Sunday, 17 January 2010
0133: Recency Bias
« 0132: ตำนานปูน | Main | 0134: Anchoring »สมองของมนุษย์มีจุดอ่อนอยู่อย่างหนึ่ง (ที่จริง มีหลายอย่าง) คือ เรามีแนวโน้มจะให้น้ำหนักกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ มากกว่าเรื่องอื่นๆ (Recency Bias)
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเพิ่งมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ หมาดๆ มีตึกถล่ม มีคนเสียชีวิตมากมาย หลังจากนั้น ยอดผู้ซื้อประกันภัยอาคารจากแผ่นดินไหวมักจะสูงขึ้นอย่างมาก พอผ่านไปสัก 2 เดือนก็จะค่อยๆ ลดลงจนเท่ากับระดับปกติ ทั้งที่ Probability ที่จะเกิดแผ่นดินไหวของเมืองหนึ่งๆ มีค่าเท่าเดิมเสมอไม่ว่าจะเป็นช่วงหลังเกิดแ่ผ่นดินไหวใหม่ๆ หรือในช่วงเวลาปกติ (ไม่นับพวก Aftershock ซึ่งถือเป็นครั้งเดียวกัน) เรามักกลัวแผ่นดินไหวมากกว่าปกติในช่วงที่แผ่นดินไหวเพิ่งจะเกิดไปหมาดๆ
เวลามีข่าวเครื่องบินตกใหม่ๆ การเดินทางด้วยเครื่องบินมักจะลดลงอย่างมาก แต่หลังจากข่าวเริ่มเงียบหายไป ก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม เวลามีข่าวผับไฟไหม้มีคนตายเพียบ คนเที่ยวผับก็จะน้อยลงไปสองอาทิตย์ จากนั้นก็กลับไปเหมือนเดิมอีก
พวกนักการเมืองรู้จัก Recency Bias เป็นอย่างดี เวลาใกล้จะเลือกตั้งใหม่ พวกเขาก็จะทำตัวขยันเป็นพิเศษ เพราะรู้ดีว่า ประชาชนจะจำแต่สิ่งที่พวกเขาทำในช่วงใกล้โค้งสุดท้ายมากที่สุด ถ้านักการเมืองคนไหนพลาดท่าเสียที มีข่าวฉาวเพียงหนเดียว ในช่วงใกล้เลือกตั้ง ความดีทั้งหมดที่มีมากกว่าที่เคยทำมาอดีตจะแทบไม่มีผลอะไรเลย เพราะโดนข่าวล่าสุด กลบผลของมันไปจนหมด
นักลงทุนในตลาดหุ้นก็มีลักษณะเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน ในช่วงหลังจากเกิดวิกฤตตลาดหุ้นใหม่ๆ นักลงทุนมักจะกลัววิกฤตมากเป็นพิเศษ ตลาดหุ้นจะเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกเขา ไม่ว่าหุ้นจะถูกแค่ไหนหรือเศรษฐกิจจะดีขึ้นอย่างไร นักลงทุนจะยังไม่กล้าซื้อหุ้นอยู่ดี ต่อเมื่อเวลาผ่านไปอีกนานๆ ความกลัวเหล่านั้นก็จะเริ่มจางหายไปเอง ทั้งที่จริงๆ แล้ว เราควรทำตรงข้าม กล่าวคือ หลังตลาดหุ้นเกิดวิกฤตใหม่ๆ เราไม่ควรจะกลัวที่จะซื้อหุ้นแต่เป็นเวลาที่เราควรจะกล้าซื้อหุ้นมากกว่า
เวลาหุ้นพื้นฐานดีๆ บางตัวมีข่าวร้ายมากระทบ ความรู้สึกของเราเกี่ยวกับพื้นฐานโดยรวมของหุ้นตัวมักแย่ลงไปด้วย เราจะเริ่มไม่ค่อยแน่ใจกับปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นที่เราเคยเชื่อว่าดีจนทำให้เราตัดสินใจลงทุน ทั้งที่เราก็รู้ดีว่าข่าวร้ายเหล่านั้นจะไม่ได้ติดตัวหุ้นนั้นไปแบบถาวร แต่เีราอดไม่ได้ที่จะให้น้ำหนักข่าวร้ายนั้น มากกว่าสิ่งดีๆ ทั้งหมดของหุ้นตัวนั้นที่เคยเป็นมาตลอดและยังไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะข่าวร้ายนั้นเลยแม้แต่น้อย
ความยากของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ เรามักไม่รู้ตัวว่าเรากำลังลำเอียงอยู่ เพราะเวลาที่เราลำเอียง เรามักใช้อารมณ์ของเราฟันธงไปก่อน แล้วสมองของเราจึงค่อยหาเหตุผลมาสนับสนุนการตัดสินใจของเรานั้น เราจึงมักรู้สึกว่าเรากำลังใช้เหตุผลอยู่ เวลาที่เราลำเอียง ที่จริงแล้ว เหตุผลเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่สมองของเราคัดเลือกมาเพื่อสนับสนุนอารมณ์ของเราเท่านั้นโดยคัดกรองเหตุผลอื่นๆ ที่ขัดแย้งออกไป เราจึงไม่รู้ตัวว่าเราลำเอียง ใครก็ตามที่มีสติรู้ทันจิตใจของตัวเองได้ดีกว่าคนอื่น คนนั้นจะสามารถเล่นหุ้นได้ดีกว่าคนอื่น ทั้งที่ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายเลย
Recency Bias เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนมักขายหุ้นในเวลาที่ไม่ควรขายที่สุด และไม่ยอมซื้อหุ้นในเวลาที่ควรซื้อหุ้นมากที่สุดด้วย
จริงแฮะ ผมขาดทุนครั้งแรกกับ SAT แล้วผมก็ไม่คิดไปเล่นมันอีกเลย จนกว่ามันจะราคาดีจริงๆ
สวัสดีครับ คุณ สุมาอี้ ผมพยายามติดตามหาซื้อหนังสือของคุณทั้งหมดทุกเล่มแต่ไม่สามารถหาได้ง่ายนัก ไม่ทราบว่าพอจะมีเหลือ หรือสามารถสั่งได้โดยตรงกับคุณเองเลยหรือป่าวครับ ถ้าได้อย่างไร ขอความกรุณาแจ้งด้วยน่ะครับ พอดีผมอยู่ต่างประเทศหาหนังสืออย่างนี้อ่านยากมาก ถ้าหากยังมีและยังเหลืออยู่จะได้ให้ที่บ้านสั่งแล้วส่งมาให้อ่านครับ ขอบคุณมากนะครับ ติดตามอ่านผลงานอยู่ตลอดครับ ยอมรับว่า อ่านง่ายเข้าใจง่ายดี อย่างนี้น่าจะเขียนเป็นนิยายเรื่องหุ้นเข้าชิงซีไรด์บ้างน่ะครับ ขอบคุณครับ......กาย
หนังสือมนุษย์เศรษฐกิจ 2.0 แนะนำให้อ่านจริงๆครับ อ่านเกือบ 2 รอบแล้ว ที่ B2S มีครับ
ตอนนี้มีคนเชียร์ให้ขายล้างพอร์ตเยอะมากครับ แล้วให้ไปซื้อกองทุน Agriculture Commodity แทน คุณสุมาอี้คิดว่าไงครับ?
เรื่องสั้นของผมเรื่องนั้นคงไม่ได้ซีไรต์แน่ครับ เพราะได้รับก้อนอิฐมาไม่น้อยเลย ^_^
คุยกายลองดูรายชื่อหนังสือได้ใน dekisugi.net/books นะครับ ลองแจ้งผมมาว่าจะเอาเล่มไหนบ้าง พร้อมที่อยู่ ผมจะได้ไปเช็คค่าส่งไปต่างประเทศมาให้
คุณสุมาอี้น่าจะเขียนบทความลงในนี้ สักอาทิตย์ละครั้ง เดือนนึงก็ 4 บทความ ไม่มากไม่น้อยเกินไป บทความคุณ
อ่านง่าย และมีข้อคิดดี และไม่แสวงหาประโยชน์ใดๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่ตามอ่านเสมอ หรือคุณสุมาอี้มีเขียนบทความ
ลงที่ไหนอีกบ้าง ช่วยบอกหน่อยนะครับ ปกติผมก็อ่านจาก
settrade นี่แหละ
ระหว่าง Recency Bias กับ Bias ประเภทที่นักลงทุนมักคิดว่า ตัวเองคาดการณ์ถูก หลังจากที่ผลลัพธ์ได้เกิดขึ้นไปแล้ว .. พี่สุมาอี้คิดว่า นักลงทุนมีไบแอสตัวไหนมากกว่ากันครับ
... แล้วก็ผมขอถามเพิ่มนะครับ ว่ามีวิธีอย่างไรที่จะฝึกไม่ให้เรามี Recency Bias น่ะครับ
อ้าวเหรอ ผมเพิ่งตัดสินใจไปเมื่อตอนปลายปีว่าจะเขียนในนี้ประมาณเดือนละหนึ่งตอน
ผมมีบล็อกส่วนตัวที่เขียนเรื่องสัพเพเหระคือ dekisugi.net และเขียนคอลัมน์ในนสพ.กรุงเทพธุรกิจทุกวันพุธเว้นพุธนะครับ
Bias มีหลายชนิดมาก แต่ละคนก็มีจุดอ่อนไม่เหมือนกันด้วย บางคนแพ้ Bias บางอย่างมากกว่าอีกอย่างหนึ่ง
ถ้าเป็นไปได้ รบกวนขอเดือนละสองตอนก็ยังดี เถอะนะคร้าบ ถ้าพอเขียนไหว ขอบคุณครับ
โชคดีที่ได้อ่านบล็อกต่างๆของพี่โจ๊กครับ ทำให้มี Primacy Effect ต่อการเล่นหุ้นเป็นบวก และ ต่อยอดได้จริง
เคยไป กิมเอง เจ้าหน้าที่แนะนำว่าก่อนเลยว่า แน่ใจหรอว่าจะเสี่ยง ,ทหารไทย (SET50)แนะนำว่าอาจสูญเงิน
หุ้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวของคนที่ไม่รู้จริง รวมทั้งความกลัวของเจ้าหน้าที่
บางคน กล่าวว่า หุ้นไม่ต่างจากซื้อหวย
ทั้งที่การพนัน เป็นแค่เรื่องตัวเลข(พักกี้ เพียสัน)แต่หุ้นเป็นเรื่องตัวเลขและศิลปะ เราชนะตลาดได้ไม่ยากถ้ามี วินัยเพียงพอและต่อเนื่อง ส่วนคนที่จิตใจมีแต่ความลำเอียง ชอบใช้อารมณ์ตัดสินแล้วไปหาเหตุผลมาอ้างข้างๆคูๆ พฤติกรรมเช่นนี้ เป็นพฤติกรรมแมงเม่าโดยแท้
โชคดีที่ได้อ่านบล็อกต่างๆของพี่โจ๊กครับ ทำให้มี Primacy Effect ต่อการเล่นหุ้นเป็นบวก และ ต่อยอดได้จริง
เคยไป กิมเอง เจ้าหน้าที่แนะนำว่าก่อนเลยว่า แน่ใจหรอว่าจะเสี่ยง ,ทหารไทย (SET50)แนะนำว่าอาจสูญเงิน
หุ้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวของคนที่ไม่รู้จริง รวมทั้งความกลัวของเจ้าหน้าที่
บางคน กล่าวว่า หุ้นไม่ต่างจากซื้อหวย
ทั้งที่การพนัน เป็นแค่เรื่องตัวเลข(พักกี้ เพียสัน)แต่หุ้นเป็นเรื่องตัวเลขและศิลปะ เราชนะตลาดได้ไม่ยากถ้ามี วินัยเพียงพอและต่อเนื่อง ส่วนคนที่จิตใจมีแต่ความลำเอียง ชอบใช้อารมณ์ตัดสินแล้วไปหาเหตุผลมาอ้างข้างๆคูๆ พฤติกรรมเช่นนี้ เป็นพฤติกรรมแมงเม่าโดยแท้
เห็นบ่อยๆ คนที่ชอบใช้อารมณ์ตัดสินใจ แล้วหาเหตุผลมาสนับสนุนทีหลัง ถ้าไม่มั่นคงในเหตุผลแล้ว การตัดสินใจย่อมผิดพลาด มาเล่นหุ้นก็เป็นได้แค่แมงเม่า เข้าสังคมก็อาจถูกหลอกให้เล่นแชร์ลูกโซ่ ตกเป็นเหยื่อทุกเวทีแข่งขัน ถ้ามีสติ ย่อมตัดสินใจได้ดี สามารถเล่นหุ้นได้ดีเพราะจะมีวินัยต่อเนื่องยาวนานกว่า
รู้ตัวเลยครับเวลาจะซื้อขายหุ้นแต่ละครั้ง เคยอยู่ครั้งหนึ่งหุ้นที่เพิ่งลงทุนมาไม่กี่วันราคามันขึ้นไปเรื่อยๆ จนเลยราคาเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็ไม่ยอมขายเพราะรู้สึกดีกับหุ้นตัวนี้ พอเจอวิกฤตราคาตกอย่างรวดเร็ว ก็รีบขายที่ราคาต้นทุนเพราะกลัวมันจะแย่ไปกว่านี้... สุดท้าย ตอนนี้มันกลับไปอยู่แถวๆ ราคาเป้าหมายที่ผมประมาณไว้
ช่วงปลายปีผมจะว่างมากกว่าช่วงต้นปี ช่วงนั้นอาจจะเขียนให้บ่อยขึ้นได้ครับ
ดูเหมือนว่างานจะเข้าตลาดหุ้นเอเชียกันยกใหญ่แล้วครับ ผมเฉลี่ยซื้อ Index Shanghai stock Index ไว้พอสมควร ตอนนี้ Port ติดลบแล้วอ่ะ เล่นลบวันละ 1-2% ทุกวัน
กำเงินใจสั่น จะซื้อซ้ำอีกก็ไม่กล้า ซื้อเฉลี่ยก็กลัวมันร่วงอีกอ่ะครับ
คุณสุมาอี้คิดว่า ตลาดหุ้นเอเชียมีโอกาสจะตกไปเหมือนช่วง Q4 2008 อีกรึเปล่าครับ
ตลาดหุ้น เป็นเรื่องทฤษฎี 80/20 คนส่วนน้อย ร้อยละ 20 จะได้ผลตอบแทน ร้อยละ 80 เสมอ
ดังนั้น จะเห็นว่า คนส่วนใหญ่ ที่เล่นเก็งกำไรจึงมักจะขาดทุน หรือได้กำไรเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าจะลงทุนให้ได้กำไร ก็ต้องตามกลยุทธ์คนส่วนน้อย
-เวลาเทคนิคบอกว่าหุ้นจะตกหนัก นักวิเคราะห์เชียร์ให้ขายแล้ว ผมจะต้องทยอยซื้อเมื่อพื้นฐานหุ้นตัวนั้นยังไม่แย่
-แต่ถ้าเทคนิคัลบอกให้ซื้อ ผมก็อาจจะอยู่นิ่งๆ หรือ ซื้อนิดหน่อยเสมอ
พบได้กับตัวเอง เวลาที่เราทยอยซื้อเก็บระยะยาวไปนานๆ แล้วหุ้นฟื้นตัวจนได้กำไรพอได้แล้ว เทคนิคก็จะส่งสัญญานซือ นักวิเคราะห์ก็จะเชียร์ให้ซื้อ จากนั้นไม่นาน รายย่อยก็จะแห่กันมา แต่คนส่วนน้อยที่เก็บหุ้นไว้ก่อนก็จะได้กำไรตามสมควรเลยที่เดียวครับ
ถึงคุณ เบิร์ด
ที่คุณอ้างถึง กองทุนทหารไทย SET50 ที่พนักงานเตือนว่าอาจจะสูญเงินนั้น ผมเจอกับตนเอง ว่า พนง.ส่วนใหญ่ก็กลัวตลาดหุ้นมากเหมือนกัน
-พี่สาวเพื่อนจะไปเปิด บัญชีซื้อกองทุนSET50แต่ พนง.ก็เตือนว่าน่ากลัว ต้องธนบดี ถึงจะไม่เสี่ยง (เมื่อเดือน ตค.52 ) แต่ตอนนั้นชี้ชัดเมื่อคนส่วนใหญ่กลัวมากๆแล้ว ตลาดอาจจะถึงจุดต่ำสุดได้ และก็เป็นจริง
-เมื่อเดือน ส.ค.52 ผมเอาบัญชีซื้อกองทุนไปอัพเดทสมุด ซึ่งผลจากการทยอยซื้อมาตั้งแต่เดือน พ.ค.51ที่ดัชนีขึ้นยอดดอย แต่เมื่อทยอยซื้อเป็นระยะ สุดท้ายก็มีวันที่ได้กำไร แต่ พนง. ทหารไทย สาขาหาดใหญ่ ดูเหมือนว่าจะกลัวมากและแทบไม่เชื่อสายตาว่า กองทุนจะได้กำไรได้ ดูแล้วท่าทางต้องกลัวและไม่กล้าซื้อกองทุนSETเป็นแน่
-ตลาดหุ้นเป็นเรื่องคนส่วนน้อยที่ได้กำไร แต่คนส่วนใหญ่ขาดทุน ดังนั้น เมื่อหุ้นตกมาๆ และคนส่วนมากกลัวแล้ว เราต้องทยอยซื้อไว้ เพราะยิ่งรายย่อยส่วนมากหวาดกลัว และขายหุ้นทิ้งและหนีไปจากตลาด นั่นแหละ ต้องทยอยซื้อทันที เพราะจะได้กำไรระยะยาวภายหน้า
@อธิป
ผมมองไม่ออกเหมือนกัน แต่เมื่อเร็วๆ นี้ โซรอส เพิ่งออกมาบอกว่า เวลานี้ตลาดหุ้นจีนร้อนแรงมากเกินไปแล้ว
http://www.themoneyblogs.com/stock-investing/guru-investor/soros-china-overheating-gold-the-ultimate-bubble.html
การตัดสินใจตอนที่มันลงมาแล้วระดับหนึ่งเป็นเรื่องที่ยากเสมอ ถ้าขายแล้วมันดันเด้งเร็ว ก็ขาดทุนถาวร ถ้าไม่ขาย แล้วมันลงต่อไปแรงๆ ก็เสียโอกาส
ผมมองว่า จีนพื้นฐานก็ยังดีอยู่ในระยะยาว เพียงแต่ราคาหุ้นมันแพงอยู่เกือบจะตลอดเวลา ดังนั้นการเข้าผิดจังหวะ ก็อาจทำให้ขาดทุนจากราคาหุ้นได้
บนพื้นฐานที่ยังดีมองไปข้างหน้าอยู่ ผมว่าอย่างน้อย การที่เราติดดอย 3000 จุด ก็ยังดีกว่าคนที่ติดดอย 5000 จุดไปเมื่อปีที่แล้ว คิดในแง่บวกน่ะครับ
ถ้าผมเป็นคุณอธิป ถ้าตอนนี้ผมยังมีเงินสดเหลืออีกมาก ผมก็คงยอมทนถือต่อไปนะครับ แต่ถ้าเงินตึง ก็อาจตัดสินใจขายออกมาสักส่วนหนึ่งก่อน และคงไม่กลับเข้าไปจนกว่ามันจะลงมาอย่างมีนัยสำคัญมากๆ เป็นแค่การบริหารความเสี่ยง ส่วนจริงๆ แล้ว มันจะเป็นยังไงต่อไปนั้น ผมมองไม่ออกครับ
บทความพี่ดีจริง ๆ ครับ อยากให้ช่วย ๆ เขียนบ่อยหน่อยครับ เช่นเดือนละ 2-3 ครั้ง ผมว่าหลาย ๆคน รออ่านอยู่ครับผม ^_^
พี่ยังไม่ได้เขียนถึง แนวคิดของ ปีเตอร์ ลินซ์ เลยครับ อยากให้ช่วยเขียนหน่อยครับ
ผมเคยอ่านที่พี่เคยเขียนว่า style พี่ ได้แรงจูงใจจาก บุฟเปห์ เลียนแบบลินซ์ แล้วก็ใช้แบบแนชมากที่สุด ... style แนวนี้เป็นอย่างไรเหรอครับ ?
ความเข้าใจแก่นแท้ในพระธรรมขององตถาคต แม้ได้สักส่วนหนึ่ง ก็คงสามารถช่วยให้ไม่เกิดอคติและความโลภอย่างมากได้ / ผมชอบบทความคุณ 1001 ii มากครับติดตามอยู่เรื่อยๆ


นอกจากRecently effect แล้ว
ในทางจิตวิทยายังมีPrimacy Effect
หากยกตัวอย่างง่ายๆเช่น
หุ้นตัวไหนที่เราลงทุนครั้งแรกแล้วได้กำไรเราก็มักมีเจตคติที่ดีกับมัน
ตรงกันข้าม หากหุ้นตัวไหนที่เราลงทุนครั้งแรกแล้วขาดทุน เราก็มักจะมีเจตคติที่แย่กับหุ้นตัวนั้น