ในตลาดทั้งหมด หุ้นส่วนใหญ่ก็จะตกอยู่ในมือพวกเขา&amp;nbsp;พวก Short Sellers ก็จะไม่สามารถหาซื้อหุ้นจากที่ไหนมาคืนได้นอกจากต้องซื้อจากพวกเขาเท่านั้น และจะทำให้พวกเขาได้กำไรมหาศาลเพราะจะสามารถเรียกราคาเท่าไรก็ได้จากพวก Short Sellers&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ตระกูล Heinze เคยได้กำไรจากวิธีการแบบนี้มาแล้วหลายครั้งในการกว้านซื้อหุ้นสถาบันการเงินขนาดเล็กหลายแห่ง และทำให้เขามีสายสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าของ Kickerbocker Trust ซึ่งมักแอบใช้เงินของทรัสต์เพื่อปล่อยกู้ให้พวกเขาทำธุรกรรมเช่นนี้อยู่บ่อยครั้งแล้วแบ่งกำไรกัน&amp;nbsp;แต่สำหรับครั้งนี้ มันเป็นธุรกรรมที่ใหญ่มาก แม้เจ้าของ Kickerbock Trust จะเตือนตระกูล Heinze ว่า เงินจำนวนที่สามารถปล่อยกู้ให้ได้ ไม่น่าจะเพียงพอที่จะกว้านซื้อหุ้น United Copper ได้ทั้งหมด แต่ตระกูล Heinze ก็ต้องการที่จะเสี่ยง เพราะที่ผ่านมาพวกเขาเคยได้กำไรจากธุรกรรมแบบนี้สำเร็จมาทุกครั้ง&amp;nbsp;ตระกูลของพวกเขาร่ำรวยมีหน้ามีตาขึ้นมาได้ก็เพราะวิธีการอันนี้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;วันที่ 14 ตุลาคม 1907 Heinze ไล่เก็บหุ้น United Copper ทุกราคา ทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจาก $39 เป็น&amp;nbsp;$52 ในวันเดียว พอวันรุ่งขึ้น พวกเขาก็สั่งโบรกเกอร์ขอเรียกหุ้นคืนจาก&amp;nbsp;Short Sellers ทันที แต่ Heinze คาดการณ์ผิด พวก Short Sellers สามารถหาหุ้นจากผู้ถือหุ้นคนอื่นมาคืนได้เป็นผลสำเร็จ ที่จริงแล้วยังมีหุ้น United Copper จำนวนมากหลงเหลืออยู่ในมือของผู้ถือหุ้นอื่น มีมหกรรมประกาศขอซื้อหุ้นจำนวนมากบนทางเท้านอกอาคารตลาดนิวยอร์คฯ ในช่วงบ่ายของวันนั้น&amp;nbsp;ดังนั้นราคาหุ้น United Copper&amp;nbsp;จึงร่วงเหลือแค่ $30 เมื่อตลาดปิด &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในวันถัดมา เมื่อข่าวสะพัดออกไปว่า การกว้านซื้อหุ้นของ &amp;quot;ขาใหญ่&amp;quot; อย่างตระกูล Heinze&amp;nbsp;ล้มเหลว พวกรายย่อยที่ได้เข้าไปเก็งกำไรในหุ้นตัวนี้ในช่วงที่ผ่านมาเพราะรู้ว่า Heinze กำลังกว้านซื้อก็ต่างพากันเทขายออกมาพร้อมๆ กันทำให้ราคาหุ้น United Copper ร่วงลงอีกอย่างรุนแรงเหลือเพียงแค่ $10 เท่านั้น ตระกูล Heinze&amp;nbsp;ขาดทุนมหาศาล และทำให้ไม่มีเงินไปคืน Kickerbrock Trust&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;วันที่ 22 ตุลาคม 1907 ผู้ฝากเงินของ Kickerbrock Trust จำนวนมากตื่นตระหนกกับข่าวที่เกิดขึ้นจึงพากันไปแห่ถอนเงินออกจาก Kickerbrock พร้อมกัน และทำให้ต้องปิดทำการชั่วคราวในบ่ายวันนั้น&amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีข่าวว่า มีสถาบันการเงินหลายแห่งที่รับหุ้น United Copper จำนวนมากไว้เป็นหลักประกัน ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกว่า สถาบันการเงินเหล่านี้จะล้มตามไปด้วย ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้ฝากเงินแห่ไปถอนเงินที่ธนาคารลุกลามไปทั่วประเทศ ในเวลานั้น สหรัฐฯ ยังไม่มี Federal&amp;nbsp;Reserve ทำให้ไม่มีหน่วยงานที่จะช่วยอัดฉีดสภาพคล่องให้กับธนาคารที่มีผู้ฝากเงินแห่มาถอนเงินในภาวะตื่นตระหนกได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ความตื่นตระหนกกับข่าวที่เกิดขึ้นยังทำให้สถาบันการเงินจำนวนมากไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้กับบรรดาโบรกเกอร์ด้วย ดอกเบี้ยมาร์จิ้นโลนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อโบรกเกอร์ขาดสภาพคล่องจึงมีการเรียกเงินคืนจากนักลงทุนทั่วตลาด ตลาดหุ้นนิวยอร์คจึงทรุดตัวลงอย่างรุนแรงถึง 50% จากจุดสูงสุดเดิม&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในช่วงสัปดาห์นั้น J P Morgan นักการธนาคารผู้มั่งคั่งที่สุดในนิวยอร์คไม่ได้อยู่ในนิวยอร์ค แต่เขากำลังร่วมกิจกรรมของโบสถ์ในเวอร์จิเนีย ทันทีที่เขารู้ข่าว เขาก็รีบเดินทางกลับนิวยอร์คทันที&amp;nbsp;J P Morgan มองว่าสถานการณ์เช่นนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ เพราะระบบการเงินจะล่มสลายในที่สุด ในคืนแรกที่กลับมาถึงนิวยอร์ค J P Morgan&amp;nbsp;นั่งวิเคราะห์งบการเงินที่อ่อนแอของ Kinckerbocker ภายในห้องสมุดส่วนตัวของเขา&amp;nbsp;แล้วตัดสินใจไม่เข้าไปยุ่งทรัสต์แห่งนี้ เพราะสายเกินไปแล้วที่จะช่วย แต่เขาเห็นว่าทรัสต์หลายแห่งที่มีผู้ไปแห่ถอนเงินเป็นทรัสต์ที่ยังมีสถานะทางการเงินที่ดีอยู่ เขาจึงเรียกประชุมด่วน นายธนาคาร&amp;nbsp;มหาเศรษฐี และรมต.คลัง แล้วเจรจาให้พวกเขาเหล่านั้นยอมพร้อมใจกันลงขันพร้อมกับเขา เพื่อตั้งเป็นกองทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับทรัสต์ที่กำลังขาดสภาพคล่อง&amp;nbsp;และประกาศออกไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;พันธบัตรรัฐฯ นิวยอร์คที่ออกมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาในเวลานั้นขายไม่หมด J P Morgan ต้องแนะให้รัฐฯ ปรับเพิ่ม yield&amp;nbsp;และเขาต้องยอมเข้าทำสัญญาว่าจะซื้อพันธบัตรใหม่นั้นเป็นเงินอย่างน้อย $30 ล้านเหรียญเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในพันธบัตรอีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สุดท้าย วิกฤตการเงินปี 1907 ก็สามารถยุติลงได้ เหตุการณ์ในครั้งนี้ได้นำไปสู่การจัดตั้ง Federal Reserve ขึ้น เพื่อทำหน้าที่อัดฉีดสภาพคล่องให้กับระบบธนาคารในเวลาที่เกิดวิกฤต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;J P Morgan เองต้องขาดทุนจากการกู้วิกฤตครั้งนี้มากถึง $21 ล้านเหรียญ&amp;nbsp;แต่ก็ทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีภาวะผู้นำที่เข้ามากอบกู้สถานการณ์ให้กับประเทศ อย่างไรก็ตาม มีผู้วิจารณ์ว่า เขาอาศัยวิกฤตครั้งนี้ในการทำให้บรรดาทรัสต์ซึ่งเป็นคู่แข่งของธนาคารที่เขาเป็นเจ้าของอ่อนแอลง&amp;nbsp;และยังเป็นโอกาสที่ทำให้เขาได้เข้าซื้อบริษัท TC&amp;amp;I&amp;nbsp;ในราคาถูกแสนถูกอีกด้วย หลังวิกฤตเขาถูกสอบสวนอีกหลายครั้งโดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาสอบสวนความโปร่งใสของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกฤตที่เกิดขึ้น จนถึงปีที่เขาป่วยหนักและเสียชีวิต&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/08/20/610</guid>
			<pubDate>Thu, 20 Aug 2009 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/08/20/610</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/08/20/610?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0115: Mr.Soros and his Reflexivity</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/08/07/588</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000099&quot;&gt;&lt;img style=&quot;width: 450px; height: 338px&quot; src=&quot;http://peterjcooper.files.wordpress.com/2009/05/soros.jpg&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;450&quot; height=&quot;338&quot; /&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;font color=&quot;#000099&quot;&gt;จอร์จ โซรอส&lt;/font&gt; มีแนวคิดว่าตลาดหุ้นทำงานอย่างไรที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนอื่น เขาเรียกโมเดลของเขาว่า &lt;font color=&quot;#0000cc&quot;&gt;Reflexivity&lt;/font&gt;...&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;โซรอสมองว่าในตลาดหุ้นจะมีความลำเอียงหลักของตลาดอยู่เสมอ นักลงทุนแต่ละคนต่างมีความลำเอียงเป็นของตัวเองซึ่งแรงซื้อแรงขายจะทำให้ความลำเอียงเหล่านั้นหักล้างกันไปส่วนหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะหักล้างกันยังไงก็จะยังเหลือความลำเอียงส่วนหนึ่ง ที่หักล้างไม่หมดและกลายเป็นความลำเอียงหลักที่ครอบงำทั้งตลาดในขณะนั้นๆ อยู่ ความลำเอียงหลักทำให้ตลาดไม่เคยอยู่ที่จุดสมดุล มีแต่มากไปกับน้อยไป ราคาหุ้นจะเคลื่อนตัวไปตามแนวโน้มที่แท้จริงของมันซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานบวกด้วยความลำเอียงหลักที่ทำให้ราคาหุ้นขึ้นหรือลง มากหรือน้อยกว่าที่ควรจะเป็นตามปัจจัยพื้นฐาน &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่แค่นั้นยังไม่พอ การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นที่เกิดขึ้นจะย้อนกลับมามีอิทธิพลกับแนวโน้มที่แท้จริงและความลำเอียงหลักอีกที&amp;nbsp;ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแนวโน้มที่แท้จริงกับ ความลำเอียงหลักที่มีต่อราคาหุ้น ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบทางเดียว แต่เป็นความสัมพันธ์แบบสองทิศทาง พูดง่ายๆ ก็คือ&amp;nbsp;ยิ่งราคาหุ้นขึ้น&amp;nbsp;ความลำเอียงของตลาดว่าหุ้นขึ้นจะยิ่งมากขึ้น และทำให้ราคาหุ้นยิ่งขึ้นต่อไปอีก&amp;nbsp;การที่มุมมองของนักลงทุนส่งผลต่อราคาหุ้นแล้วทำให้ราคาหุ้นกลับมาส่งผลต่อมุมมองของนักลงทุนอีกทีนี้เองที่โซรอสเรียกว่า Reflexivity ในตลาดหุ้น ปฏิสัมพันธ์แบบสองทางนี้ทำให้การทำนายราคาหุ้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าเรามีสมมติฐานเกี่ยวกับกลไกในตลาดหุ้นว่าเป็นแบบนี้ เมื่อใดที่มุมมองของนักลงทุนกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นมีลักษณะส่งเสริมกันเอง เมื่อนั้นราคาหุ้นจะวิ่งออกจากปัจจัยพื้นฐานออกไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดฟองสบู่ และจะเป็นเช่นนั้นอยู่จนกว่าพวกมันจะขัดขากันเองซึ่งจะทำให้เกิด market correction ขึ้น &lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ตลาดหุ้นจึงมีแนวโน้มที่จะมี boom และ burst อยู่ร่ำไป &lt;/font&gt;แทนที่จะพยายามวิ่งเข้าสู่จุดสมดุลเองตลอดเวลาเหมือนอย่างที่ทฤษฏีทางการเงินบอกไว้&amp;nbsp;และกลยุทธ์ของโซรอสก็คือการพยายามทำกำไรจาก boom และ burst เหล่านี้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;โซรอสบอกว่าพวก neoclassical คิดถูกที่เชื่อว่าตลาดเสรีดีที่สุด แต่ผิดตรงที่เชื่อว่าตลาดเสรีมีเสถียรภาพ ส่วนพวก keynesians นั้นผิดตรงที่เชื่อว่า การแทรกแซงโดยรัฐฯ จะช่วยสร้างเสถียรภาพได้ โซรอสเชื่อว่านั่นจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง&amp;nbsp;ตลาด unstable อยู่แล้วโดยธรรมชาติและไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนมันได้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แนวคิดที่สำคัญมากของ Reflexivity คือ&amp;nbsp;&lt;font color=&quot;#0000ff&quot;&gt;ราคาหุ้นส่งอิทธิพลต่อปัจจัยพื้นฐานได้ด้วย&amp;nbsp;ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานส่งผลต่อราคาหุ้นอย่างเดียว&amp;nbsp;&lt;/font&gt;เช่น บริษัทที่ใช้ M&amp;amp;A เป็นกลยุทธ์ในการเติบโต ถ้าราคาหุ้นของบริษัทสูงลิ่ว บริษัทย่อมสามารถระดมทุนได้ในราคาต่ำ ทำให้มีเงินต้นทุนต่ำมาซื้อกิจการ&amp;nbsp;ซึ่งจะยิ่งทำให้กำไรเติบโตได้ง่ายขึ้น หรือในช่วงเวลาที่ตลาดอสังหาตกต่ำ ถ้าอยู่ดีๆ ตลาดหุ้นขึ้นแรงเนื่องจากตลาดเก็งล่วงหน้าว่าอสังหากำลังจะฟื้นทั้งที่ยังไม่มีสัญญาณใดๆ เลยที่ทำให้เชื่อได้ว่าอสังหากำลังจะฟื้น แต่ถ้าตลาดหุ้นยังขึ้นต่อไปเรื่อยๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ความมั่งคั่งของคนในตลาดย่อมเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;ที่สุดแล้วก็จะทำให้มีคนมีสภาพคล่องมาช้อนซื้ออสังหาราคาถูก ทำให้ตลาดอสังหาฟื้นได้จริง เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;โซรอสเป็นนักเก็งกำไร ประเภท Global Macro เขาเชื่อว่า การเข้าใจปัจจัยพื้นฐานนั้นเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แต่ว่ายังไม่เพียงพอ การมองตลาดแบบ&amp;nbsp;Reflexivity คือสิ่งที่มาช่วยเติมเต็มการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในส่วนที่ยังบกพร่องอยู่&amp;nbsp;เพราะนักลงทุนไม่มีวันเข้าใจปัจจัยพื้นฐานได้ครบถ้วน จึงจำเป็นต้องอาศัยการสังเกตจากตลาดในส่วนที่เรายังไม่รู้ด้วย&amp;nbsp;แต่เดิมโซรอสอาศัยปัจจัยพื้นฐานและ Reflexivity ในการทำกำไรจากหุ้นเป็นรายตัว แต่ต่อมาเขาก็เริ่มหันมาหากำไรจากการมองทั้งตลาดแทน เพราะเขามองว่าตัวเขาเองมีความสามารถจำกัดในการทำความเข้าใจอุตสาหกรรมหลายอุตสาหกรรมให้ได้แบบลึกซึ้งอยู่ ในขณะที่เขาสามารถทำความเข้าใจกับระบบเศรษฐกิจและการเงินได้ดีมากกว่า&amp;nbsp;และนั่นก็ได้ทำให้เขาค้นพบแนวทางที่เขามีพรสวรรค์อย่างยิ่งในที่สุด&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/08/07/588</guid>
			<pubDate>Fri, 7 Aug 2009 10:19:21 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/08/07/588</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/08/07/588?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0114: หนังสือ 50 ไอเดียการลงทุนในตลาดหุ้นไทย</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/07/31/580</link>
            <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://1001ii.wordpress.com/files/2009/07/50covergif1.gif&quot; alt=&quot;&quot; width=&quot;350&quot; height=&quot;513&quot; /&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ขอแนะนำหนังสือเล่มใหม่ของผมนะครับ &amp;quot;50 ไอเดียการลงทุนในตลาดหุ้นไทย&amp;quot; เล่มนี้ก็คือการรวมเล่มเนื้อหาในบล็อกแห่งนี้ ในช่วงปี 50-51 นั่นเอง&amp;nbsp;พร้อมด้วยคอมเมนท์ของผู้อ่านทุกท่าน จัดพิมพ์ขึ้นเป็น Limited Edition สำหรับผู้ที่ต้องการเก็บสะสมบทความตามคำเรียกร้อง&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ตอนนี้มีวางจำหน่ายแล้ว ที่สาขาของร้านบีทูเอสเท่านั้นครับ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/07/31/580</guid>
			<pubDate>Fri, 31 Jul 2009 21:46:54 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/07/31/580</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/07/31/580?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0113: the Era of the Never-ending Asset Bubbles</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/07/21/577</link>
            <description>&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หลังจากความปั่นป่วนของภาคการเงินโลกสงบลงไปเมื่อต้นปี เวลานี้ก็ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจโลกจะทรงตัวได้แล้วด้วย มิหน่ำซ้ำยังมีลุ้นที่มันอาจจะฟื้นตัวได้ในไม่ช้าอีก ต้องถือว่า&amp;nbsp;การทุ่มสุดตัวครั้งนี้ของธนาคารกลางเพื่อหยุดวิกฤตการณ์ได้ผลลัพธ์ที่ดีทีเดียว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าหากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วๆ นี้จริงๆ&amp;nbsp;เราจะกล่าวได้หรือไม่ว่า เมฆฝนทั้งหลายได้ผ่านพ้นไปแล้ว?&amp;nbsp;ก็คงต้องขอตอบว่า &amp;quot;ไม่&amp;quot; &lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เพราะจริงๆ แล้วต้นตอของปัญหาทั้งหมดยังอยู่&amp;nbsp;...&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ต้นตอของปัญหาที่แท้จริงคือระบบการเงินของโลกที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้มีข้อบกพร่อง...&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ข้อบกพร่องที่ว่านี้ก็คือ เงินดอลล่าร์ถูกใช้เป็นตัวกลางในการติดต่อค้าขายทั่วโลกรวมทั้งใช้เป็นทุนสำรองของประเทศต่างๆ&amp;nbsp;แต่เงินดอลล่าร์เป็นแค่เงินกระดาษ&amp;nbsp;สหรัฐฯ จึงสามารถพิมพ์เงินกระดาษออกมาใช้หนี้ได้โดยไม่จำกัด ทำให้เป็นประเทศเดียวที่ไม่ต้องมีวินัยทางการเงินก็ได้ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;กรีนสแปนชอบใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเกินไปนิดๆ เพื่อให้เศรษฐกิจดีอยู่ตลอดเวลา เขาเคยถึงกับพูดว่า ต้นทุนของเศรษฐกิจซบเซานั้นมีมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดเงินเฟ้อมาก การปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยต่ำเกินกว่าที่ควรจะเป็น คือการไม่รักษา Value ของเงินเพื่อแลกกับเศรษฐกิจที่ดีอยู่ตลอดเวลา&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ทุกวันนี้ต้นทุนของการกดดอกเบี้ยให้ต่ำตลอดเวลาอาจไม่ใช่ภาวะเงินเฟ้อเหมือนอย่างในอดีตเพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในยุคใหม่ไม่ได้พึ่งพาน้ำมันมากนัก แต่ต้นทุนอย่างใหม่ของการกดดอกเบี้ยให้ต่ำไว้ตลอดเวลาคือ&amp;nbsp;ความเสี่ยงที่จะเกิดฟองสบู่ขึ้นในตลาดสินทรัพย์ (Asset Bubbles) ต่างๆ เนื่องจากการด้อยค่าของเงิน ทำให้นักลงทุนต้องเข้าไปซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อเป็นการรักษาความมั่งคั่งของตนเองเอาไว้ ในยุคของกรีนสแปนเต็มไปด้วยจุดเริ่มต้นของ Asset Bubbles ตั้งแต่ Tech Stock Bubble, Real Estate Bubble ไปจนถึง Oil Bubble &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;วิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นเป็นแค่สิ่งที่เกิดตามมา เมื่อมี Real Estate Bubble แต่เมื่อวิกฤตเกิดขึ้นแล้ว แทนที่จะทำให้สหรัฐฯ หันกลับมารักษาวินัยทางการเงิน&amp;nbsp;สหรัฐฯ อยู่ในฐานะที่มีทางเลือกมากกว่าประเทศทั่วไปเพราะเงินดอลล่าร์เป็นเสมือนเงินของโลก สหรัฐฯ จึงสามารถแก้ปัญหาหนี้ได้ด้วยการสร้างหนี้ใหม่ขึ้นมาอีกเพื่ออุดหนี้เก่าด้วยการพิมพ์เงินออกมา นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินไหลอออกเหมือนอย่างประเทศอื่นๆ ที่เคยเกิดวิกฤต สหรัฐฯ สามารถกดดอกเบี้ยให้ต่ำลงไปอีก เพื่อประคองเศรษฐกิจเอาไว้ ถึงแม้วิธีการเหล่านี้จะช่วยให้สามารถหยุดวิกฤตการเงิน และหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงได้สำเร็จ แต่วิธีการเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้วินัยทางการเงินของสหรัฐฯ แย่ลงไปอีก ณ เวลานี้แล้ว สหรัฐฯ ก็ยังปราศจากแรงจูงใจทางการเมืองใดๆ ที่จะหันมารักษาวินัยทางการเงิน&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;แน่นอนความเสี่ยงที่โลกจะเผชิญ Asset Bubbles ใหม่ๆ จึงยังจะต้องมีอีก ตลาดหุ้น คอมโมดิตี้ อนุพันธ์ อสังหาฯ ทองคำ&amp;nbsp;สินเชื่อ ฯลฯ&amp;nbsp;จะยังคงเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่จะเกิด Boom and Burst ได้มากเหมือนเช่นเดิม ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ถ้าจะมีฟองสบู่เกิดขึ้นใหม่ในตลาดสินทรัพย์ใดตลาดหนึ่งอีก แล้วฟองสบู่แตกอีก ก็ไมใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจเลย เพราะในเมื่อเหตุปัจจัยของสรรพสิ่งใดๆ ยังคงอยู่ สรรพสิ่งจะดับไปได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;จนกว่าโลกของเราจะมีระบบการเงินใหม่ที่บังคับให้สหรัฐฯ ต้องรักษาวินัยทางการเงินเหมือนกับนานาประเทศ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/font&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/07/21/577</guid>
			<pubDate>Tue, 21 Jul 2009 14:17:47 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/07/21/577</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/07/21/577?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0112: SET กับเศรษฐกิจไทย</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/07/08/575</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ลักษณะจำเพาะอย่างหนึ่งของตลาดหุ้นไทยคือ มีหุ้นพลังงานเป็นองค์ประกอบที่ใหญ่มาก ยิ่งถ้านับรวมพวกหุ้นปิโตรเคมีซึ่งมีน้ำมันเป็นวัตถุดิบเข้าไปอีก ก็อาจจะมากถึง 1 ใน 3&amp;nbsp;ดังนั้นเวลาที่ราคาน้ำมันผันผวน ราคาน้ำมันก็สามารถลาก SET ให้วิ่งไปในทิศทางเดียวกันได้ไม่ยาก &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บังเอิญว่าราคาน้ำมันทุกวันนี้ก็ผันผวนมากเสียด้วย&amp;nbsp;มันเคยวิ่งจาก 140 ลงมาเหลือแค่ 30 กว่าแล้วกลับขึ้นไปใหม่ที่ 70 เหรียญ&amp;nbsp;ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาแค่ปีเดียว&amp;nbsp;เมื่อราคาน้ำมันผันผวนขนาดนี้ หุ้นพลังงานก็ยิ่งมีอิทธิพลต่อทิศทางของ SET มากเข้าไปใหญ่&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เวลาหุ้นพลังงานขึ้นแรงจนทำให้ SET ปรับตัวขึ้นไปมากๆ&amp;nbsp;หุ้นบิ๊กแคปในกลุ่มอื่นๆ จะ lag SET มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พวก Trader รีบเข้าไปซื้อเก็บ เพื่อปิด gap ระยะสั้น ทั้งที่หุ้นบิ๊กแคปเหล่านั้นไม่ใช่หุ้นที่เกี่ยวข้องอะไรกับน้ำมัน&amp;nbsp;ทำให้ SET ยิ่งวิ่งขึ้นไปอีก&amp;nbsp;สุดท้ายแล้ว SET ทั้งตัวก็เลยเคลื่อนไหวไปตามราคาน้ำมันซะงั้น เรื่องนี้ทำให้เราต้องนั่งงงกันอยู่บ่อยๆ ว่าทำไมเวลาน้ำมันแพงเอาๆ หุ้นธนาคารกลับยิ่งขึ้นเอาๆ ไม่รู้ว่าน้ำมันแพงมันไปช่วยให้ธนาคารดีขึ้นได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หันมามองเศรษฐกิจของประเทศไทย ลักษณะจำเพาะของเศรษฐกิจบ้านเราก็คือเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก แต่หากไปพิจารณาที่ SET แล้วกลับเห็นว่า หุ้นส่งออก ได้แก่ กลุ่มยานยนต์และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งสองกลุ่มรวมกันกลับมีน้ำหนักน้อยมากใน&amp;nbsp;SET (ไม่ถึง 10%)&amp;nbsp;ในขณะที่&amp;nbsp;เมื่อน้ำมันแพงขึ้น การนำเข้าน้ำมันเมื่อคิดเป็นมูลค่าจะสูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีกับหุ้นน้ำมันและดีกับ SET&amp;nbsp;แต่การนำเข้าเป็นสิ่งที่หักออกจากจีดีพี ดังนั้นยิ่งน้ำมันแพงมากเท่าไร กลับทำให้จีดีพีของประเทศยิ่งดูไม่ดีมากเท่านั้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สรุปแล้ว ทุกวันนี้ SET จึงสะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจไทยน้อยมาก&amp;nbsp;บางคนเห็นธุรกิจรอบๆ ตัวซบเซา คนเดินห้างน้อยลง แล้วจะเอามาใช้เป็นเหตุผลในการมองว่า SET จะเป็นยังไงต่อไปนั้น ก็ต้องบอกว่า เป็นวิธีที่ใช้ไม่ได้ผล เพราะตลาดหุ้นไทยมีหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศน้อยมากๆ&amp;nbsp;บ้านเรายังไปไม่ถึงจุดที่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็น&amp;nbsp;norms ของบริษัททั่วไป เหมือนอย่างในประเทศที่พัฒนาแล้ว หุ้นอุปโภคบริโภคที่เป็นที่นิยมจำนวนมากของบ้านเรายังคงเลือกที่จะอยู่นอกตลาดหุ้นอยู่ เมื่อปีที่แล้ว เราก็ได้เห็นกันแล้วว่า ราคาน้ำมันที่ 140 เหรียญทำเอาเศรษฐกิจในประเทศซบเซาหนัก เงินเฟ้อพุ่งไม่หยุด แต่แทนที่จะทำให้ SET แย่&amp;nbsp;SET กลับวิ่งไปสร้างสถิติสูงสุดใหม่ที่ 925&amp;nbsp;จุด เพราะราคาน้ำมันตัวเดียว นี่ย่อมพิสูจน์ให้เห็นว่า&amp;nbsp;แม้น้ำมันจะทำให้เศรษฐกิจโดยรวมแย่ลง แต่เมื่อ net กันแล้ว น้ำมันแพงกลับเป็นผลบวกกับ SET มากกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ไปๆ มาๆ การใช้ปัจจัยพื้นฐานวิเคราะห์ SET ทั้งตัว เช่น&amp;nbsp;ถ้าจีดีพีไม่ดีแล้ว SET จะต้องไม่ดีตามนั้น เป็นอะไรที่ไม่น่าจะเวิร์ค ปัจจัยพื้นฐานควรเอาไว้ใช้วิเคราะห์หุ้นเป็นรายตัวหรืออย่างน้อยก็เป็นรายกลุ่มเท่านั้น บอกอะไรเกี่ยวกับ SET ไม่ได้ครับ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/07/08/575</guid>
			<pubDate>Wed, 8 Jul 2009 18:57:58 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/07/08/575</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/07/08/575?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0111: เงินล้นโลก</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/26/564</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อคืนนี้ ลุงเบนบอกว่า ดูท่าทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังต้องการเวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัวได้ เพราะฉะนั้นเฟดจะขอใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างนี้ต่อไปอีกสักพักใหญ่&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;คำพูดของลุงเบนที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นนี้ไม่ได้ทำให้นักลงทุนกังวลแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับ&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ทำให้นักลงทุนโล่งใจกันมากกว่า&amp;nbsp;เพราะที่ผ่านมาเฟดได้ใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ&amp;nbsp;ตลาดมองเกมออกว่า ถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นได้เมื่อไร เฟดจะต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยทันที เพื่อสกัดภาวะเงินเฟ้อที่อาจเกิดจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเกินไป การขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วของเฟดจะทำให้สภาพคล่องที่เอ่อล้นอยู่ในเวลานี้ จะเกิดการตึงตัวขึ้น และจะทำให้ตลาดสินทรัพย์ทั่วโลกร่วงแรงได้&amp;nbsp;แต่พอลุงเบนออกมาส่งสัญญาณว่า จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยอีกสักพักใหญ่ ตลาดก็โล่งใจ เพราะเจ้ามือเลื่อนเวลาเก็บโต๊ะออกไปอีก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หลังจากตลาดการเงินของสหรัฐฯ ที่ปั่นป่วนเมื่อปีที่แล้วได้กลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อต้นปี สภาพคล่องที่เอ่อล้นอันเนื่องมาจากนโยบายของเฟดได้ถูกนักลงทุนนำมาลงทุนในตลาดสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกที่ไม่ใช่สกุลดอลล่าร์เพื่อเฮดจ์เงินเฟ้อที่อาจจะเกิดขึ้นได้อนาคต ด้วยเหตุนี้ ทั้งทองคำ น้ำมัน สินค้าโภคภัณฑ์&amp;nbsp;และตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลก ในเวลานี้ ต่างมีราคาปรับตัวพุ่งขึ้นแรงโดยทั่วหน้า&amp;nbsp;ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนแต่อย่างใด ราคาที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจาก &amp;quot;ภาวะเงินล้นโลก&amp;quot; มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สภาวะที่มีเงินอยู่ในระบบมากเกินไป ตลาดหุ้นมักจะมีความผันผวนมากกว่าธรรมดา เพราะนักลงทุนจะพร้อมใจกันถือหุ้นเอาไว้ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าหุ้นแพง เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปไว้ที่ไหนดี&amp;nbsp;ดังนั้นเมื่อใดที่มีข่าวร้ายเข้ามากระทบตลาด นักลงทุนก็จะรีบแข่งกันเทขายหุ้นออกมา แล้วรีบกลับมาถือเงินสดก่อนคนอื่น เพราะกลัวความสูง ตลาดหุ้นจึงมีความผันผวนสูงเพราะอ่อนไหวกับข่าวมากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ผู้คุมนโยบายการเงินโลก (คือ เฟด) ยังคงยินดีที่จะใช้นโยบายแบบผ่อนคลายต่อไป ไม่ช้าไม่นานหุ้นที่ร่วงลงอย่างรุนแรงเพราะข่าวร้ายก็จะกลับมาใหม่ได้อีก เพราะยังไงเสียเงินก็ยังล้นโลกอยู่เหมือนเดิม ขายออกมาแล้วจะเอาเงินไปไว้ที่ไหน&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากวันใดเฟดมีการกลับนโยบายการเงิน&lt;/font&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ย่อมมีผลกระทบกับตลาดหุ้นในลักษณะที่เป็นการถาวรได้&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เช่นนี้แล้ว การลงทุนในเวลานี้ต้องคอยจับตาท่าทีของลุงเบนเอาไว้ทุกฝีก้าวเชียวครับ&amp;nbsp;ลุงเบนแค่กระเอมนิดเดียว จิ๊กโก๋สะดุ้งกันทั้งซอย สิ่งนั้นมาจากทางไหน สักวันหนึ่งมันก็ต้องกลับไปทางนั้นครับ&lt;/font&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/26/564</guid>
			<pubDate>Fri, 26 Jun 2009 09:53:04 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/06/26/564</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/26/564?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0110: พันธบัตรสหรัฐฯ</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/18/563</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;วิกฤตซับไพร์มครั้งนี้ได้ทำให้ปี 2009 รัฐบาลสหรัฐฯ น่าจะขาดดุลงบประมาณสูงที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งประเทศมา คือ มากถึง 13% ของจีดีพี ส่วนหนึ่งเกิดจากเศรษฐกิจที่ถดถอย และการขาดดุลที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว ประมาณ 3% ของจีดีพี บวกกับแพจเกจช่วยเหลือสถาบันการเงินด้วยการปล่อยกู้และเพิ่มทุนเจ็ดแสนล้านดอลล่าร์ และแพจเกจกระตุ้นเศรษฐกิจอีกเกือบแปดแสนล้านดอลล่าร์&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หลายปีที่ผ่านมา ตลาดเคยวิตกกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลการค้าแบบเรื้อรังของสหรัฐฯ ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงถึง 7-8% ของจีดีพี อันเป็นระดับที่เชื่อกันว่าไม่สามารถดำรงอยู่ได้นาน ทำให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นในค่าเงินดอลล่าร์&amp;nbsp;ต่อมาวิกฤตซับไพรม์ที่เกิดขึ้นได้ช่วยทำให้การขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ลดลงไปเองเหลือเพียงแค่ 3% ของจีดีพีเท่านั้น เพราะกำลังซื้อของคนอเมริกันที่หายไปมาก อย่างไรก็ตาม แทนที่ความกังวลเกี่ยวกับเงินดอลล่าร์จะหายไป วิกฤตซับไพรม์เองกลับทำให้ สหรัฐฯ หันมาขาดดุลงบประมาณอย่างหนักแทนการขาดดุลการค้า ตลาดจึงยังต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับค่าเงินดอลล่าร์ต่อไป เพราะเป็นห่วงความสามารถในการชำระหนี้ของพญานกอินทรี ดังจะเห็นได้จากการที่ช่วงนี้ตลาดหันมาจ้องมอง treasury bond yield แทนที่จะสนใจพวก&amp;nbsp;spread หรือ ราคา CDS ของพวกเอกชนยักษ์ใหญ่ต่างๆ เหมือนเมื่อปีที่แล้ว ความน่ากลัวถูกย้ายจากฝั่งเอกชนไปที่รัฐบาลแทน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าหากพญาอินทรีคิดจะหักหลังเจ้าหนี้จริงๆ นั้นก็มีหนทางทำได้อยู่หลายทาง ทางแรกคือ การชักดาบโดยตรง (default) วิธีนี้เป็นที่เชื่อกันว่า จะไม่ได้เห็นอย่างแน่นอน ตลอดร้อยกว่าปีที่ผ่านมา พันธบัตรที่ออกโดยรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ยังไม่เคย default&amp;nbsp;เลยแม้แต่งวดเดียว&amp;nbsp;ทางที่สองซึ่งเป็นไปได้มากกว่าคือ รัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงชำระหนี้เต็มจำนวนต่อไปตามปกติ แต่จะ &amp;quot;ประดิษฐ์&amp;quot; ภาวะเงินเฟ้อขึ้นมา ภาวะเงินเฟ้อช่วยทำให้ purchasing power ของหนี้ค่อยๆ เสื่อมลงถอยไปเองในระยะยาว โดยที่ยอดหนี้ไม่ได้เปลี่ยนไป วิธีนี้ช่วยลดภาระของลูกหนี้ได้ทางอ้อม ว่ากันว่าในทางเทคนิค&amp;nbsp;ขณะนี้ สหรัฐฯ ก็กำลังทำวิธีอยู่แล้ว&amp;nbsp;เพราะการทำ Quantitative Easing ของเฟดเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีค่าเท่ากับการพิมพ์แบงก์ขึ้นมาเฉยๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการสร้างเงินเฟ้อขึ้นมานั่นเอง&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเวลานี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้น ทำให้สหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเงินฝืด เงินที่สร้างขึ้นมาจึงยังไม่มีผลอะไร งานนี้ก็ต้องวัดใจกันว่า ถ้าหากช่วงต่อจากนี้ไปเงินเฟ้อเกิดขยับขึ้นโดยที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นตัว สหรัฐฯ จะเลือกทำอย่างไรระหว่างการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อต้านเงินเฟ้อ หรือ ทิ้งเป้าหมายเรื่องการควบคุมเงินเฟ้อไปเลยโดยการไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจก่อน ถ้าสหรัฐฯ เลือกอย่างหลัง เราอาจได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจเกิดขึ้นกับตลาดการเงินของโลกทีเดียว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ถ้าหากสหรัฐฯ อยากให้ตลาดกลับมาเชื่อถือเงินดอลล่าร์อีกครั้ง รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องหาลดการขาดดุลงบประมาณลงให้ได้ ซึ่งก็มีหลายวิธี หนึ่งคือ การขึ้นอัตราภาษี แต่วิธีนี้คงทำได้ยากในทางการเมือง&amp;nbsp;สองคือ รัฐฯ ต้องหันมาควบคุมการใช้จ่าย วิธีนี้ก็ทำได้จำกัดอีกเช่นกัน รัฐบาลโอบามาเพิ่งจะออกมาสัญญากับตลาดว่าจะพยายามลดการขาดดุลงบประมาณลงจนเหลือราว 3% ของจีดีพีภายในปี 2012 แต่ตลาดก็ยังงงๆ อยู่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร อย่าลืมว่า โอบามามีสัญญาประชาคมหลายอย่างที่ยังต้องทำให้เห็นอะไรเป็นรูปธรรมภายในสามสี่ปีนี้ ที่สำคัญที่สุดคือ นโยบายสุขภาพ ซึ่งโอบามามีนโยบายสร้างระบบใหม่ที่ครอบคลุมประชาชนทุกคน ซึ่งต้องใช้เงินของรัฐฯ อีกไม่น้อย เป็นต้น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ในความเป็นจริง ส่วนมากแล้วปัญหาการขาดดุลงบประมาณไม่ว่าประเทศไหนในอดีตมักไม่ได้หมดไปด้วยสองวิธีที่กล่าวมาข้างต้น แต่หมดไปได้ถ้าเศรษฐกิจดี เพราะเมื่อเศรษฐกิจดี คนมีรายได้มากขึ้น รัฐฯ ก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติทั้งที่ยังเก็บที่อัตราเดิมอยู่ ดังนั้น ความสามารถในการแก้ไขปัญหาการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ในช่วงสี่ปีข้างหน้าจะขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นอย่างมากว่าจะฟื้นเร็วหรือช้า&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;อันว่าที่จริงแล้ว หนี้สะสมของรัฐบาลสหรัฐฯ ณ เวลานี้ไม่ได้ถือว่าสูงมาก เพราะคิดเป็นเพียง % ของจีดีพีเท่านั้น (รัฐบาลญี่ปุ่นและอิตาลีมีหนี้เกิน 100% ของจีดีพีมานานแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าจะเจ๊ง) ดังนั้น ตลาดอาจกำลังวิตกกังวลมากเกินไปก็ได้ รัฐบาลสหรัฐฯ จึงยังสามารถก่อหนี้เพิ่มได้อีกมาก อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องอาศัยนักลงทุนต่างประเทศเป็นผู้ซื้อถึง 1 ใน 3 ของทั้งหมด ซึ่งผู้ซื้อรายใหญ่คือ จีน ดังนั้น ท่าทีของจีนที่มีต่อวินัยทางการคลังของสหรัฐฯ จึงเป็นประเด็นสำคัญด้วย ถ้าอยู่ดีๆ จีนหยุดซื้อพันธบัตรของสหรัฐฯ ดอกเบี้ยระยะยาวสกุลดอลล่าร์จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมากเพื่อสกัดเงินไหลออกจากสหรัฐฯ สภาพคล่องของโลกจะตึงตัวอีกครั้ง และย่อมส่งผลรุนแรงต่อตลาดสินทรัพย์ทุกชนิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างได้ประโยชน์จากการที่จีนช่วยซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยเหมือนกัน&amp;nbsp;ก็ต้องหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะลดการขาดดุลงบประมาณลงได้จนเป็นผลสำเร็จ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/18/563</guid>
			<pubDate>Thu, 18 Jun 2009 14:20:17 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/06/18/563</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/18/563?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0109: จะมีวิกฤตซ้อนวิกฤตมั้ย?</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/14/560</link>
            <description>&lt;p&gt;เวลานี้ดูเหมือนว่า วิกฤตซับไพรม์ซึ่งได้พัฒนาจนกลายเป็นวิกฤตโลกเมื่อปีที่แล้วจะอยู่ในขั้นที่ควบคุมได้แล้ว เพราะถึงตอนนี้ไม่น่าจะมีสถาบันการเงินขนาดใหญ่แห่งไหนล้มเพิ่มเติมอีก ส่วนเศรษฐกิจโลกที่แม้ว่าจะยังไม่ฟื้นแต่ก็เริ่มหาที่ยืนได้&amp;nbsp;วิกฤตครั้งนี้ดูจะไม่ได้เลวร้ายขนาดที่กูรูหลายท่านคาดการณ์ไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นได้ว่า สหรัฐฯ แก้ปัญหาวิกฤตครั้งนี้ด้วยการให้ภาครัฐฯ เข้าไปแบกรับความเสียหายทั้งหมดของภาคเอกชนเอาไว้แทน ตลาดจึงไม่ต้องเข้าสู่ภาวะล่มสลาย นับเป็นการดับเครื่องชนของพญาอินทรี เพราะทั้งเฟดและกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ต่างแบกหนี้ไว้จนหลังแอ่น งานนี้เจ๊งเป็นเจ๊ง ถ้าทำไม่สำเร็จ ลุงแซมยอมตายไปเลย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;แต่ก็ดูเหมือนเดิมพันครั้งนี้จะได้ผลเสียด้วย ทุกอย่างเดินไปได้ตามแผนที่ลุงแซมวางเอาไว้ แม้เครดิตของลุงแซมลดลงไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าก็ยังมีเหลือพอที่จะก่อหนี้จำนวนมหาศาลเพื่อมาแก้ปัญหาในครั้งนี้อยู่&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;ดังนั้น ถ้าหากเวลานี้ใครยังกลัวว่าจะยังมีวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือไม่ สิ่งที่ต้องควรจับตามองมากที่สุดน่าจะเป็น ภาครัฐฯ ของสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งได้แก่&amp;nbsp;กระทรวงการคลังและเฟด ว่าจะสามารถประคองตัวเองต่อไปได้อย่างราบรื่นหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เมื่อปีที่แล้ว เฟดเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินที่มีปัญหาสามารถกู้เงินจากเฟดได้โดยไม่จำกัด เฟดอุดหนุนเงินกู้เหล่านั้นการสร้าง&amp;nbsp;Reserve ใหม่เข้าไปในระบบธนาคารพาณิชย์ จากเดิมที่เคยมีอยู่ในระบบประมาณ $11 billions กลายเป็น $900 billions ภายในเวลาอันสั้น!!!!! เทียบเท่ากับการพิมพ์เงินขึ้นมา Reserve ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลตามไปด้วย เรื่องนี้จึงได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวและทำให้ธนาคารพาณิชย์กลับมาปล่อยสินเชื่ออีกครั้ง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เกี่ยวกับเรื่องนี้ เฟดบอกว่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดกัน เพราะเมื่อตลาดเงินเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ สถาบันการเงินที่กู้เงินด่วนไปก็จะพากันมาใช้คืนหนี้ทำให้&amp;nbsp;Reserve ลดลงไปเอง ก่อนที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัว ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ตามที่เฟดพูด เพราะ ถึงเวลานี้ Reserve ที่เพิ่มขึ้นมา $900 billions ลดลงไปครึ่งหนึ่งแล้ว ภายในเวลาแค่ไม่ถึงครึ่งปี นอกจากนี้ ถ้าหาก Reserve เกิดไม่ลดลงต่อหลังจากนี้ เฟดก็ได้เตรียมรับมือไว้แล้ว ด้วยการขออนุมัติที่จะจ่ายดอกเบี้ยให้กับ Reserve ที่ขอกู้มา อัตราดอกเบี้ยที่เฟดกำหนดจะจ่ายให้จะเป็นตัวกำหนดเพดานขั้นต่ำของ fed fund rate ซึ่งจะทำให้เฟดสามารถควบคุมการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์จาก Reserve ส่วนเกินนี้ได้ จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่า เฟดจะควบคุมการปล่อยสินเชื่อของธนาคารไม่ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ Reserve จะมีแนวโน้มลดลง แต่เมื่อต้นปี เฟดก็ได้สร้างความกังวลใหม่ให้กับตลาดอีก ด้วยการประกาศจะเข้าแทรกแซงตลาดเงินโดยตรง (Quantitative Easing) ซึ่งเทียบเท่ากับการพิมพ์เงิน โดยการซื้อพันธบัตร $300 billions เพื่ดกดดอกเบี้ยระยะยาวลง ซื้อบอนด์ของเฟดดี้และแฟนนี่ $200 billions และซื้อ MBS อีก $1.25 Trillions เพื่อพยุงตลาดอสังหาฯ ตลาดกังวลว่า เมื่อโปรแกรมนี้จบลงแล้ว เฟดจะขายตราสารเหล่านี้ออกมาอย่างไร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เกี่ยวกับเรื่องนี้ เฟดบอกว่าสำหรับพันธบัตรนั้นไม่น่าห่วงเพราะเป็นจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับตลาดทั้งตลาด การขายออกมาคงไม่มีผลกระทบอะไร แต่สำหรับบอนด์หรือ MBS นั้น เกือบจะเรียกได้ว่าเฟดกลายเป็นตลาดไปแล้ว ถ้าหากขายออกมาทันทีจะเป็นปรากฏการณ์ที่ใหญ่มากแน่นอน ถ้าดูจากพฤติกรรมในอดีตของเฟด เชื่อว่า เฟดน่าจะถือตราสารเหล่านี้จนครบอายุแทน &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;เนื่องจากอายุเฉลี่ยของตราสารเหล่านี้เท่ากับ 5-10 ปี ดังนั้นเฟดจะต้องหาทางค่อยๆ ดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินที่เกิดขึ้นมาก่อนระหว่างทาง ซึ่งเชื่อกันว่า เฟดจะใช้วิธีออกตั๋วเงินระยะสั้นๆ ของตัวเองหมุนไปเรื่อยๆ เพื่อมิให้กระทบตลาด ซึ่งเฟดก็ได้ขออนุมัติเตรียมเอาไว้แล้ว&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;สรุปแล้ว แม้ตัวเลขจะดูใหญ่ แต่ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไรสำหรับเฟด เพราะเตรียมอาวุธไว้เยอะ ลุงเบนน่าจะเอาอยู่&amp;nbsp;ถ้าจะห่วง กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ&amp;nbsp;น่าจะมีอะไรให้ห่วงมากกว่าเฟด ไว้จะมาเล่าให้ฟังครับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/14/560</guid>
			<pubDate>Sun, 14 Jun 2009 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/06/14/560</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/14/560?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0108: Distressed Company ตอนที่ 2</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/07/558</link>
            <description>&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ในภาวะปกติ&lt;span&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ผู้ถือหุ้น&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ต่างกับ เจ้าหนี้&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ตรงที่ข้อตกลงเรื่องการจ่ายผลตอบแทน บริษัทมีข้อผูกมัดที่กำหนดไว้แล้วล่วงหน้าว่าจะต้องจ่ายผลตอบแทนให้เจ้าหนี้เมื่อใดเป็นจำนวนเท่าใด แต่บริษัทไม่มีข้อผูกมัดใดๆ กับผู้ถือหุ้นเลยในเรื่องการจ่ายผลตอบแทน การจ่ายเงินปันผลไม่มี &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;commitment &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ใดๆ ทั้งสิ้น&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;(นักลงทุนที่คิดว่าเงินปันผลเป็นสิ่งที่ยั่งยืนของการลงทุนในหุ้นจึงเป็นความเชื่อที่ผิด) แต่ก็เพราะผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นมีความแน่นอนน้อยกว่าของเจ้าหนี้นี่แหละที่ทำให้ผลตอบแทนที่คาดหวัง &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;(Expected Return) &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ได้ของการลงทุนในหุ้นจึงสูงกว่าตราสารหนี้เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่มากกว่านั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;แต่เมื่อใดที่สภาพคล่องของบริษัทเริ่มมีปัญหา ผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ล้วนแต่ไม่แน่นอนทั้งคู่ แต่เจ้าหนี้ก็ยังต่างกับที่ผู้ถือหุ้นอยู่ตรงที่เจ้าหนี้จะมีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งก่อนถ้าหากมีการเลิกบริษัทและชำระบัญชี หมายความว่า ถ้านำสินทรัพย์ที่เหลือของบริษัทออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้ทุกรายจนหมด ถ้าหากยังเหลือเงินอยู่อีกเท่านั้น ผู้ถือหุ้นจึงจะมีสิทธิ์ได้ในเงินส่วนนั้นไป มิฉะนั้นแล้ว ผู้ถือหุ้นก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับอะไรเลยจากการชำระบัญชี&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ที่จริงแล้ว ในบรรดาเจ้าหนี้ด้วยกันเองก็ยังมีสิทธิในส่วนนี้ไม่เท่ากัน เจ้าหนี้ที่มีสิทธิ์สูงสุดคือเจ้าหนี้ที่มีประกัน &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;(secured debt) &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;เพราะจะมีสิทธิ์ในสินทรัพย์ที่บริษัทใช้วางเป็นหลักประกันนั้นแต่ผู้เดียวโดยที่เจ้าหนี้คนอื่นไม่มีสิทธิ์ได้แบ่ง เจ้าหนี้ที่มีหลักประกันปลอดภัยขนาดที่ว่าต่อให้บริษัทดิ้นเข้าแผนฟื้นฟูได้แล้ว เจ้าหนี้ที่มีประกันก็ยังสามารถยึดหลักประกันได้เหมือนเดิม&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ส่วนใหญ่แล้วเจ้าหนี้ที่มีประกันก็มักจะได้แก่ ธนาคาร&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;เมื่อเจ้าหนี้ที่มีประกันรอดตัวไปแล้ว เจ้าหนี้ที่เหลือก็ต้องมานั่งมองหน้ากันเอง เพราะต่างฝ่ายก็ต่างไม่มีหลักประกัน ตัวอย่างของเจ้าหนี้กลุ่มนี้ได้แก่ หุ้นกู้แบบไม่มีประกัน ซึ่งในบางกรณียังแบ่งออกเป็นแบบไม่ด้อยสิทธิ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;(Senior Debt)&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt; และแบบด้อยสิทธิ (&lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;Subordinated debt) &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;หุ้นกู้แบบด้อยสิทธิจะมีศักดิ์ต่ำกว่าแบบไม่ด้อยสิทธิ ส่วนมากแล้ว บริษัทมักจะออกหุ้นกู้แบบด้อยสิทธิในกรณีที่บริษัทเคยออกหุ้นกู้ไปแล้ว แล้วเจ้าหนี้หุ้นกู้เดิมกลัวว่าในอนาคตบริษัทจะออกหุ้นกู้เพิ่มอีกทำให้โอกาสในการได้รับชำระหนี้ในกรณีชำระบัญชีของตัวเองลดลง เจ้าหนี้หุ้นกู้เดิมจึงบังคับไว้ให้หุ้นกู้ที่บริษัทจะออกอีกในอนาคตต้องเป็นหุ้นกู้ด้อยสิทธิเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้แบบด้อยสิทธิก็ยังมีศักดิ์เหนือกว่าผู้ถือหุ้นนะครับ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;นอกจากนี้เจ้าหนี้ที่ไม่มีประกันยังรวมถึง บรรดาเจ้าหนี้การค้าทั้งหลาย พนักงานของบริษัทที่ไม่ได้รับเงินเดือนบางเดือน หรือค่าชดเชยในกรณีให้ออกจากงาน กรมสรรพากรที่มีภาษีค้างจ่าย ตลอดจนกองทุนประกันสังคม อีกด้วย โดยมากแล้ว เมื่อบริษัทเริ่มมีปัญหาสภาพคล่อง บริษัทมักเริ่มค้างจ่ายค่าใช้จ่ายเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า ผู้ถือหุ้นอยู่ท้ายสุดของคิวจริงๆ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;เวลาซื้อหุ้นบางคนชอบดูที่ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;Book Value &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;โดยให้เหตุผลว่า เวลาบริษัทเจ๊ง ยิ่งบริษัทมีสินทรัพย์อยู่มากเท่าไร ผู้ถือหุ้นก็มีโอกาสที่จะได้แบ่งมากเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผมกลับพบว่า บริษัทส่วนใหญ่ที่มาถึงขั้นตอนของการชำระบัญชีมักดิ้นรนมาแล้วทุกวิถีทาง ทำให้มักขอยื่นล้มละลายเมื่ออยู่ในสภาพที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวไปแล้ว โอกาสราคาขายทอดตลอดของสินทรัพย์ที่เหลืออยู่จะสูงกว่ามูลหนี้ทั้งหมดที่บริษัทมีอยู่นั่น มักจะมีน้อยมากๆ พูดง่ายๆ ก็คือ เวลาบริษัทเจ๊ง อย่าไปหวังเลยว่าผู้ถือหุ้นจะได้อะไร ฉะนั้น การตีค่าของหุ้นจาก &lt;/span&gt;&lt;font size=&quot;3&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Book Value &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;จึงอาจไม่ใช่วิธีที่ดีนัก ในทัศนะของผม &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ในกรณีที่บริษัทเข้าแผนฟื้นฟู กระบวนการเจรจาหนี้ก็จะเกิดขึ้น ดอกเบี้ยค้างจ่ายของพวกเจ้าหนี้ไม่มีประกันมักจะโดน &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;hair cut &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ในขณะที่ เงินต้นจะถูกเจรจาให้เปลี่ยนเป็นหุ้นแทน (ถ้าตัดไปเลยจะดูไม่จริงใจ เพราะเหมือนกับว่าเจ้าหนี้โดนมากกว่าผู้ถือหุ้นเดิม) ทำให้ความเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้นเดิมจะต้องถูก &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;dilute &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ลงไปอย่างมาก นอกจากนี้&amp;nbsp;แผนฟื้นฟูส่วนใหญ่ยังจะต้องให้มีการเพิ่มทุนใหม่เข้าไปอีก เพื่อเติมสภาพคล่องให้กับบริษัท มิฉะนั้น ธุรกิจก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้ การเพิ่มทุนก็มักจะต้องมีการลดทุนผู้ถือหุ้นเดิมให้เกือบหมดก่อน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นรายใหม่ได้สัดส่วนสูงพอที่จะทำให้ผู้ถือหุ้นรายใหม่กล้าเพิ่มทุน ซึ่งจะยิ่งทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมโดน dilute หนักเข้าไปอีก&amp;nbsp;ใ&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;นกรณีเช่นนี้ ถึงแม้ว่าบริษัทจะผ่านแผนฟื้นฟูจนกลับมาดำเนินธุรกิจต่อไปได้สำเร็จ หุ้นของผู้ถือหุ้นเก่าก็แทบไม่มีค่าเหลือแล้ว เนื่องจากต้องโดน &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;dilute &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;อย่างมหาศาลระหว่างที่เข้าแผนฟื้นฟู การเข้าไปช้อนซื้อหุ้นก่อนจะเข้าแผนฟื้นฟูจึงมักไม่สามารถทำให้นักลงทุนกลายเป็นเศรษฐีได้อย่างที่เข้าใจกัน เพราะเมื่อบริษัทกลับมาได้ในอีกหลายปีต่อมา หุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมมักไม่ได้กลับมาด้วย&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;จะเห็นได้ว่า&amp;nbsp; dilution เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เมื่อบริษัทหนึ่งเริ่มมีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ราคาในกระดานมักจะถอยลงอย่างมาก ตลาดลดราคาหุ้นลงไปก่อนเลย in anticipation of การเพิ่มทุนเอาไว้ล่วงหน้า&amp;nbsp;ตัวอย่างเช่น บริษัทเคยมีพีอี&amp;nbsp;9 เท่า แต่พอมีปัญหาสภาพคล่อง หนี้เยอะ D/E สูงมาก&amp;nbsp;ตลาดจะคำนวณไว้ล่วงหน้าเลยว่า บริษัทจะต้องเพิ่มทุนอย่างน้อยเท่าไรจึงจะทำให้ D/E กลับมาอยู่ในระดับปกติ เช่น อาจจะต้องออกหุ้นใหม่อย่างน้อย&amp;nbsp;1&amp;nbsp;หุ้นเดิมต่อ 2 หุ้นใหม่ ดังนั้นถ้าสมมติฐานเกี่ยวกับกำไรสุทธิในอนาคตของบริษัทยังเหมือนเดิมทุกประการ แต่จำนวนหุ้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า (ขนมพายเท่าเดิม แต่ตัวหารเพิ่มขึ้น) ราคาในกระดานอาจจะหล่นลงไปเหลือพีอี&amp;nbsp;แค่ 3&amp;nbsp;เท่า&amp;nbsp;เป็นต้น เมื่อบริษัทประกาศเพิ่มทุนใกล้เคียงกับที่ตลาดคิดไว้จริงๆ ราคาหุ้นอาจจะไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว เพราะเมื่อถึงวันที่ลูกหุ้นใหม่เข้าเทรด ราคาหุ้นยังเท่าเดิม แต่พีอีจะเปลี่ยนจาก 3 เท่า กลับมาเป็น 9 เท่าเอง เช่นนี้เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;กรณีเพิ่มทุนแค่ 3 เท่านี้ ยังถือว่าฐานกรุณา ถ้าเจอต้องเพิ่มทุน 1 ต่อ 10 อันนี้ หุ้นเก่าแทบไม่มีค่าอะไรเลย บางทีราคาหุ้นร่วงไปเหลือแค่เศษสตางค์ก็ยังนับว่าแพง เพราะพีอี 2 เท่า ที่จริงแล้วคือ 20 เท่า หลังเพิ่มทุน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;3&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;นักลงทุนที่ชอบซื้อหุ้นโดยวิธีหาหุ้นที่มีพีอีต่ำๆ แล้วเข้าไปซื้อ&amp;nbsp;แบบไม่สนใจรายละเอียดว่าธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างไร&amp;nbsp;มักติดกับดัก เพราะมักจะได้เจอหุ้นที่สภาพคล่องทางการเงินไม่ค่อยดีเหล่านี้ และคิดไปว่า ตนเองค้นพบหุ้นราคาถูกแล้ว จึงเข้าไปซื้อ หารู้ไม่ว่า ที่ตลาดเทรดหุ้นเหล่านี้ที่ราคาต่ำมาก ไม่ใช่เพราะไม่มีใครในตลาดรู้จักหุ้นตัวนี้ แต่เป็นเพราะ ตลาดคาดการณ์การเพิ่มทุนเอาไว้เลยล่วงหน้า&amp;nbsp;แต่ที่พีอียังต่ำอยู่อย่างนั้นเดือนแล้วเดือนเล่า เป็นเพราะบริษัทยังหาคนที่จะมาซื้อหุ้นเพิ่มทุนไม่ได้ เพราะไม่มีสถาบันไหนอยากซื้อ&amp;nbsp;เมื่อนักลงทุนซื้อไปแล้วก็ต้องประหลาดใจที่พบว่า ภายหลังเมื่อบริษัทหาหนทางเพิ่มทุนได้สำเร็จ พีอีกลับไปแพงกว่าเดิม โดยที่ราคาหุ้นเท่าเดิม หรือน้อยลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ&amp;nbsp;ดังนั้นอ&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ย่าลืมเช็ค Balance Sheet ของบริษัทด้วยว่ากำลังอ่อนแออยู่หรือไม่&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;หุ้น&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ที่จะต้องเพิ่มทุนในอนาคต กับหุ้นที่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนนั้น มูลค่าจะแตกต่างกันอย่างมากมาย จะคิดเหมือนกันไม่ได้&amp;nbsp;หุ้น turnaround ที่สามารถกลับมาได้ ถ้าหากต้องเพิ่มทุนอย่างมากมายระหว่างทาง ผู้ถือหุ้นเดิมก็จะไม่ได้อะไรอยู่ดีครับ ไม่เหมือนกับหุ้นที่กลับตัวได้โดยไม่ต้องเพิ่มทุนเลย&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/07/558</guid>
			<pubDate>Sun, 7 Jun 2009 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/06/07/558</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/07/558?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0107: Distressed Company ตอนที่ 1</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/02/555</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บริษัทหนึ่งๆ จะขาดทุนหรือมีขาดทุนสะสมมากแค่ไหนก็ได้ต่อให้ขาดทุนจนส่วนทุนติดลบไปแล้วก็ยังไม่ถือว่า &amp;quot;เจ๊ง&amp;quot; ครับ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บริษัทหนึ่งๆ จะ &amp;quot;เจ๊ง&amp;quot; ก็ต่อเมื่อ &amp;quot;ขาดสภาพคล่อง&amp;quot; ต่างหากครับ การขาดสภาพคล่องจะทำให้บริษัทต้องผิดนัดชำระหนี้ ( Default ) ซึ่งนั่นแหละครับถึงที่จะเริ่มมีคนเดือดร้อน (เจ้าหนี้) &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อบริษัทผิดนัดชำระหนี้ เจ้าหนี้ที่ไม่พอใจจะไปฟ้องศาลเพื่อให้ศาลสั่งให้เลิกบริษัทเพื่อนำสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ไปขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาใช้คืนเจ้าหนี้ (เท่าที่จะใช้ได้) นั่นแหละครับ &amp;quot;เจ๊ง&amp;quot; แน่ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แต่โดยมากแล้ว บริษัทมักรู้ตัวเองก่อนว่ากำลังจะผิดนัดชำระหนี้เร็วๆ นี้ เพราะเงินสดในลิ้นชักหมด ถ้าหากถึงตอนนี้ เจ้าของบริษัทยังไม่ยอมแพ้ เจ้าของอาจชิงไปขอศาลให้บริษัทเข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์เพื่อให้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์ทวงหนี้ชั่วคราวก่อนถึงวันชำระหนี้ ถ้าแบบนี้ก็ถือว่าบริษัทล้มละลาย (bankrupt) โดยความสมัครใจ ถ้าศาลอนุญาต เจ้าหนี้ก็ทำอะไรบริษัทไม่ได้ [กระบวนการนี้ถูกเขียนไว้ในหมวดที่ 11 ของกฏหมายล้มละลายของสหรัฐฯ ดังนั้น สำนวนภาษาอังกฤษคำว่า Chapter 11 ก็เลย แปลว่า &amp;quot;ล้มละลาย&amp;quot; ได้ด้วย]&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;สาเหตุที่ต้องมีทางเลือกอันนี้ไว้ให้บริษัทด้วยเป็นเพราะ ในบางกรณีนั้น ธุรกิจของบริษัทอาจจะยังมีศักยภาพอยู่ เพียงแต่บริษัทอาจประสบปัญหาสภาพคล่องชั่วคราว แต่เมื่อบรรดาเจ้าหนี้เริ่มได้กลิ่นไม่ดี โดยมากแล้ว บรรดาเจ้าหนี้จะรีบชิงทวงหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น เพราะใครช้ามักจะอด แต่ถ้าเจ้าหนี้ทุกรายแห่มาทวงหนี้พร้อมกันหมด ต่อให้บริษัทจะยังมีศักยภาพแค่ไหนก็คงไม่รอด ด้วยเหตุนี้ กฏหมายจึงเปิดทางเลือกให้บริษัท&amp;quot;ขอเวลานอก&amp;quot;ได้ชั่วคราว ให้มีโอกาสได้ขายของสักพัก จนมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น เมื่อบริษัทสามารถกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง ย่อมดีกับทั้งเจ้าของบริษัทและเจ้าหนี้ด้วย แต่ถ้าหาก &amp;quot;ขอเวลานอก&amp;quot; แล้วไม่สำเร็จ ไปไม่รอดอยู่ดี ถึงเวลานั้นค่อยเลิกบริษัทก็ได้ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อบริษัทเข้าสู่กระบวนการพิทักษ์ทรัพย์ จะต้องมีการทำแผนฟื้นฟูกิจการมาเสนอต่อศาล โดยมากแล้วผู้บริหารแผนฟื้นฟูก็มักจะได้แก่เจ้าของบริษัทเองนั้นแหละ เพราะไม่มีใครจะรู้สถานการณ์ของบริษัทดีไปกว่าเจ้าของบริษัทเอง (แต่เจ้าของอาจจ้างมืออาชีพมาช่วยเขียนแผนให้อีกที) แผนฟื้นฟูต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้ด้วย เมื่อศาลอนุมัติแผนฟื้นฟู บริษัทก็จะเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการอาจจะ 3 ปี หรือ 5 ปี หรือกี่ปีก็แล้วแต่ ในช่วงนี้ เจ้าหนี้ห้ามมารบกวนบริษัท และโดยมากแล้ว ส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูมักจะหนีไม่พ้นการปรับโครงสร้างหนี้ด้วย ซึ่งก็คือการเจรจาของลดหนี้จากเจ้าหนี้ (เรียกกันเล่นๆ ว่า haircut) เพื่อช่วยลดภาระของบริษัท โอกาสที่แผนฟื้นฟูจะประสบความสำเร็จจะได้มีมากขึ้น พูดง่ายๆ ก็คือ งานนี้ เจ้าหนี้น่าสงสารที่สุดครับ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;เมื่อครบกำหนดแผนฟื้นฟูแล้ว ศาลจะพิจารณาอีกครั้งว่า ฐานะการเงินของบริษัทเป็นเช่นไร ถ้าหากแข็งแกร่ง บริษัทก็จะออกจากแผนฟื้นฟูกลายเป็นบริษัทปกติอีกครั้ง (ซึ่งต้องเริ่มกลับมาชำระหนี้ด้วย) แต่ถ้าหากดูแล้วยังแย่อยู่แต่ยังพอมีหวังอยู่ ศาลอาจจะพิจารณาให้ต่อแผนฟื้นฟูออกไปอีก ถ้าดูแล้ว ยังไงก็ไม่รอด ศาลก็จะสั่งให้เลิกบริษัท นำสินทรัพย์ขายทอดตลาดเอาเงินมาคืนเจ้าหนี้ (ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะมีอะไรเหลือให้ขายน้อยยิ่งกว่าตอนแรกเสียอีก T_T )&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;กระบวนการล้มละลายก็มีอยู่ประมาณนี้ เอาไว้ค่อยมาดูต่อในมุมมองของผู้ถือหุ้นรายย่อยกันบ้าง&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/02/555</guid>
			<pubDate>Tue, 2 Jun 2009 00:08:37 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/06/02/555</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/06/02/555?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0106: Making sense of an IPO (ตอนที่ 2) </title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/05/20/538</link>
            <description>&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;เมื่อบริษัทจ้างที่ปรึกษาทางการเงินให้ช่วย&lt;u&gt;แต่งตัว&lt;/u&gt;ให้จนสามารถผ่าน&lt;u&gt;ไฟล์ลิ่ง&lt;/u&gt;ได้แล้ว ก่อนจะเสนอขายหุ้นจองได้ &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;บริษัทยังต้องจ้าง &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;อีก เพื่อให้ช่วยกระจายหุ้นให้&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;มีหน้าที่พาบริษัทไปออก&lt;u&gt;โรดโชว์&lt;/u&gt;เพื่อจูงใจให้นักลงทุนรายใหญ่จองหุ้นซึ่งขึ้นอยู่กับเครือข่ายนักลงทุนที่ตัวเองมีอยู่ว่ากว้างขวางมากแค่ไหน อีกทั้งต้องพยายามช่วยบริษัทคิดสตอรี่เจ๋งๆ เพื่อยั่วกิเลสนักลงทุนให้สนใจจองหุ้นกันมากๆ &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;หลังจากโรดโชว์เสร็จแล้ว &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ก็จะช่วยบริษัทกำหนดราคาหุ้นจองที่เหมาะสมให้โดยประเมินจากระดับความสนใจของบรรดานักลงทุนรายใหญ่ที่ไปโรดโชว์มา &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ความเชี่ยวชาญของ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ในการกำหนดราคาจองมีผลต่อความสำเร็จของหุ้นจองเป็นอย่างมาก เพราะถ้ากำหนดราคาหุ้นจองต่ำเกินไป แม้หุ้นจะขายดีก็จริง แต่ก็เท่ากับว่า บริษัทเสียโอกาสที่จะขายหุ้นจองได้ในราคาที่ดีไปด้วย (หรือที่เรียกว่า &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;leave too much money on the table) &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;แต่ถ้ากำหนดราคาหุ้นจองสูงเกินไป หุ้นจองก็ขายไม่หมด &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;(undersubscribed) &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;เวลาที่นำหุ้นเข้าไปเทรดในตลาดฯ ราคาปิดวันแรกมีโอกาสที่จะร่วงลงอย่างรุนแรง เนื่องจากความต้องการซื้อหุ้น ณ ราคาจองมีน้อยมาก ผู้ที่ได้ตัดสินใจจองหุ้นไปก็จะเจ็บตัวไปตามๆ กัน &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt; ที่เก่งจะสามารถกำหนดราคาหุ้นจองได้พอดีๆ ทำให้เมื่อนำหุ้นเข้าไปเทรดในตลาดฯ วันแรก ราคาหุ้นสามารถปิดเหนือจองได้ &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;เกี่ยวกับเรื่องนี้ เวลาที่หุ้นจองบางตัวคุยว่ายอดจองล้นหลายเท่า แต่เวลาเข้าเทรดจริงๆ ราคาปิดวันแรกกลับต่ำจองอย่างมากมาย ก็น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งว่า ที่คุยว่ายอดจองล้นหลายเท่านั้น เป็นของจริงหรือเปล่า เพราะถ้ายอดจองล้นหลายเท่าก็แสดงว่า ยังมีนักลงทุนอีกมากที่ต้องการหุ้นแต่จองไม่ได้ แล้วทำไม ราคาหุ้นจึงต่ำจองอย่างมากมาย นักลงทุนที่ยังต้องการหุ้นเหล่านั้นหายไปไหนกันหมด ทำไมไม่มาซื้อในตลาดฯ ในวันที่หุ้นเปิดเทรด คล้ายกับว่า ข้ออ้างว่ายอดจองล้นนั้นเป็นเพียงคำพูดที่จูงใจให้นักลงทุนจองหุ้นเท่านั้น&lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;รายได้ส่วนหนึ่งของ Underwriter จะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าหุ้นที่ขายได้&amp;nbsp;เพื่อให้แน่ใจว่า &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt; จะไม่กำหนดราคาจองสูงๆ เพื่อหวังค่าธรรมเนียมมากๆ อย่างเดียว&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;จึงต้องรับประกันด้วยว่า ในกรณีที่หุ้นจองขายไม่หมด &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;จะต้องรับซื้อหุ้นจองที่เหลือนั้นไว้เอง ข้อตกลงนี้ยังช่วยทำให้แผนการลงทุนของบริษัทไม่ได้ผลกระทบหากหุ้นขายไม่หมดอีกด้วย&amp;nbsp;โครงสร้างรายได้เช่นนี้ช่วยทำให้ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter&amp;nbsp;มีแรงจูงใจที่จะกำหนดราคาหุ้นจองให้เหมาะสมที่สุด ไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไปเพราะจะส่งผลเสียต่อ Underwriter&amp;nbsp;เองทั้งสองด้าน&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot; size=&quot;5&quot;&gt;โดยสถิติแล้ว หุ้นจองจะยืนเหนือจองได้หรือไม่ ภาวะตลาดในขณะนั้นมีผลอย่างมาก ในช่วงตลาดกระทิงจำนวนหุ้นที่ยืนเหนือจองได้จะมีสูงมาก ทั้งหุ้นดีหุ้นไม่ดี แต่ในยามตลาดย่ำแย่ แม้แต่หุ้นดีๆ ก็ยังเหนือจองกันไม่ได้ ดังนั้นจริงๆ แล้ว หุ้นจองเป็นเรื่องของ Sentiment เยอะมาก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;บางบริษัทที่ต้องการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่า เมื่อจองหุ้นไปแล้ว โอกาสยืนเหนือจองในวันแรกที่เปิดเทรดจะมีสูง&amp;nbsp;บริษัทอาจงัดกลไกเพิ่มเติมอีกชนิดหนึ่งขึ้นมาใช้ด้วย เรียกว่า &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Greenshoe Option&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt; ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างบริษัทกับ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ว่า ในกรณีที่หุ้นจองล้น &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;มีสิทธิ์ขายหุ้นจองเพิ่มขึ้นได้อีกไม่เกิน &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;15% เป็นต้น&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;&amp;nbsp;โดยเป็นการยืมหุ้นมาจากผู้ถือหุ้นใหญ่ชั่วคราว เมื่อหุ้นเข้าตลาดแล้ว &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;จึงค่อยเข้าไปซื้อหุ้นในตลาดกลับมาคืนผู้ถือหุ้นใหญ่ ข้อตกลงแบบนี้ช่วยทำให้หุ้นมีโอกาสยืนเหนือจองได้มากขึ้น เนื่องจากเมื่อใดที่หุ้นเทรดต่ำกว่าจอง &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ย่อมเข้าไปช้อนซื้อ เนื่องจากจะทำให้ได้กำไรทันที เนื่องจากยืมหุ้นมาขายในราคาจอง แต่ซื้อกลับได้ในราคาที่ต่ำกว่า แรงช้อนซื้อของ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;จึงช่วยพยุงราคาหุ้นในตลาดเอาไว้ได้ ทำให้หุ้นมีโอกาสยืนเหนือจอง&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;text-indent: 36pt; margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม ถ้าใครเห็นบริษัทงัด &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Greenshoe option &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ออกมาล่อใจแล้วก็อย่าตายใจคิดว่าจองไปแล้วต้องยืนเหนือจองได้แน่ๆ เพราะ&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Greenshoe &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ไม่ได้ป้องกันในกรณีที่ทั้งบริษัทและ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;รวมหัวกันคิดไม่ซื่อกับนักลงทุน กรณีนั้นอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ ถึงมี &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Greenshoe &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;แล้ว แต่หุ้นก็ยังต่ำจองมากมายซะงั้น&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;พอนักข่าวไปถาม &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;underwriter &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;; font-size: 14pt&quot;&gt;ก็บอกว่างงเหมือนกันที่หุ้นต่ำจองเพราะซื้อคืนไปหมดแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมยังมีแรงขายอยู่อีก ไปถามเจ้าของก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ขายเลยสักหุ้น เลยไม่รู้ว่าผีที่ไหนเทหุ้นออกมา จับมือใครดมไม่ได้ สรุปแล้ว รายย่อยโดนหลอกในจองหุ้นแพงอีกแล้ว ตามเคย&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/05/20/538</guid>
			<pubDate>Wed, 20 May 2009 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/05/20/538</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/05/20/538?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0105: Making sense of an IPO (ตอนที่ 1)</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/05/15/537</link>
            <description>&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;บริษัทมหาชนจำกัด (บมจ.) แตกต่างจากบริษัทจำกัด (บจก.) ทั่วไปตรงที่สามารถระดมทุนจากสาธารณชนได้ กฎหมายระบุไว้มิให้บริษัทจำกัดทั่วไปเชิญชวนให้ชาวบ้านเอาเงินมาลงทุนเป็นการสาธารณะ เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการหลอกลวงเป็นอย่างมากแบบเดียวกับแชร์ลูกโซ่ทั้งหลายที่เป็นข่าวอยู่บ่อยๆ &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;/font&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;บมจ.ต้องอยู่ภายใต้ พรบ.มหาชน ซึ่งมีกติกาในการประกอบกิจการที่ยุ่งยากกว่าบริษัทจำกัด กติกาเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความยากลำบากให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีเจตนาจะเอารัดเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย การระดมทุนต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกของบมจ. จะเรียกว่า &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;Initial Public Offering &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;หรือ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;IPO &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;และหุ้นที่นำมาขายก็จะเรียกว่า หุ้น &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;IPO &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;หรือว่า หุ้นจอง ที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/font&gt; &lt;/font&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;อันที่จริง เมื่อบมจ.ขายหุ้นจองได้แล้ว บมจ.ไม่จำเป็นต้องนำหุ้นเข้าไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ กฎหมายไม่ได้บังคับไว้ ดังนั้นการเสนอขายหุ้นจองกับการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดฯ จึงเป็นคนละเรื่องกัน &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าหาก บมจ.ไม่นำหุ้นเข้าไปจดทะเบียนในตลาดฯ ด้วย นักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่จองซื้อหุ้นของบริษัท เพราะซื้อแล้วขายต่อเพื่อทำกำไรได้ยาก เพราะไม่ได้มีตลาดรองรับ ทำให้ไม่น่าซื้อ ฉะนั้น ส่วนใหญ่แล้ว บมจ. ที่ขายหุ้นจองจึงมักต้องนำหุ้นเข้าไปจดทะเบียนในตลาดฯ ด้วยเสมอ เพื่อช่วยให้หุ้นจองขายออก การเสนอขายหุ้นจองจึงมักตามมาด้วยการนำหุ้นเข้าไปจดทะเบียนในตลาดฯ เสมอจนคนทั่วไปนึกว่า เป็นเรื่องเดียวกันไปเสียแล้ว &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;นักลงทุนที่กล้าซื้อหุ้นจองตั้งแต่ก่อนที่บริษัทจะได้รับอนุญาตจาก กลต.ให้เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ ได้หรือที่เรียกว่าผ่านไฟลิ่ง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกนักลงทุนสถาบัน หรือพวก &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;private equity &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ซึ่งมีศักยภาพมากพอที่จะเข้าไปตรวจสอบบริษัทเองได้เท่านั้น นักลงทุนเหล่านี้จะมักได้ซื้อหุ้นของบริษัทในราคาที่ต่ำกว่าที่คาดว่าจะเป็นราคาจองมาก ทำให้มีโอกาสได้กำไรสูงเมื่อหุ้นเข้าตลาดฯ ได้สำเร็จ แต่นักลงทุนเหล่านี้ก็ต้องเสี่ยงกับการที่บริษัทอาจเข้าตลาดได้ช้ากว่ากำหนด หรือถ้าแย่กว่าอาจเข้าตลาดไม่สำเร็จในที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่เสี่ยงมากสำหรับนักลงทุนที่ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบบริษัทได้ด้วยตนเอง &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ปกติแล้วการจะผ่านไฟล์ลิ่งของกลต.ได้นั้น มีขั้นตอนที่ยุ่งยากมากพอสมควร ข้อกำหนดที่เข้มงวดเหล่านี้ช่วยทำให้เกิดความเชื่อมั่นมากขึ้นในระดับหนึ่งว่า กิจการของบริษัทมีความน่าเชื่อถือมากพอ (ไม่ใช่บริษัทไก่กา) ที่จะปล่อยให้นักลงทุนรายย่อย ซึ่งโดยพฤติกรรมแล้ว มีการศึกษาก่อนที่จะลงทุนน้อยมาก ซื้อหุ้นเหล่านั้นในตลาดฯ ได้ โดยมากแล้ว บมจ.ทุกแห่งจำเป็นต้องจ้างที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นบริษัทมืออาชีพทางด้านนี้โดยเฉพาะมาช่วยเตรียมตัว (แต่งตัว) เพื่อขอไฟล์ลิ่ง ซึ่งใช้เวลาเป็นปีและมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากด้วย ส่วนใหญ่แล้ว ภาระของที่ปรึกษาทางการเงินมักไม่แตกต่างกันมากนักไม่ว่าบริษัทจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ ดังนั้น บริษัทขนาดเล็กที่คิดจะเข้าตลาดฯ จะเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าตลาดฯ ในสัดส่วนที่สูงกว่ามากเมื่อเทียบกับขนาดของธุรกิจ&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ยังไม่นับเรื่องการที่ต้องเปลี่ยนผู้สอบบัญชีใหม่ให้เป็นผู้สอบบัญชีที่รับอนุญาต ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเช่นกัน แถมยังต่อเนื่องอีกต่างหาก อย่างไรก็ตาม บริษัทก็เอาเงินชาวบ้านที่จะได้จากการขายหุ้นจองนั้นแหละมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ดังนั้นในแง่กลยุทธ์ เอาเข้าจริงๆ การกำหนดให้การเข้าตลาดต้องมีค่าใช้จ่ายสูงไม่ได้ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับหุ้นได้มากขึ้นเท่าไรนัก เพราะเจ้าของเดิมไม่ได้มีต้นทุนอะไร&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ปกติแล้ว เวลาบริษัทเสนอขายหุ้นจอง หุ้นจองนั้นอาจเป็นหุ้นใหม่ (หุ้นเพิ่มทุน) ทั้งหมด หรืออาจเป็นหุ้นเพิ่มทุนส่วนหนึ่งบวกกับหุ้นเก่าของผู้ถือหุ้นเดิมส่วนหนึ่งก็ได้ เท่าที่ยังอยู่ในสัดส่วนที่ข้อบังคับของ ตลท.อนุญาต ในกรณีที่ บริษัทเอาหุ้นเก่าของผู้ถือหุ้นเดิมมาให้จองมากๆ นักลงทุนควรตั้งคำถามให้มากๆ ก่อนที่จะตัดสินใจจอง เงินที่ได้จากการขายหุ้นเก่าจะไม่เข้าบริษัท แต่จะเข้ากระเป๋าผู้ถือหุ้นเดิมแทน ถ้าหากบริษัทยังมีอนาคตที่ดีอยู่ แล้วเจ้าของเดิมเอาหุ้นของตัวเองจำนวนมากออกมา &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;cash out &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ทำไม&lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;? &lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ส่วนใหญ่แล้ว เจ้าของเดิมชอบอ้างว่า บริษัทมีฐานะการเงินที่ดีอยู่แล้ว ไม่ได้ต้องการเงินสดมาก แต่เข้าตลาดเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์เท่านั้น แต่นักลงทุนก็ควรคิดเอาเองว่าควรจะเชื่อคำพูดของเจ้าของเดิมหรือไม่ &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;นอกจากนี้ นักลงทุนทุกรายที่จองหุ้นควรได้ซื้อหุ้นจองในราคาเดียวกันทั้งหมด แต่ในบางกรณี บริษัทอาจให้สิทธิพนักงานและ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ผู้มีอุปการะคุณ&lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;rdquo;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt; จองหุ้นในราคาที่ต่ำกว่านักลงทุนทั่วไปได้ ในกรณีของพนักงานบริษัทนั้นอาจพอเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องของขวัญกำลังใจและสวัสดิการพนักงาน แต่ในกรณีของ &lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;ldquo;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;ผู้มีอุปการะคุณ&lt;/span&gt;&lt;font face=&quot;Times New Roman&quot;&gt;&amp;rdquo;&lt;/font&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt; นั้น ถ้าหากได้รับการจัดสรรหุ้นไม่เยอะมากก็ยังพอเข้าใจได้ เพราะกว่าบริษัทจะโตมาถึงขนาดที่เข้าตลาดได้ คงต้องพึ่งพาใครต่อใครมากมาย เมื่อบริษัทยังเล็กอยู่ ทุนไม่หนา การตอบแทนผู้มีอุปการคุณเป็นเงินโดยตรงอาจทำได้ไม่เต็มที่ ทำให้ต้องใช้โอกาสนี้ในการตอบแทนผู้มีอุปการคุณในรูปแบบของสิทธิ์ในการจองหุ้นในราคาต่ำแทน แต่ถ้าผู้มีอุปการคุณได้รับจัดสรรหุ้นเป็นจำนวนมาก ก็สมควรต้องตั้งคำถามอย่างแรงถึงความโปร่งใสเหมือนกัน เพราะเท่ากับเป็นการอาศัยกำลังทรัพย์ของผู้ถือหุ้นรายย่อยให้ช่วยตอบแทนผู้มีอุปการคุณให้ทางอ้อมอย่างหนึ่ง ถือเป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย เพราะผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ต้องมีส่วนในการตอบแทนด้วย&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;ที่สำคัญ เวลาจะจองหุ้น อย่ามัวแต่ดูราคาว่าถูกหรือไม่เมื่อเทียบกับพีอีปัจจุบัน สิ่งที่สำคัญกว่าคือ บริษัทจะเอาเงินเพิ่มทุนที่ได้ไปทำอะไร เพราะจะส่งผลอย่างยิ่งต่อกำไรในอนาคตของบริษัทหลังจากที่ได้จองซื้อหุ้นไปแล้วครับ &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style=&quot;margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt&quot; class=&quot;MsoNormal&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: 14pt; font-family: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;&quot;&gt;&lt;font size=&quot;5&quot;&gt;ในเชิงกลยุทธ์แล้ว หุ้นจองเป็นหุ้นที่ไม่น่าจองเสมอ เพราะถ้าราคาจองเป็นราคาที่ถูกเกินจริงจะไม่เหลือตกมาถึงเรา ดังนั้นถ้าจองแล้วเหลือมาถึงเราได้ แสดงว่า ขายไม่ค่อยออก&amp;nbsp;วันเข้าตลาดจึงมีโอกาสสูงที่จะต่ำจอง สรุปแล้ว มีแต่ทางขาดทุนมากกว่าทางได้ ถ้าหากสนใจหุ้นตัวนั้นจริงๆ เพราะชอบกิจการ&amp;nbsp;การไปรอวัดดวงซื้อเอาในวันที่เข้าตลาดแล้วจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หุ้นที่เทรดในตลาดแล้ว ราคาที่เห็นเป็นราคาที่ยืนได้ด้วยแรงซื้อแรงขายที่เป็นของจริง ไม่เหมือนกับราคาจองที่เป็นราคาที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ&amp;nbsp;ไม่รู้จะยืนได้หรือเปล่า อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเป็นหุ้นจองรัฐวิสาหกิจที่กระจายหุ้นด้วยวิธีจับสลาก อันนี้ค่อยน่าซื้อตอนจองหน่อย เพราะถ้าหากเราได้รับการจัดสรร ไม่ใช่เป็นเพราะ หุ้นขายไม่ออก แต่เป็นเพราะเราบังเอิญโชคดี แบบนี้โอกาสได้กำไรในวันเปิดเทรดมีสูงครับ &lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/05/15/537</guid>
			<pubDate>Fri, 15 May 2009 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/05/15/537</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/05/15/537?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0101: แนวโน้มใหญ่ในปัจจุบัน</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/30/501</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;การมอง Demand Trends ถือเป็นวิธีหนึ่งที่สำคัญในการพิจารณาเลือกลงทุน วิธีมอง Demand&amp;nbsp;Trends ที่ดีอย่างหนึ่งก็คือ การมองแนวโน้มใหญ่ (MegaTrend)&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;แนวโน้มใหญ่คือ ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมซึ่งส่งผลต่อความต้องการสินค้าและบริการในภาคธุรกิจ แนวโน้มใหญ่มักเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นติดต่อกันนานหลายปี&amp;nbsp;ไม่ใช่แค่ชั่วคราวแล้วหายไป (อย่างนั้นจะเรียกว่าเป็น Fads หรือ Fashions) ดังนั้นการวิเคราะห์แนวโน้มใหญ่เป็นวิธีที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว&amp;nbsp;แนวโน้มใหญ่ที่ผมพอจะมองเห็นในปัจจุบันมีดังนี้ (หลายอย่างเกิดขึ้นมาตั้งนานมากแล้ว แต่ทุกวันนี้ก็ยังดำเนินอยู่)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;1. Aging Society ปรากฏการณ์ที่คนแก่กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อคิดเป็นร้อยละของประชากรทั่วโลก&amp;nbsp;ทำให้สินค้าที่เน้นขายคนแก่ย่อมมี Demand ที่เติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องในอนาคต&amp;nbsp;อาทิเช่น ธุรกิจโรงพยาบาล เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;2. Free Trade ข้อตกลงเขตการค้าเสรีที่กำลังมีผลบังคับใช้มากขึ้นเรื่อยๆ จะช่วยทำให้การค้าการลงทุนข้ามชาติมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพราะต้นทุนที่ต่ำลง&amp;nbsp;ส่งผลดีต่อ ธุรกิจนำเข้า ส่งออก รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทั้งหลาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;3.&amp;nbsp;CyberWorld ผู้คนใช้เวลากับอินเตอร์เน็ตและมือถือแต่ละสัปดาห์มากขึ้นเรื่อยๆ&amp;nbsp;ส่งผลดีต่อธุรกิจให้บริการเน็ต เครือข่ายมือถือ ผู้นำเข้าอุปกรณ์มือถือ&amp;nbsp;สินค้าไอที&amp;nbsp;ธุรกิจเกมออนไลน์ ฯลฯ ในขณะที่ ธุรกิจเพลง โทรทัศน์ และธุรกิจหนังสือพิมพ์ ล้วนได้รับผลกระทบจากแนวโน้มอันนี้ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;4. Global Warming ภาวะโลกร้อนได้กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมไปทั่วโลก ส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทางเลือก การกำจัดขยะ และการจัดการสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;5. Energy Constraints การที่คนยากจนในจีนและอินเดียหลายร้อยล้านคนกำลังมีฐานะที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วได้ทำให้โลกมีการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวกับทรัพยากรทั้งหลาย เช่น สำรวจน้ำมัน เหมืองแร่ ฯลฯ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;6. Food Constraints ภาวะอากาศแปรปรวน ผู้คนมีฐานะดีขึ้น พื้นที่การเกษตรที่จำกัด และการเอาพืชไปใช้เป็นพลังงานทางเลือก ได้ทำให้เกิดภาวะอาหารขาดแคลน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรพลอยได้รับประโยชน์จากแนวโน้มนี้&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;7. Modern Trade แนวโน้มที่ผู้คนนิยมซื้อสินค้าในห้างมากขึ้นเรื่อยๆ ซื้อของในตลาดสดน้อยลง เพราะชีวิตที่เร่งรีบ ต้องการความสะอาด เสพติดโปรโมชั่น ช่วยทำให้ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่และห้างสรรพสินค้ามีการเติบโตได้ต่อเนื่อง &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ข้อดีของการลงทุนตามแนวโน้มใหญ่คือเมื่อเศรษฐกิจโดยรวมมีปัญหาสินค้าเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบไม่ต่างกับธุรกิจอย่างอื่น แต่เวลาทุกอย่างกลับมา พวกมันมีโอกาสมากกว่าอย่างอื่นที่จะกลับมาได้ เพราะมันมีแนวโน้มเป็นพื้นฐานที่คอยรองรับอยู่แล้ว&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp;การเลือกลงทุนจะดู Demand Trends อย่างเดียวไม่ได้ ต้องดู Competitive Advantage&amp;nbsp;ด้วย&amp;nbsp;อย่างเช่น ในกรณีของโรงงานผลิตแก๊สโซฮอล แม้พลังงานทางเลือกจะเป็นแนวโน้มใหญ่&amp;nbsp;แต่เนื่องจากนโยบายของรัฐที่ขาดความชัดเจน และ Barrier to Entry ที่ต่ำ&amp;nbsp;กลับทำให้ธุรกิจนี้ไม่ได้ดีอย่างที่คิดครับ&amp;nbsp;เลือกหุ้นต้องพิจารณาทั้ง DT และ&amp;nbsp;CA จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งเสียไม่ได้ &amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/30/501</guid>
			<pubDate>Thu, 30 Apr 2009 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/04/30/501</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/30/501?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
                        <item>
            <title>0104: 7 คำถามที่ได้ยินมากที่สุดในที่ประชุมผู้ถือหุ้น</title>
            <link>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/20/532</link>
            <description>&lt;p&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ช่วงนี้ได้มีโอกาสไปประชุมผู้ถือหุ้นหลายบริษัท ได้ยินคำถามจากผู้ถือหุ้นที่คล้ายๆ กันทุกที่ก็รวบรวมเป็น 7 คำถามยอดนิยมครับ&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ไม่ทราบว่าบริษัทจะปันผลให้มากขึ้นกว่านี้อีกได้หรือไม่? เห็นเงินสดในงบดุลยังมีเหลืออยู่อีก&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บริษัทน่าจะพิจารณาทำของชำร่วยแจกผู้ถือหุ้นที่มาประชุมด้วย &lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;ที่จอดรถหายากมาก ควรมีที่จอดรถสำหรับผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะ และครั้งหน้าขอให้จัดสถานที่ประชุมให้อยู่ตามแนวรถไฟฟ้าด้วย&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;รายงานประจำปีครั้งหน้าขอให้ส่งเป็นซีดีรอม เพื่อลดภาวะโลกร้อน เพราะมีคนใช้งานไม่ถึง 10%&amp;nbsp;แล้วจัดพิมพ์เป็นเล่มแค่ 10% ก็พอ สำหรับคนที่ต้องการอ่านจริงๆ ให้มาขอในที่ประชุม&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;รายงานประจำปีที่ส่งมาเป็นซีดีรอม ผมเปิดไม่เป็น ขอให้ส่งเป็นเล่มดีกว่า&amp;nbsp;ถ้าต้องมาขอรับเป็นเล่มที่นี่ ผมจะไม่ได้อ่านมาก่อน ทำให้ไม่ได้เตรียมตัว&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;บริษัทน่าจะพิจารณาจัดนำเที่ยวโรงงานให้กับผู้ถือหุ้น&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;font size=&quot;4&quot;&gt;หุ้นของบริษัททุกวันนี้มีสภาพคล่องน้อยมาก&amp;nbsp;ท่านประธานน่าจะเข้ามาดูแลสภาพคล่องให้กับพวกเราบ้าง -_-&amp;#39;&amp;nbsp;&lt;/font&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;
</description>
            <guid>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/20/532</guid>
			<pubDate>Mon, 20 Apr 2009 08:00:00 +0700</pubDate>
            <category>/1001ii/</category>
                                        <wfw:comment>http://portal.settrade.com/commentapi/1001ii/1001ii/2009/04/20/532</wfw:comment>
            <wfw:commentRss>http://portal.settrade.com/blog/1001ii/2009/04/20/532?page=comments&amp;flavor=rss2</wfw:commentRss>
                                </item>
            </channel>
</rss>
