Tuesday, 24 November 2009

0130: กลยุทธ์ของเฮดจ์ฟันด์

« 0129: แกะรอย บิล มิลเลอร์ | Main | Social Enterprise Business Plan Competition »

ทุกวันนี้ถ้าไม่นับ กองทุนบริหารความมั่งคั่งแห่งรัฐฯ และกองทุนบำเหน็จบำนาญต่างๆ แล้ว "ขาใหญ่" ของตลาดทุนโลกอันดับถัดมาคงหนีไม่พ้น พวกเฮดจ์ฟันด์ ต่างๆ

เฮดจ์ฟันด์ ตามความหมายดั่งเดิม คือ กองทุนที่ลงทุนด้วยการเสาะหาช่องว่างในการทำกำไรที่ปราศจากความเสี่ยง (Riskless) ถ้าจะยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คงหนีไม่พ้น วิธีของกองทุน Long-term Capital Managment ที่อื้อฉาวในอดีต

ในทางทฤษฏี พันธบัตรรัฐบาลสองตัวที่มีอายุเท่ากันจ่ายดอกเบี้ยเท่ากันจะต้องมีราคาเท่ากันด้วย แต่ในความเป็นจริงอาจมีราคาต่างกันเพราะสภาพคล่องของตลาดในช่วงสั้นที่ไม่สมบูรณ์แบบ LTCM ใช้วิธียืมพันธบัตรรัฐบาลจากกองทุนอื่นที่มีราคาตลาดสูงกว่ามาขาย แล้วเอาเงินที่ได้มาซื้อพันธบัตรตัวที่ถูกกว่ามาถือไว้แทน การถือไว้ทั้ง short และ long position ในราคาที่ต่างกันเล็กน้อยเช่นนี้ จะทำให้เกิดกำไรเป็นจำนวนเท่ากับส่วนต่างของราคา เมื่อใดก็ตามที่ส่วนต่างของราคาในตลาดบีบเข้าหากัน ก็จะเกิด net gain ขนาดเล็กๆ ขึ้น เป็นโอกาสให้ LTCM ล้างสถานะทั้งหมดเพื่อทำกำไรได้

การลงทุนด้วยวิธีนี้มีความเสี่ยงต่ำมาก เนื่องจากโอกาสที่ราคาพันธบัตรทั้งสองจะหนีออกจากกันมากๆ (เกิด net loss) มีน้อยมาก ต่อให้เกิดขึ้นจริง ก็ไม่น่ากลัว เพราะสามารถถือต่อไปแล้วรอให้พันธบัตรทั้งสองตัวหมดอายุก็ได้ ราคาจะกลับมาเท่ากันเอง และพันธบัตรก็เป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงยิ่ง การลงทุนด้วยวิธีนี้จึงมีลักษณะคล้ายกับ "โอกาสที่ไม่มีความเสี่ยง" 

แม้ว่า net gain ที่มีโอกาสเกิดขึ้นจะมีขนาดเล็กมากๆ เพราะผลต่างของราคาพันธบัตรสองตัวที่เหมือนกันคงต่างกันไม่ได้มากนัก แต่ LTCM ก็ทำกำไรด้วยวิธีการนี้ได้อย่างมหาศาล เพราะไม่ได้ใช้เงินของตัวเอง LTCM เพียงแต่ขอยืมพันธบัตรของคนอื่นมาขาย แล้วเอาเงินก้อนนั้นแหละมาซื้อพันธบัตรอีกตัวหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง LTCM จะต้องถือเงินส่วนตัวไว้จำนวนหนึ่งด้วย เพื่อให้เจ้าของพันธบัตรเชื่อเครดิต เงินจำนวนนี้จึงเป็นส่วนทุนที่แท้จริงของ LTCM ซึ่งก็น้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดพันธบัตรที่ยืมมาหลายสิบเท่าตัว ฉะนั้น แม้ net gain จะแคบมาก แต่ LTCM ก็ได้กำไรหลายสิบเท่าตัวเมื่อเทียบกับทุนที่ใช้ ตลาดพันธบัตรเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มหึมาและมีสภาพคล่องสูง LTCM จึงสามารถเพิ่ม position ได้โดยไม่จำกัด

แต่สุดท้ายแล้ว LTCM ก็ยังเจ๊งได้ยังไงนั้น ทุกท่านสามารถหาหนังสืออ่านได้ทั่วไป แต่ประเด็นที่ผมอยากจะเขียนถึงในบทความนี้คือ กลยุทธ์ในการลดความเสี่ยงของพวกเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีการที่น่าเรียนรู้

กลยุทธ์ลดความเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งของพวกเฮดจ์ฟันด์ ที่จะขอยกมาเขียนถึงเป็นตัวอย่างเรียกว่า market neutral strategy กลยุทธ์นี้มีแนวคิดว่า บ่อยครั้งที่เราค้นพบหุ้นตัวหนึ่ง ที่มีสตอรี่ที่ดีมาก ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสที่จะขยับขึ้นได้ในอนาคต แต่พอเราลงทุนไป ปรากฏว่า ภาวะตลาดเกิดเลวร้ายลง ทำให้แม้หุ้นที่เราลงทุนจะมีสตอรี่ที่ดี แต่ก็ฝืนภาวะตลาดไม่ไหว ทำให้ต้องขาดทุนอยู่ดี ภาวะตลาดจึงเป็นความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ที่สำคัญสำหรับการลงทุนแบบ bottom up

เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะตลาด (Market Risk) ลง แทนที่จะซื้อหุ้นตัวนั้นเฉยๆ ก็ให้ short index ไปพร้อมกันด้วย ถ้าหากเกิดโชคร้ายตลาดลงแรง แต่ถ้าเราคิดได้ถูกต้องเกี่ยวกับสตอรี่ของหุ้นตัวนั้น แม้หุ้นจะลงด้วยตามภาวะตลาด แต่เนื่องจากมันลงน้อยกว่าตลาด เพราะมีสตอรี่ที่ดีของตัวเองช่วยเอาไว้ เมื่อ net กับ short index position แล้ว เราจึงยังคงได้กำไรอยู่ แม้ตลาดจะลง วิธีจึงช่วยให้เราลงทุนแบบ bottom up ได้โดยไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร เพราะตราบได้ที่หุ้นของเรา outperform ตลาด เราจะยังได้กำไรเสมอ

อย่างไรก็ตาม market neutral strategy ไม่ถือว่าเป็น riskless opportunity อย่างแท้จริง เพราะหลักทรัพย์ที่ long กับที่ short นั้นไม่ได้เหมือนกันทุกประการเหมือนอย่างในกรณีของ LTCM วิธีนี้จึงช่วยลดความเสี่ยงลงได้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด บางกองทุนจึงเพียงแต่ short index ไว้แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เช่น เท่ากับ 30% ของหุ้นที่ซื้อ แทนที่จะ short เต็มทั้งจำนวน เพราะการลดความเสี่ยงของตลาดลงส่วนหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับเต็มอัตรา

อีกกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจของพวกเฮดจ์ฟันด์มีชื่อว่า 130/30 กลยุทธ์นี้มาจากแนวคิดที่ว่า บางครั้งตลาดอยู่ในภาวะฟองสบู่ หุ้นส่วนใหญ๋ในตลาดแพงหมด ถ้าเรามีนโยบายลงทุน 100% ของพอร์ตตลอดเวลา ก็เท่ากับเป็นการบังคับให้เราต้องถือหุ้นบางตัว ทั้งที่เราคิดว่ามันแพงมากแล้ว ดังนั้น แทนที่เราจะซื้อหุ้นอย่างเดียว 100% ของพอร์ต เราเปลี่ยนมาเป็นการซื้อหุ้นในตลาดที่เราคิดว่าถูก 130% ของพอร์ต (ยืมมาร์จิ้นมา) และ short หุ้นในตลาดที่เราคิดว่าแพงอีก 30% แบบนี้ net position ของเราก็ยังคงเท่ากับ 100% อยู่ เช่นเดิม แต่แทนที่เราจะต้องฝืนใจถือหุ้นแพงเข้าพอร์ตทั้งหมด เราหาผลตอบแทนด้วยการ short หุ้นที่แพงไปได้ด้วยอีกส่วนหนึ่ง ในระยะยาวน่าจะทำผลตอบแทนได้สูงกว่า การซื้ออย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ตลาดหุ้นแพงเรื้อรัง

ที่ยกตัวอย่างมาเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ของพวกเฮดจ์ฟันด์ที่มีอยู่อย่างมากมายในปัจจุบัน แต่ละกลยุทธ์ก็แสนพิสดารสุดที่จะคิดกันขึ้นมาได้ สมัยนี้เฮดจ์ฟันด์หลายกองก็ไม่ได้มีกลยุทธ์มุ่งลดความเสี่ยงตามนิยามที่ดั่งเดิมอีกต่อไปแล้วด้วย (วิธีอะไรก็ได้ที่คิดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินของนักลงทุนได้เป็นใช้ได้)

การเรียนรู้วิธีการใหม่ๆ ของพวกเฮดจ์ฟันด์นั้น ช่วยทำให้เห็นว่าโลกนี้ยังมีวิธีการลงทุนแบบอื่นๆ อยู่อีกมากมาย อย่างไรก็ตาม ผมคงไม่แนะนำให้นักลงทุนหน้าใหม่เลียนแบบวิธีการของเฮดจ์ฟันด์ แม้ว่าบางหลายวิธีจะดูมีเหตุผลดีทีเดียว แต่การทำธุรกรรม short นั้นต้องการวินัยอย่างสูง บางครั้งวิธีการดี แต่จิตใจยังไม่หนักแน่นพอ ก็พลาดได้ง่ายๆ  

ผมเชื่อว่า ทุกวันนี้การที่ตลาดทุนโลกเต็มไปด้วยเฮดจ์ฟันด์ ทำให้ราคาหุ้นขึ้นอยู่กับนโยบายการเงินของรัฐฯ มากกว่าปัจจัยพื้นฐานของตัวหุ้นเข้าไปทุกที เพราะกลยุทธ์ส่วนใหญ่ของเฮดจ์ฟันทำกำไรจาก noise จึงสามารถทำกำไรได้เสมอโดยไม่ต้องสนใจว่าหุ้นที่ซื้อจะแพงหรือไม่เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้นเวลาที่เฟดใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เฮดจ์ฟันด์ก็จะหาทุนได้มากขึ้น ก็จะนำมาสร้าง position ในตลาดหุ้นมากขึ้นทันที โดยไม่เกี่ยวกับ outlook ของหุ้น และเมื่อเฟดใช้นโยบายการเงินตึงตัวก็จะให้ผลตรงกันข้าม เงินที่ไหลเข้าออกจากตลาดหุ้นจึงเป็นไปตามภาวะตลาดเงินมากกว่าจะเป็นไปตามตามความคิดของนักลงทุนเกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐานของตัวหุ้นในขณะนั้น

Posted by 1001ii at 11:28 AM in 1001 Investment Ideas

 

Comment: PP at Tue, 24 Nov 3:59 PM

เนื้อหาอ่านแล้วเข้าใจยากไปหน่อยนะครับ คราวหน้าน่าจะหาเรื่องที่น่าสนใจและเข้าใจไม่ยากมากมาเขียนก็ดีนะครับ น่าจะทำให้มีแฟนๆเพิ่มขึ้น

Comment: Pim at Tue, 24 Nov 5:41 PM

ขอบคุณค่ะ

Comment: ko_hisashi at Tue, 24 Nov 6:45 PM

ขอบคุณครับสงสัยมาตังนานว่า เฮดจ์ฟันด์ คืออะไร

รุ้แล้วครับ

Comment: หมีหัวโต at Tue, 24 Nov 7:34 PM

แล้วพี่โจ๊กมีคำแนะนำในการลงทุนในโลกที่เต็มไปด้วยเฮดจ์ฟันด์นี้มั้ยครับ เพราะผมตอนนี้คงไม่เอาเรื่องเฮดจ์ฟันด์เข้ามามีส่วนในการตัดสินใจลงทุน ตัวไหนถูกและดีผมก็ซื้อ ถ้าแพงไปแล้วก็ไม่ลงทุน ผมก็ทำได้เท่านี้

Comment: หัดอ่าน at Tue, 24 Nov 7:39 PM

อ่านไม่รู้เรื่องอ่ะคับ ยังไม่รู้ short กับ long คืออะไรเลยคับ

Comment: Mr.H at Tue, 24 Nov 9:00 PM

เห็นด้วยเลยครับว่า market neutral strategy ไม่ถือว่าเป็น riskless opportunity เพราะจุดสำคัญคือการอ่านทิศทางตลาดต้องแม่นยำสูงมาก การใช้กลยุทธนี้ต้องแน่ใจก่อนว่าทิศทางหลักของตลาดมันไปทางไหน % การ short index จะขึ้นอยุ่กับระดับความแน่ใจทิศทางของตลาด เช่น สมมติเรามีหุ้น big cap. ตัวนึงเรามั่นใจว่ามันจะขึ้น และทิศทางตลาดน่าจะขึ้นด้วย อาจจะ short index ไม่ถึง 30% และประเด็นที่ต้องพิจารณาอีกประเด็นคือ ต้องดูความรุนแรงของการเคลื่อนไหวของราคา หุ้นที่เป็นตัวนำตลาดหลายๆตัวเวลาขาขึ้น % การขึ้นของมันจะสูงกว่า%การขึ้นของตลาด แต่เวลาตกก็ตกมากกว่าตลาดเช่นกัน ถ้าอ่านทิศทางผิดจะขาดทุนหนักมาก ส่วนการ short index ผมไม่แน่ใจว่าหมายถึงการ short future หรือเปล่าถ้าเป็นอันเดียวกัน โดยปกติแล้ว future มันจะไม่เท่ากันกับ index ที่เป็นสินค้าอ้างอิงเป๊ะๆ บางทีก็มีพรีเมี่ยมบางทีก็มี discount อันนี้ก็เป็นความเสี่ยงอีกอันนึง ที่รู้เพราะเคยเล่นด้วยกลยุทธแบบนี้มาแล้วแต่กลับกันผมใช้หุ้นเป็นตัวเฮดจ์ และก็เคยโดนมาแล้วด้วย(นิดหน่อย)ประสบการณ์ตรง 555

Comment: jung_oh at Tue, 24 Nov 9:51 PM

พี่ว่า ตลาดบ้านเรา ใช้ option ในการ เฮดจ์ ได้ไหมครับ

เคยมีพี่ท่านนึงสอนไว้ ว่าใช้ตัวนี้ได้


แต่เท่าที่เคยตามๆ เห้นว่า volumn น้อยมาก

ขอบคุณครับ

Comment: Pon at Tue, 24 Nov 10:13 PM

อืม เนื้อหาน่าสนใจครับ แต่ละเรื่องน่าจะเป็นเรื่องใหญ่อธิบายได้เป็นเล่มๆ ผมอ่านที่พี่เขียนเลยไม่ค่อยเข้าใจครับ

Comment: 1001ii at Tue, 24 Nov 11:06 PM

short = ขาย
long = ซื้อ
แค่นั้นเองครับ

คนอ่านบล็อกนี้มีความรู้หลายระดับนะครับ ที่ทำงานด้านการเงินก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย ดังนั้น คงต้องแบ่งๆ สล๊อตกันไปนะครับ จะเขียนแต่ระดับ Basic ทุกตอนเลยก็คงจะไม่ได้

ตอนไหนยากไป ก็ยังไม่ต้องอ่านก็แล้วกัน เอาไว้วันหลังอยู่ในตลาดมากขึ้น ค่อยกลับมาอ่าน

options บ้านเราโวลุ่มน้อยมากครับ ยังใช้การไม่ได้ liquidity risk สูงมาก

Comment: terati20 at Wed, 25 Nov 6:51 AM

เเนะนำหนังสือ เกี่ยวกับ Hedge fund หน่อยสิ เผื่อไปศึกษาเพิ่มเติม

Comment: โน้ต at Wed, 25 Nov 8:35 AM

เจ๋งครับ แฟนประจำบล็อกนี้เลยครับ

อยากให้คุณโจ๊ก วิจารณ์เรื่องทองคำบ้าง
ช่วงนี้กำลังฮิต
เช่นว่าจริงหรือที่จีน พยายามจะเก็บทองเข้าเป็นทุนสำรองมากขึ้น แล้วจะเกิด impact กับราคาทองคำในตลาดโลก แรงๆ อีกหรือเปล่า
:-)

Comment: เบิร์ด รองสารวัตร บช.น. at Wed, 25 Nov 9:46 AM

สนใจเฮดฟันครับเพราะหลากหลายแต่ขอศึกษามากๆก่อน ตอนนี้ศึกษากลยุทธ์ของโซรอสก่อน ยากเหมือนกัน

Comment: โย at Wed, 25 Nov 11:12 AM

น่าสนใจมากครับ ผมเป็นนักลงทุนหน้าใส เอ้ย หน้าใหม่ อ่านแล้วเกิดคำถามว่า ถ้าผมไม่สนใจ tdex เลย กะจะเล่นหุ้นอย่างเดียว ถ้าผมถือหุ้นเติบโตดีมีอนาคตซัก 5 ตัว แล้วหาจังหวะสะสมหุ้นนำตลาด สมมติ พลังงาน กับแบงค์ อีกอย่างละตัว รวมเป็น 7 ตัว โดยหุ้นนำตลาดสภาพคล่องสูง ผมจะเก็บไว้ short against port ช่วงที่หุ้นขาลง (แทนที่จะ short tdex อย่างที่คุณนรินทร์อธิบาย) โดยไม่สนใจต้นทุน (แต่หาจังหวะสะสมช่วงที่หุ้นตกหนักๆ ทีละน้อย) และ cover short ให้เท่าเดิมตลอด ไม่ทราบว่าถ้าทำแบบนี้จะ protect พอร์ตได้มากน้อยแค่ไหน ขอบคุณครับ

Comment: โย at Wed, 25 Nov 11:14 AM

น่าสนใจมากครับ ผมเป็นนักลงทุนหน้าใส เอ้ย หน้าใหม่ อ่านแล้วเกิดคำถามว่า ถ้าผมไม่สนใจ tdex เลย กะจะเล่นหุ้นอย่างเดียว ถ้าผมถือหุ้นเติบโตดีมีอนาคตซัก 5 ตัว แล้วหาจังหวะสะสมหุ้นนำตลาด สมมติ พลังงาน กับแบงค์ อีกอย่างละตัว รวมเป็น 7 ตัว โดยหุ้นนำตลาดสภาพคล่องสูง ผมจะเก็บไว้ short against port ช่วงที่หุ้นขาลง (แทนที่จะ short tdex อย่างที่คุณนรินทร์อธิบาย) โดยไม่สนใจต้นทุน (แต่หาจังหวะสะสมช่วงที่หุ้นตกหนักๆ ทีละน้อย) และ cover short ให้เท่าเดิมตลอด ไม่ทราบว่าถ้าทำแบบนี้จะ protect พอร์ตได้มากน้อยแค่ไหน ขอบคุณครับ

Comment: may at Wed, 25 Nov 11:26 AM

market neutral strategy เป็นอารัยที่เข้าใจกะ concept นี้ค่ะ เพราะเคยทำ IS เรื่องนี้ โดยทำการทดลอง longหุ้น และ short 50 index ผลออกมา work น่ะค่ะ

Comment: Richy at Wed, 25 Nov 11:30 AM

รบกวนถามพี่สุมาอี้นิดนึง ไม่เกี่ยวกับบทความนี้นะครับ

ผมอยากถามพี่นานแล้ว แต่ก็ไม่ได้ถามซักที ถ้าเรามองผลตอบแทนที่ปีละ 10 % ถ้าได้กำไรแบบทบต้น เงินต้นที่ลงไป 1 เท่า จะกลายเป็น 2.14 เท่า ภายใน 8 ปี ( 1.1^8) และถ้ามองระยะยาว 20 ปี เงินต้น 1 เท่าจะกลายเป็น 6.73 เท่า ( 1.1^20)

ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว เราซื้อหุ้นกองทุนอสังหาที่ดีๆ อย่าง Cpnrf ที่ปัจจุบันปันผลปีละ 10 % และแนวโน้มการจ่ายปันผลก็มากขึ้นเรื่อยๆทุกปี จากรายได้ที่มาจากการเก็บค่าเช่าในห้างที่เพิ่มขึ้นๆ ทุกปีๆ ( ปี 49 จ่ายไตรมาสละประมาณ 0.18 บาท ... ปี52 จ่ายไตรมาสละประมาณ 0.22 บาท)
และเงินปันผลที่ได้ในแต่ละไตรมาสก็เอากลับเข้าไปซื้อหุ้นตัวเดิมในราคาที่เหมาะสม

โดยแทบจะไม่ต้องรับความเสี่ยงจากราคาหุ้นที่ผันผวน และเราถือยาวไปตลอด 10 ปี 20 ปี โดยที่เราพอใจผลตอบแทนที่ 10 % / ปี ... ลงทุนแบบนี้จะเวิรค์มั้ยครับ

รบกวนขอความเห็นพี่สุมาอี้หน่อยนะครับ .. ขอบคุณมากๆครับ

Comment: xyz at Wed, 25 Nov 7:02 PM

ดีแล้วที่มีเรื่องยากขึ้นมาบ้าง อ่านแต่เรื่องเบสิคแล้วก็ทำให้เบื่อได้เหมือนกัน

สำหรับ CPNRF เป็น Lease Hold ทำให้ NAV ลดลงไปเรื่อยๆ เกรงว่าอาจจะทำให้ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาด

Comment: 1001ii at Wed, 25 Nov 9:15 PM

หนังสือเฮดจ์ฟันด์ผมยังไม่เคยได้อ่านเลย

ทองคำพุ่ง ผมคิดว่าเป็นผลพวงมาจากการทิ้งดอลล่าร์ของนักลงทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกธนาคารกลาง ที่ผ่านมาเศรษฐกิจเริ่มเด้ง หุ้นขึ้น แต่ตอนนี้ ตลาดเริ่มห่วงๆ เศรษฐกิจ ทองคำก็เลยขึ้นแทน

คิดว่า การลดบทบาทของดอลล่าร์ลงเรื่อยๆ น่าจะเป็นแนวโน้มระยะยาวที่จะดำเนินต่อไปได้อีกนะครับ แต่คงไม่ถึงกับจบสิ้น แค่ความสำคัญจะน้อยลงกว่าในอดีต

ถ้าคุณโยเลือกตัวแทนของหุ้นแต่ละกลุ่มได้ดี ก็น่าจะใช้แทน TDEX ได้ในระดับหนึ่ง แต่คงไม่สมบูรณ์แบบ ส่วนวิธีการที่ว่ามา ผมอ่านดูยังรู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นการ protect เลยนะครับ มันเหมือนกับการ speculate อย่างหนึ่ง

กองทุนอสังหานี่ถามผิดคนแล้ว เพราะผมไม่ใช่ big fan ของพาหนะการลงทุนชนิดนี้ ถ้าให้เลือก ผมคงสนใจ หุ้นของบริษัทที่ขายสินทรัพย์เข้ากองทุนมากกว่า เรื่องราคาไม่ผันผวน ผมไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไร ผมให้สำคัญกับโอกาสในการได้กำไรเป็นหลัก

Comment: Mong' at Wed, 25 Nov 11:33 PM

ถ้าผมจะตั้ง Hedge fund เอง ผมจะทำได้ไหมครับ ในประเทศไทย

Comment: ต้น at Thu, 26 Nov 1:05 AM

สงสัยเรื่องกลยุทธ์ 130/30 นิดนึงครับ

คือวิธีนี้จะเหมาะสำหรับเวลาที่ตลาดมีแต่หุ้นแพงๆ เราจะได้ไม่ต้องเก็บหุ้นแพงเข้าพอร์ตใช่ป่ะครับ แต่ว่าหลักการคือใช้มาร์จินซื้อหุ้นที่เห็นว่าถูกเข้าพอร์ต 130%

แล้วเราจะใช้วิธีนี้เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเก็บหุ้นแพงไปทำไมอ่ะครับ เพราะว่าถ้าเราสามารถหาหุ้นถูกเข้าพอร์ตได้ถึง 130% ก็แปลว่าจริงๆแล้วเราสามารถเก็บหุ้นถูกเข้าพอร์ตได้ 100% โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้

Comment: 1001ii at Thu, 26 Nov 1:23 PM

เพราะเราไม่อยากถือหุ้นตัวใดๆ เยอะ
และการเล่นได้ทั้งขึ้นและลงทำให้หาโอกาสในตลาดพบได้มากขึ้น

Comment: terati20 at Fri, 27 Nov 6:52 AM

ขอใช้บอร์ดนี้ ถามอาจารย์เลยละกัน

เวียดนาม มีโอกาศจะ Crash เเบบ ไทยปี40ไหมครับ เมื่อวานเห็นมาประกาศ ลดค่าเงิน
เเต่ เงินเฟ้อในประเทศก็สูง ขึ้นดอกเบี้ย

ดูเเล้วจะขัดกับ กฎของ Robert Mundell ละเปล่า ผมเสียวจริงๆ ประเทศที่ร้อนเเรงใหม่ๆ เเบบนี้ พวก เฮดจ์ฟัน ชอบนัก

Comment: 1001ii at Fri, 27 Nov 1:33 PM

เวียดนามตอนนี้มีหลายอย่างที่คล้ายไทยปี 40 เหมือนกัน คือ มีเงินทุนไหลเข้ามามากทำให้เกิดฟองสบู่ของราคาในประเทศ ในขณะที่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพราะนำเข้าวัตถุดิบเพื่อมาพัฒนาประเทศเยอะ

การขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกับลดค่าเงิน จะช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อในขณะที่ไม่ทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้นได้ ส่วนจะทำให้ธุรกิจในประเทศพากันล้มแบบไทยปี 40 หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่า บริษัทเวียดนามตอนนี้มีเงินกู้ต่างประเทศเยอะเหมือนไทยสมัยนั้นหรือไม่ เพราะเมื่อลดค่าเงิน หนี้ต่างประเทศจะสูงขึ้น ทำให้ชำระหนี้ไม่ไหว ล้มละลายกัน

นี่ถ้าเวียดนามลดค่าเงิน แล้วปีหนี้ประเทศอื่นเอาตาม เพื่อแย่งตลาดส่งออก เพราะดีมานด์โลกซบเซาจัด อาจเกิดการแข่งกันลดค่าเงิน แบบนี้ ประเทศที่ใช้เงินยูโรจะลำบากที่สุด เพราะลดค่าเงินแข่งกับใครไม่ได้ (สเปนน่าห่วงสุด)

Comment: McDull at Sun, 29 Nov 7:56 AM

ขอบคุณครับ เป็นกลยุทธ์พิสดารที่น่าเอาไปคิดต่อทำต่อจริงๆ สงสัยนิดนึงเรื่องอัตราส่วน 130/30 ครับ เค้ามีทฤษฎีอธิบายมั๊ยครับว่าทำไมต้องเป็นตัวเลขนี้ เราสามารถปรับเป็น 150/50 high risk&return หรือ 115/15 low risk&return ได้มั๊ยครับ หรืออัตราแปลกๆอื่นๆ เช่น 130/40

Comment: 1001ii at Sun, 29 Nov 10:06 AM

เปลี่ยนได้ครับ แล้วแต่โอกาสที่มองเห็นของแต่ละขา แต่ขอให้ลบกันได้ 100 จะได้เป็นการลงทุนแบบเต็มพอร์ต ไม่มีการกู้ยืม

อย่างไรก็ตาม ฝั่ง long ควรจะเยอะกว่าฝั่ง short เสมอ เพราะ in the long run, stocks are collectively on the rise.

Comment: ake at Mon, 30 Nov 3:04 PM

thanks kab.

Comment: Saran at Tue, 1 Dec 11:29 AM

ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ๆ ครับ

Comment: witsaja at Wed, 2 Dec 8:27 AM

เป็นความรู้ครับ จุดประกายด้วย อ่านแล้วก็เข้าใจดี แบบสรุปภาพรวม ซึ่งถ้าอยากรู้ละเอียดคงต้องไปหาหนังสืออ่านซึ่งก็ไม่มีความจำเป็นอะไรขนาดน้าน ติดตามที่คุณเขียนนะดีแล้ว ขอให้คุณมีกำลังใจในการเขียนในเรื่องพวกนี้ต่อไปนะครับ

Comment: ... at Sat, 5 Dec 8:27 PM

ชอบมากครับ

Comment: qwertytong at Wed, 20 Jan 9:36 PM

อยากรู้เรื่องมากกว่านี้ก็น่าจะอ่านหนังสือเกี่ยวกัย Derivatives นะครับ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« November »
SunMonTueWedThuFriSat
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930