Thursday, 22 October 2009
0128: เบนจามิน แกรม เปลี่ยนแนว
« 0125: เรื่องของเดือนวาด | Main | 0126: วอเรน บัฟเฟต »เบนจามิน แกรม เป็นผู้บุกเบิกแนวการลงทุนโดยอาศัยการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน แนวทางหนึ่งที่เบนแนะนำคือให้นักลงทุนเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่า net current asset ของมันมากๆ แล้วถือไว้จนกว่าราคาหุ้นจะขึ้นมาเท่ากับค่าดังกล่าว เป็นต้น คำสอนต่างๆ ของเบนถือว่าเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วในหมู่นักลงทุนแนว Value Investing
อย่างไรก็ตาม เรื่องหนึ่งที่นักลงทุนอาจไม่เคยทราบคือ ในช่วงบั้นปลายชีวิต เบนจามิน แกรม ได้ละทิ้งวิธีการลงทุนเหล่านั้นไปโดยสิ้นเชิง ข้อความต่อไปนี้แปลมาจากบทสัมภาษณ์ของเบนจามิน แกรม ใน Financial Analyst Journal เมื่อหลายปีที่แล้ว
"I am no longer an advocate of elaborate techniques of security analysis in order to find superior value opportunities. This was a rewarding activity, say, 40 years ago, when our textbook "Graham and Dodd" was first published; but the situation has changed a great deal since then. In the old days any well-trained security analyst could do a good professional job of selecting undervalued issues through detailed studies; but in the light of the enormous amount of research now being carried on, I doubt whether in most cases such extensive efforts will generate sufficiently superior selections to justify their cost. To that very limited extent I'm on the side of the "efficient market" school of thought now generally accepted by the professors."
"ผมไม่แนะนำให้ใช้เทคนิควิเคราะห์หลักทรัพย์ต่างๆ ที่ผมได้อธิบายไว้ในการเสาะหาคุณค่าในตลาดอีกต่อไปแล้ว นั่นเป็นวิธีการที่ได้ผลดีเยี่ยมเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว เมื่อตำราของเราถูกตีพิมพ์เป็นครั้งแรก แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมากแล้ว สมัยก่อนนักวิเคราะห์ที่มีความรู้คนไหนๆ ก็สามารถประกอบอาชีพค้นหาหุ้นด้วยการทำงานหนัก แต่ด้วยปริมาณบทวิจัยที่ออกมาอย่างมากมายในปัจจุบัน ผมสงสัยว่าการทำงานหนักเหล่านั้นจะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับต้นทุนของมันได้หรือไม่ ในแง่นี้ ผมอยู่ข้างเดียวกันกับแนวคิดเรื่อง ตลาดมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันได้รับการยอมรับโดยบรรดานักวิชาการ"
อ่านเวอร์ชั่นเต็มได้ที่ http://www.bylo.org/bgraham76.html 
ใครที่อ่านบทสัมภาษณ์อาจมองว่าเบนเป็นคนโลเล แต่ผมกลับไม่ได้คิดอย่างนั้น บทความนี้กลับทำให้ผมได้เห็นว่า เบนเป็นคนที่มุ่งมั่นที่จะแสวงหาความรู้อย่างแท้จริง เพราะโดยปกติแล้ว คนเราถ้าคิดหลักการอะไรขึ้นมาจนมีชื่อเสียง มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แล้ววันหนึ่ง เกิดได้รับข้อมูลใหม่ว่า หลักการเดิมของตนใช้ไม่ได้ผลแล้ว ก็มักหรี่ตาเสียข้างหนึ่ง แล้วยืนกระต่ายขาเดียวต่อไปว่าหลักการเดิมของตนยังใช้ได้อยู่ หาไม่แล้วจะถูกลูกศิษย์ลูกหามองว่าเป็นอาจารย์ที่ล้มเหลว แต่เบนไม่ได้เป็นคนเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย แม้เบนจะแก่มากแล้ว และอยู่ในตลาดมามากกว่าหกสิบปี แต่เบนก็ยังคงเป็นคนที่เรียนรู้ความคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ แม้แต่ความคิดเรื่องตลาดประสิทธิภาพ ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดของเขาอย่างสิ้นเชิง เบนก็ยังสามารถเปิดใจรับฟังได้ นับว่าเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่ง เป็นทองแท้ครับ
เรื่องที่วิธีการของเบนใช้ไม่ได้แล้ว ผมมองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยไม่แต่น้อย เพราะในสมัยที่เบนเริ่มลงทุนนั้น นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดยังไม่รู้จักอาศัยข้อมูลงบการเงินในการตัดสินใจเลือกหุ้น ช่องว่างในการทำกำไรด้วยวิธีแบบใหม่นี้จึงยังมีอยู่มาก ต่อมาแนวทางของเบนมีชื่อเสียง มีผู้ลอกเลียนแบบวิธีการของเบนในการหากำไรในตลาดหุ้นเป็นจำนวนมาก ประกอบกับตลาดหุ้นพัฒนาขึ้น ข้อมูลเหล่านี้จึงแพร่หลายทั่วไป อีกทั้งยังมีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยค้นหาหุ้นกันอย่างแพร่หลาย ช่องว่างที่เคยมีอยู่อย่างมากมายจึงหายไปหมด ในตลาดหุ้น วิธีการใดๆ ก็ตามที่มีผู้นำไปใช้มากเกินไปจะใช้ไม่ได้ในที่สุด
แม้ว่าวิธีการของเบนจะไม่เหมาะกับตลาดทุนยุคใหม่แล้ว แต่บุคลิกของเบนที่เป็นคนพร้อมรับความรู้ใหม่ได้อยู่ตลอดเวลาทั้งที่เป็นนักลงทุนระดับตำนานแล้ว ไม่ว่าความรู้ใหม่นั้นจะขัดแย้งกับความเชื่อเดิมหรือไม่ก็ตาม ถือเป็นคุณลักษณะที่นักลงทุนน่าจะนำไปเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนที่ลงทุนในแนวเน้นคุณค่า ซึ่งถือเป็นลูกศิษย์สายตรงของเบน แกรม ประสบการณ์ในตลาดทุนต้องใช้เวลาสะสมตลอดชีวิต นักลงทุนจึงต้องหาทางพัฒนาฝีมือของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ควรหยุดอยู่กับที่ครับ
[Trackback URL for this entry]
เห็นด้วยบางส่วนครับ บางส่วนก็ยังไม่เห็นด้วยบ้างโดยเฉพานะคำว่าตลาดมีประสิทธิภาพ เพราะผมเชื่อว่ามันยังมีเงื่อนอยู่อีกสองสามอย่าง เช่น
เวลา: ตลาดยังไม่มีประสิทธิภาพ ตลอดเวลาแน่นอน เพราะฉะนั้น VI ดีดีก็ยังสามารถหาโอกาสความได้เปรียบที่จะซื้อ ขายเมื่อตลาดทีพฤติกรรมเช่นนั้น
อารมณ์: เช่นเดียวกันนักลงทุนในตลาดมีเป็นแสนแสนคนในเมื่องไทย ต่างคนก็ต่างอารมณ์ ซึ่งเมื่ออารมณืของตลาดดีก็มีแนวโน้มว่าจะให้ราคาหุ้นสูงกว่าความจริง เช่น เมื่อ หุ้นไฟฟ้าถูกอารมณ์ของตลาดพาไปไกลด้วยข่าว IPP หรือ 3Gของ หุุ้้นสื่อสาร
ผมยังเชื่อว่าตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมิฉะนั้นเมื่อปลายปีที่แล้วหุ้นคงไม่หยุดอยู่แค่สามร้อยปลายๆ อาจไป สองร้อยกว่าได้
แต่มันก็ยังมีเวลาที่เหมาะสมเมื่อตลาดมีแนวโน้มที่ overreact กับบางอย่างครับ
ยังไงก็ขอบคุณสำหรับบทความครับ
there are a lot of people and a lot of thinking when they feel the same it useless by any theory. so do not follow but acting otherside of mass idea.
ผมมองตลาดหุ้นไทย ว่าเป็นตลาดของอารมณ์เป็นส่วนใหญ่
ลูกค้าน้อยมากที่จะอ่านงบการเงิน คนจำนวนมากชอบเก็งกำไร
อยากรวยเร็ว ความโลภ หลง โกรธ นี่แหละ ที่ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลที่ดี ความมีเหตุผล เอาชนะอารมณ์ของตลาด หรืออย่างน้อย เข้าใจตลาดได้ ก็สามารถเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดี
เรื่องตลาดมีประสิทธิภาพนั้นยังไม่เห็นด้วยนะครับ ยิ่งตลาดหุ้นไทยด้วยแล้ว อย่างเหตุการณ์เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็เป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดี...
แต่ที่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งคือ อยากเอาตัวรอดอยู่ในตลาดหุ้นได้ ต้องรู้จักเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาครับ ^^
ขอเป็นกำลังใจให้คุณสุมาอี้เขียนบทความดีๆ ต่อไปครับ
"ในตลาดหุ้น วิธีการใดๆ ก็ตามที่มีผู้นำไปใช้มากเกินไปจะใช้ไม่ได้ในที่สุด"
แก่นของสาระ
1 thing that we can use advantage of it.It is mkt emotion.We can use this for our benefit.ex, buying stock in subprime period.
"ในตลาดหุ้น วิธีการใดๆ ก็ตามที่มีผู้นำไปใช้มากเกินไปจะใช้ไม่ได้ในที่สุด" ผมว่าใช้ไม่ได้ในทุกกรณี เพราะว่าในการเลือกหุ้น ถ้าเราเลือกด้วยปัจจัยพื้นฐานแล้วยังไงเราก็ต้องเลือกบริษัทที่ทำกำไรได้มาก ความเสี่ยงน้อง หนี้น้อย มีความได้เปรียบ ต่อให้ทุกคนในโลกนี้คิดเหมือนกันเราก็ต้องหาหุ้นอย่างนี้อยู่ดี แต่สิ่งที่ต่างคือเมื่อคนรู้วิธีนี้มากขึ้นเราก้ต้องมองธุรกิจให้ออกมากขึ้นด้วย หุ้นตัวtopที่ใครๆก้มองออกอาจไม่สามารถทำกำไรได้มากเท่ากับsuper stockที่ไม่มีใครมองเห็น เกรแฮมบอกว่าวิธีของเค้าใช้ไม่ได้อันนั้นผมเห็นด้วย80% อย่าลืมว่าเกรแฮมกับบัฟเฟต์เลือกหุ้น+ขายหุ้นคนละวิธีนะครับ เมื่อหุ้นขึ้นเกิน50%เกรแฮมก็ขายแล้ว และส่วนใหญ่เกรแฮมก็เลือกความถูกมากกว่าความดีของบริษัท แนวทางของเกรแฮมจึงถูกพัฒนามาเป็นแนวของบัฟเฟต์


เคยอ่านเจอบทความนี้ของเบนจามิน มาก่อนแล้วแต่จำไม่ได้ว่าเมื่อไร ที่อ่านเจอเพราะเมื่อก่อนผมก็เคยศึกษาแนวคิดของเบนจามิน อยู่พักนึงเพราะเห็นว่าเป็นถึงอาจารย์ของ วอเรน บัฟเฟต ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง VI จำได้คร่าวๆว่าเบนจามินจะเน้นตัวเลขทางการเงินมากๆ เช่น พวก ratio ต่างๆ ซึ่งเป็นตัวเลขที่แกะออกมาจากงบดุลและงบกำไรขาดทุน และจะเน้นตัวเลขย้อนหลังหลายๆปี เบนจามินแทบจะไม่ให้ความสำคัญกับการประชุมผู้ถือหุ้นเลย เพราะมองว่าตัวเลขทางการเงินก็บอกอะไรออกมาหมดแล้ว(ถ้าจำไม่ผิดนะ) คิดเล่นๆนะครับผมมองว่าถ้าเบนจามินยังมีชีวิตอยู่เค้าอาจจะเปลี่ยนมาเล่นหุ้นแนวเทคนิคก็เป็นได้เพราะดูเค้าจะเชื่อเรื่องตัวเลขและสถิติค่อนข้างมาก แม้ผมจะเป็น TA แต่ผมยอมรับว่าเบนจามินเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่าในวงการหุ้น เบนจามินเขียนหนังสือที่ถือว่าได้วางรากฐานสำคัญในการวิเคราะห์หุ้นแนวพื้นฐาน ตอนช่วงเศรษฐกิจอเมริกาตกต่ำเมื่อหลายสิบปีก่อน แกก็เขียนบทความเตือนสตินักลงทุน ก็ไม่ได้อยากจะเปรียบเทียบนะครับ อย่างนายวอเรน บัฟเฟต ศิษย์เอกของเบนจามิน แม้จะรวยกว่าเบนจามินเยอะ(และอาจจะเก่งกว่าก็ได้) แต่ในแง่ของวิชาการเล่นหุ้นที่มอบให้แก่ชาวโลกเนี่ย ผมยังไม่เห็นเป็นชิ้นเป็นอันเลย ถ้าผมจำไม่ผิด ผมไม่เคยเห็นว่าวอเรน บัฟเฟต เคยเขียนตำราเกี่ยวกับการเล่นหุ้น การเลือกหุ้น การวิเคราะห์หุ้นแม้แต่เล่มเดียว(ถ้าไม่จริงก็ขอโทษด้วยครับ) หนังสือทีเราเห็นๆทั้งหลายเกี่ยวกับวิธีการเล่นหุ้นแบบ วอเรน บัฟเฟต ล้วนแต่เป็นหนังสือที่เขียนโดยคนเขียนไปรวบรวมคำพูด รายงานการประชุม บทสัมภาษณ์ของนายวอเรน บัฟเฟตทั้งนั้น ก็อาจเป็นได้ว่าบัฟเฟตคงเขียนหนังสือไม่เก่งและไม่มีความเป็นนักวิชาการเท่าเบนจามิน หรืออาจเป็นได้ว่าอย่างที่บางคนเคยพูดว่า ถ้ารู้เคล็ดลับแล้วจะะเอามาบอกทำไม เก็บไว้รวยคนเดียวดีกว่า 555