Sunday, 8 November 2009
0129: แกะรอย บิล มิลเลอร์
« 0126: วอเรน บัฟเฟต | Main | 0130: กลยุทธ์ของเฮดจ์ฟันด์ »
บิล มิลเลอร์ ผู้จัดการกองทุน Value Trust แห่ง Legg Mason Capital Management ถือเป็นผู้จัดการกองทุนคนเดียวที่สามารถเอาชนะดัชนี S&P500 ได้ติดต่อกันยาวนานที่สุดคือ 15 ปี (เขาเพิ่งจะเสียสถิติไปเมื่อปี 2006) แม้ว่าเขาจะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนน้อยลงมากหลังจากที่เขาเสียสถิติไปแล้วและผลงานของเขาหลังจากนั้นก็ยังคงดูไม่ค่อยดีนัก แต่วิธีคิดของผู้จัดการกองทุนคนเดียวที่เคยชนะตลาดติดต่อกัน 15 ปีได้ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง (เนื้อหาต่อจากนี้ไปมีบางส่วนเป็นความเห็นต่าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับความเชื่อที่มีอยู่เดิมของผู้อ่านได้ หากไม่ต้องการอ่านต่อ กรุณาคลิก ที่นี่ )
บิล มีประวัติที่แปลกกว่าผู้จัดการกองทุนทั่วไป เขาไม่ได้เรียนมาทางการเงินเลย แต่เขาจบปริญญาเอกทางด้านปรัชญา ซึ่งเขาบอกว่า วิธีคิดแบบปรัชญามีอิทธิพลต่อวิธีการมองตลาดทุนของเขาอย่างมาก
เดิมที บิลไม่ได้ทำงานด้านการเงิน แต่เขาต้องไปรับส่งภรรยาของเขา ซึ่งทำงานอยู่ที่ Legg Mason ทุกวัน เขาจึงชอบไปนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดของบริษัท เมื่อประธานบริษัทเห็นเขาเป็นประจำก็เกิดความสนใจว่าทำไมคนนี้จึงชอบใช้ห้องสมุดทางการเงินที่เขาอุตส่าห์สร้างขึ้นมาเพื่อหวังให้พนักงานบริษัทอ่านหนังสือมากๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ แต่กลับไม่ค่อยมีพนักงานของบริษัทมานั่งอ่าน เมื่อได้คุยกัน ก็ถูกใจในความคิดความอ่านจึงได้ชวนบิลมาทำงาน แล้วชีวิตของบิลก็เดินเข้าสู่วงการการเงินนับแต่นั้น จนกลายมาเป็นผู้จัดการกองทุน ที่มีชือเสียงระดับตำนานในเวลาต่อมา
บิล บริหารกองทุน Value Trust ซึ่งเขาบอกว่าเป็นกองทุนที่ยึดหลัก Value Investment แต่เขามักถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอว่าไม่ได้ใช้หลักการดังกล่าวจริงๆ เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่ในพอร์ตเป็นหุ้นที่ตลาดมองว่าเป็น Growth Stocks เป็นส่วนใหญ่ (Amazon, Google, EBay, etc)
บิลแย้งว่า สำหรับเขา Value Investment คือการซื้อหุ้นที่เทรดต่ำกว่าคุณค่าของมันมากๆ ไม่ว่าหุ้นเหล่านั้นจะเป็นหุ้นอะไร ที่พอร์ตของเราถือหุ้นเทคโนโลยีไว้มาก เป็นเพราะเรามองว่า หุ้นเทคโนโลยีในปัจจุบันจำนวนมากเป็นหุ้นที่ยังเทรดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันมาก พีอีไม่ใช่สิ่งที่เขาใช้มองหาคุณค่า เขามองว่าพีอีใช้บอกคุณค่าได้แค่เพียงบางด้านเท่านั้น เมื่อตอนที่เขาลงทุนใน Dell เทรดที่พีอี 35 เท่า ในขณะที่ Gateway เทรดที่ 12 เท่า แต่บิลเลือก Dell เพราะในเวลานั้นธุรกิจของ Dell สร้างผลตอบแทนได้ 200% ของเงินลงทุนทุกปี (Return on investment) ในขณะที่ Gateway ทำได้แค่ 40% การที่ Dell เทรดสูงกว่า Gateway แค่ 3 เท่าทั้งที่สามารถสร้างผลตอบแทนของเงินลงทุนได้สูงกว่าถึง 5 เท่า จึงแสดงว่า Dell เป็นหุ้นที่ undervalued มากกว่าเมื่อเทียบกับ Gateway
ในการหา intrinsic value บิลจะใช้หลายโมเดลเสมอเพื่อพิจารณาประกอบกันเสมอ แทนที่จะใช้ตัวชี้วัดตัวใดตัวหนึ่งเพียงแค่ตัวเดียว
นอกจาก การเลือกลงทุนแต่หุ้นที่ประเมินว่ายังเทรดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ แล้วเท่านั้น บิลยังอาศัยการมองธุรกิจโดยเน้นที่ภาพระยะยาวมากเป็นหลัก บิลอธิบายว่า หุ้นที่มีรายได้เติบโตสูงในระยะยาว ราคาหุ้นมักผันผวนมากในระยะสั้น เพราะคุณค่าของมันขึ้นอยู่กับการเติบโตในอนาคต ราคาจึงอ่อนไหวกับความคาดหวังของตลาดมาก นักลงทุนจึงมักรู้สึกว่าเป็นหุ้นที่เสี่ยง แต่ที่จริงแล้ว หุ้นที่สามารถสร้างรายได้ให้เติบโตสูงในระยะยาวได้เท่านั้นที่จะทำให้ราคาหุ้นวิ่งไปได้ไกลที่สุดในระยะยาว มันจึงเป็นหุ้นที่น่าถือไว้ในระยะยาวมากที่สุด การลงทุนที่มองภาพในระยะยาวมากเป็นหลักทำให้ Value Trust เป็นกองทุนที่มีอัตราการเทรดที่ต่ำมาก คือประมาณ 20% ของทั้งพอร์ตต่อปีเท่านั้น (เทียบกับค่าเฉลี่ยของทั้งอุตสาหกรรมกองทุนรวมในสหรัฐฯ ซึ่งเกิน 100% ต่อปี) บิลต้องการให้พอร์ตโตไปด้วยกันกับกิจการที่เขาลงทุน
ในการลงทุน บิลไม่ให้ความสำคัญกับข้อมูล forecast เพราะ บิลเชื่อว่า forecast ที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ทั้งหมด ถูก discount ไปในราคาหุ้นหมดแล้ว (if it's in the newspaper, it's in the price) ข้อมูลเกี่ยวกับ forecast จึงเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถช่วยให้ชนะตลาดได้ บิลมองว่ากำไรในอีก 12 เดือนข้างหน้ามักไม่ค่อยมีผลต่อราคาหุ้นในวันนี้ เพราะตลาดมัก forecast ไปล่วงหน้า 12 เดือน กำไรในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจะมีผลต่อราคาหุ้นก็ต่อเมื่อกำไรที่ออกมาผิดจาก forecast ไปมากๆ เท่านั้น เขายกตัวอย่างว่า สมมติว่า IBM ถูกคาดหมายว่าจะกำไร $5 ในอนาคตอันใกล้ แต่พอถึงเวลานั้นจริงๆ หาก IBM กลับทำกำไรได้แค่ $3 บางคนอาจคิดว่าราคาหุ้น IBM คงจะลง แต่ปรากฏว่าราคาหุ้น IBM อาจปรับเพิ่มขึ้นถึง 50% เลยก็ได้ถ้าหากตลาดคิดต่อไปแล้วว่าในช่วงเวลาถัดจากอีก 12 เดือนออกไป IBM จะกลับมามีกำไร $7 ปรากฏการณ์ในลักษณะเช่นนี้มีให้เห็นได้บ่อยๆ ในตลาดหุ้น
บิลเชื่อว่า ตลาดหุ้นไม่ได้มีประสิทธิภาพในแง่ที่ว่าราคาหุ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของกิจการตลอดเวลา แต่ตลาดหุ้นก็มีประสิทธิภาพสูงมากในแง่ของการซึมซับข่าวอย่างรวดเร็ว (informationally efficient) หมายความว่า คุณไม่มีทางเอาชนะตลาดได้โดยการรู้ข่าวก่อนคนอื่น ผลกำไรส่วนเกินในตลาดหุ้นต้องมาจากการ exploit ความลำเอียงของตลาดซึ่งเป็นผลมาจาก Psychological Bias อันเป็นข้อบกพร่องของมนุษย์ ซึ่งกลไกตลาดไม่สามารถขจัดออกไปได้ (เพราะตลาดประกอบด้วยมนุษย์) เขาจึงให้ความสำคัญกับการศึกษาเรื่อง Bias ของมนุษย์มาก เพราะมองว่าคือหนทางสำคัญที่จะทำให้ชนะตลาดได้ เขายังเป็นประธาน SantaFe Institute ซึ่งวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกด้วย
บิลกล่าวว่า วิธีเอาชนะตลาดนั้นมีอยู่หลายวิธี แต่วิธีที่ไม่ใช่แน่นอนคือวิธีการลงทุนที่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ในตลาด
"(เนื้อหาต่อจากนี้ไปมีบางส่วนเป็นความเห็นต่าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับความเชื่อที่มีอยู่เดิมของผู้อ่านได้ หาก ไม่ต้องการอ่านต่อ กรุณาคลิก ที่นี่ )"
ลองกดไปปุ๊ป มันปิดเลยอ่ะครับ :)
นักลงทุนมีสองกลุ่มครับ กลุ่มหนี่งแสวงหาความรู้ใหม่ อีกกลุ่มหนึ่งพอใจกับความรู้ที่มีอยู่แล้วเพราะใช้มันเป็นที่เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในการดำเนินชีวิต
ถ้าจะเอาใจกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งก็จะโกรธ ผมก็เลยพยายาม accommodate ทั้งสองกลุ่ม จึงออกมาเป็นแบบนี้นะครับ
ไม่ทราบท่าน Sunshine ใช้พวก chrome , opera, safari หรือ เบราเซอร์ ยี่ห้ออื่นๆ ที่ไม่ใช่ ie หรือเปล่า เลยอาจจะไม่ compatible
ติดตามผลงานคุณสุมาอี้มาหลายปีแล้ว ดีมากครับ
(คำวิจารณ์เป็นร้อยเป็นพัน ไม่สำคัญเลย
แต่อย่าเพิกเฉย กับเพียงหนึ่งซึ่งตรึงใจ
มิมีใครใคร่รู้ผลคำตอบ เวลารอบเรียนเวียนมาถึง
ปราชญ์ผู้ซึ่งรู้ซึ้ง จึงถวิลหา)
ผมซื้อ The Man Who Beats the S&P: Investing with Bill Miller มาแต่ยังไม่ได้มีเวลาอ่านเลยครับ ไม่ทราบว่าคุณโจ๊กเคยอ่านหรือยัง
ชอบบทความเรื่องเกี่ยวกับแนวทางการลงทุนของผู้จัดการกองทุนทั้งหลายครับ ได้ความรู้หลากหลายดี
ไม่เอาน่ะอย่าคิดมากกกก ไม่เอาน่ะอย่าคิดไปกันใหญ่ อยู่ดีดีก้อน้อยจัยยยยยยยยยยย
ชื่นชอบหลักคิดของบิลมาก จริงๆผมคิดว่าการลงทุนคงเหมือนกับการต่อจิ๊กซอ ซึ่งประกอบด้วยชิ้นส่วนมากมาย และก็ไม่มีทางที่จะต่อภาพได้ครบ มีแต่ทำให้มันชัดเจนที่สุด เพราะภาพที่เห็นนั้นเปลี่ยนแปลงได้เรือยๆ ตามสมมุติฐานและสถานะการณ์ การลงทุนต่อจากนี้ไปน่าจะเป็นเรื่อง ของการมองความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆให้ชัดเจนมากที่สุด หาใช่แค่การมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่หลักการณ์ที่สำัคัญ ผมคิดว่าก็ยังเป็นเรื่องของคุณภาพและราคาอยู่ดี ต้องสมเหตุผล ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
วันที่ 12 - 15 พ.ย. นี้เห็นพารากอนจัดงาน SET in the City 2009
พี่มีออกสัมนาไหมครับ
555กดดูเหมือนกันอยากรู้ว่าเป็นไง(คิดว่าจะไม่มีคนกด)
อยากให้ขยายวิธีคิดแบบปรัชญาอีกได้ไหมคับ
ไม่มีครับหมวด
ลองกดดูได้ครับ s_s รับรองไม่มีไวรัส (คิดว่าไม่มีนะ อิอิ)
ขอบคุณความรู้ที่มีให้กันตลอดครับ บทความเด็ดเหมือนเคย
ปล พี่สุมาอี้ว่าบิลซื้อ Dell เทรดที่พีอี 35 เท่า เขาดูbusiness model ประกอบไหมครับ และความเห็นของพี่ในแง่ที่ซื้อหุ้นเติบโตตอนพีอีมากกว่า 20
ถ้าย้อนกลับไปพี่คิดว่าจะซื้อเหมือนเขาไหมครับ ขอคุณมากครับ
Dell ในสมัยนั้น พีอี 35 เท่าก็ไม่แพงครับ เนื่องจากธุรกิจเติบโตในระดับสูงมาก
Dell เป็นบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในทศวรรษที่ 90 นะครับ (มากกว่าหนึ่งพันเท่าในสิบปี)
แต่ความเก่งของบิลอยู่ตรงที่ เขาแน่ใจได้อย่างไรว่า การเติบโตนั้นจะยังต่อเนื่องต่อไปอีกนาน ส่วนใหญ่เวลาลงทุนในหุ้นเติบโตก็จะเจอปัญหาแบบนี้แหละครับ ใครๆ ก็รู้ว่าหุ้นตัวไหนปีที่ผ่านมาโตสูงบ้าง แต่ใครจะรวยหรือไม่รวยก็ขึ้นอยู่กับว่าใครมองออกว่าตัวไหนโตได้แป๊บเดียว ตัวไหนต่อไปอีกนาน
ท้าทายความคิดและการปฏิบัติมากครับ
สรุปว่าดูประมาณ PEG ถูกต้องไหมครับ
ที่จริง เราก็ต้องให้พีอีที่เหมาะสมของหุ้นแต่ละตัวไปตาม โอกาสในการเติบโตของกำไรที่เป็นไปได้และคุณภาพของกำไร ของธุรกิจนั้นๆ อยู่แล้วล่ะครับ
การมองว่าพีอีที่เหมาะสมของหุ้นทุกตัวเท่ากันหมด คือการลงทุนที่สนใจแต่เรื่องราคา ไม่สนใจคุณค่า สำหรับผมแล้ว แบบนั้นไม่เรียกว่า Value investing ครับ (สำหรับบิลและลินซ์ด้วย)
(เนื้อหาต่อจากนี้ไปมีบางส่วนเป็นความเห็นต่าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับความเชื่อที่มีอยู่เดิมของผู้อ่านได้ หากไม่ต้องการอ่านต่อ กรุณาคลิก ที่นี่ )..........ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เข้ามาอ่านบล็อกของคุณสุมาอี้วันนี้เพิ่งเข้ามาอ่าน รู้สึกว่าคุณสุมาอี้จะจริงจังไปหน่อยนะครับ 555 ผมว่าใครจะคิดเก่ายึดติดอะไรก็ช่างเค้าเถอะครับ ระวังไปเปิดประเด็นแบบนี้เดี๋ยวจะยืดเยื้อแบบบางเวบบอร์ดนะครับตอบโต้กันหลายร้อยความเห็นเลย ประเด็นเรื่อง P/E เนี่ยผมเห็นด้วยกับบทความนี้นะครับหุ้นไทยหลายตัว P/E ปีนี้สูงมากๆแต่ราคาก็วิ่งเอาๆ อย่างหุ้นตระกูล ป เป็นต้น


ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
แต่แอบงงว่าทำไมเด๋วนี้พี่สุมาอี้ พิมพ์ข้อความแบบนี้ด้วย
"(เนื้อหาต่อจากนี้ไปมีบางส่วนเป็นความเห็นต่าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งกับความเชื่อที่มีอยู่เดิมของผู้อ่านได้ หาก ไม่ต้องการอ่านต่อ กรุณาคลิก ที่นี่ )"
ผมรู้สึกว่าการที่คนเราได้อ่านไอเดียที่แตกต่างออกไปช่วยทำให้เราเปิดโลกทัศน์ได้กว้างขวางน่ะครับ