Tuesday, 20 October 2009

0125: เรื่องของเดือนวาด

« 0122: มนุษย์เศรษฐกิจ 2.0 | Main | 0128: เบนจามิน แกรม เปลี่ยนแนว »

เมื่อสี่ปีที่แล้ว เดือนวาดได้รับมรดกก้อนหนึ่งจากบิดา มันอาจไม่ใช่เงินจำนวนมากนักสำหรับใครหลายๆ คน แต่สำหรับข้าราชการชั้นผู้น้อยอย่างเธอแล้ว ถือว่ามากโขทีเดียว เธอหวังจะใช้มันเพิ่มความมั่นคงทางการเงินให้กับเธอ

ดอกเบี้ยเงินฝากในเวลานั้นต่ำมาก เธอจึงยังไม่สามารถอยู่เฉยๆ ได้ด้วยดอกเบี้ยจากเงินก้อนนี้ล้วนๆ เธอจึงมองหาวิธีอื่นที่จะทำให้เงินก้อนนี้ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เธอได้ยินมาว่า ตลาดหุ้นให้เงินปันผลสูงกว่าดอกเบี้ยธนาคารมาก

เธอไม่ใช่คนที่ชอบความเสี่ยง เธอเคยได้ยินคนเจ๊งหุ้นมาเยอะมาก เธอจึงตัดสินใจว่า การซื้อหุ้นครั้งนี้ของเธอ จะต้องอนุรักษ์นิยมให้มากที่สุด เธอหาหนังสือเรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นมาอ่าน 3-4 เล่ม และยังเข้าร่วมฟังสัมมนาหุ้นอีกหลายครั้ง ในที่สุด เธอก็ได้พบเคล็ดลับมาว่า หุ้นที่ปันผลสูงๆ และมีพีอีและพีบีต่ำมากๆ เป็นหุ้นราคาถูก เธอจึงคัดเลือกหุ้นที่มีลักษณะดังกล่าว 10 ตัว แล้วใช้เงินมรดกทั้งหมดที่ได้มาซื้อหุ้นเหล่านั้น 

อัตราเงินปันผลเฉลี่ยของตลาดหุ้นในเวลานั้น สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากค่อนข้างมาก ด้วยเหตุนี้ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เธอจึงได้รับเงินปันผลในระดับที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากอย่างมีนัยสำคัญ เงินปันผลจำนวนนี้ช่วยค่าใช้จ่ายประจำวันของเธอได้มาก แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้สามารถลาออกจากราชการไปอยู่บ้านเฉยๆ ได้ แต่อย่างน้อยมันก็สร้างความอุ่นใจให้กับเธอได้มาก เธอถึงกับกล่าวกับตัวเองว่า "เรามาถูกทางแล้ว"

แต่เรื่องที่ดูจะแย่หน่อยก็คือว่า หลายปีที่ผ่านไป หุ้นที่เธอซื้อไว้หลายตัว กลับมีราคาในกระดานที่ลดลงเรื่อยๆ จนทำให้พอร์ตของเธอติดตัวแดง เธอแปลกใจมากที่ทำไมซื้อหุ้นที่พีอีต่ำมากขนาดนั้นแล้ว ราคาหุ้นก็ยังตกต่อไปได้อีก นี่คงจะเป็นเพราะว่า ตลาดไม่มีเหตุผลอย่างที่ตำราว่าไว้  เรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย เพราะตลอดชีวิตเธอยังไม่เคยเห็นเงินก้อนใหญ่ต้องขาดทุนเป็นสีแดงขนาดนี้มาก่อน แต่เธอก็พยายามบอกตัวเองว่า ไม่เป็นไร เพราะเราซื้อหุ้นเพื่อกินเงินปันผลเป็นหลัก เราควรมองระยะยาว ตราบใดที่ยังไม่ได้ขายออกมา ยังถือว่า ไม่ขาดทุน เธอไม่แน่ใจว่าคิดอย่างนี้ได้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ วิธีคิดแบบนี้ ช่วยทำให้เธอสบายใจได้มาก 

เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเธอได้ชักชวนให้เธอไปเซ้งทำเลเปิดร้านขายของกระจุ๊กกระจิกซึ่งเป็นสิ่งที่เธอรัก เดี๋ยวนี้เธอมีความกล้ามากกว่าเมื่อสี่ปีที่แล้วมาก เธอจึงตัดสินใจที่จะลองทำการค้าดูสักตั้ง ครั้งหนึ่งเธอเคยอ่านเจอในหนังสือการลงทุนว่า เวลาซื้อหุ้นให้คิดเหมือนกับเวลาลงทุนทำกิจการ เธอคิดต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นเวลาจะลงทุนทำกิจการก็ควรคิดให้เหมือนกับเวลาซื้อหุ้นด้วย เธอหวังว่าความรู้เรื่องการลงทุนในหุ้นที่เธอมีจะช่วยเธอในการลงทุนทำกิจการครั้งนี้ได้ด้วย

คิดได้ดังนั้น เธอจึงรีบไปติดต่อศูนย์การค้าแห่งหนึ่งเพื่อขอเลือกเซ้งพื้นที่ทำร้าน เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายพาเธอไปยังโซนร้านขายของกระจุ๊กกระจิกของทางห้างฯ ซึ่งมีบูทขนาดเล็กให้ผู้เช่ารายย่อยเช่าขายของอยู่เป็นจำนวนมาก

เมื่อไปถึง เจ้าหน้าที่ก็ชี้ให้เธอดูบูทที่กำลังว่างอยู่บูทหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในมุมที่ค่อนข้างจะดีมาก เพราะอยู่ใกล้กับบันไดเลื่อนทำให้มี Traffic ผ่านตลอด แต่ยังไม่ทันที่เจ้าหน้าที่จะหยิบเอกสารที่แสดงสถิติของจำนวนลูกค้าที่เดินผ่านบูทนี้ในแต่ละวันออกมาอธิบาย เดือนวาดก็ถามตัดบทขึ้นว่า "เจ้าของบูทคนเดิม ปีที่แล้ว บริษัทเขาปันผลเท่าไร?" 

เจ้าหน้าที่ฟังแล้วก็รู้สึกงงๆ กับคำถาม "ผมไม่ทราบเหมือนกันครับ เพราะเป็นเรื่องภายในของลูกค้าเอง แต่ถ้าให้ผมคิดเอาเอง ผมว่าเขาคงแทบจะไม่ได้ปันกำไรออกมาใช้เลย เมื่อปีที่แล้ว เพราะเขาพึ่งจะย้ายไปอยู่อีกมุมหนึ่ง ที่ค่าเช่าแพงกว่านี้มาก แล้วขยายร้านให้ใหญ่ ขึ้นเป็นสองเท่า เขาคงต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเยอะมากทีเดียว ผมเลยเดาว่า เมื่อปีที่แล้วสงสัยบริษัทของเขาคงจะไม่ได้ปันผลเลยสักบาท และน่าจะต้องเอาเงินใหม่ใส่ลงไปอีกด้วยซ้ำ" เดือนวาดพังแล้วก็ส่ายหัวทันที

เจ้าหน้าที่พูดกับเดือนวาดต่อไปว่า เขามีข้อมูลที่แจกแจงกลุ่มลูกค้าที่เดินผ่านบูทนี้โดยแยกตามเวลา วันของสัปดาห์ เพศ อายุ และยอดใช้จ่าย ซึ่งเขาสามารถอธิบายรายละเอียดของข้อมูลให้เดือนวาดฟังได้ แต่พอเจ้าหน้าที่จะเริ่มอธิบาย เดือนวาดก็ตัดบทอีกว่า เรื่องพวกนั้นไม่จำเป็น  

เธอสอบถามเจ้าหน้าที่เรื่องค่าเช่าต่อตรม. เธอพบว่า บูทนี้ค่อนข้างจะแพงมากทีเดียว เจ้าหน้าที่อธิบายว่าเป็นเพราะทางห้างจะคิดค่าเช่าไปตามจำนวน Traffic ที่ผ่านหน้าบูทในแต่ละวันเป็นหลัก บูทนี้ Traffic ค่อนข้างมาก ค่าเช่าก็เลยสูง เธอส่ายหัวอีกครั้ง แล้วขอให้เจ้าหน้าที่เอาค่าเช่าต่อตรม.ของทุกบูทที่ยังว่างอยู่ออกมาดูให้หมดทุกบูท

เมื่อเธอดูเสร็จ เธอก็ตัดสินใจเลือกเซ้งบูทที่มีค่าเช่าต่อตรม.ต่ำที่สุด บูทนี้ตั้งอยู่ในช่องสุดท้ายของแถวสุดท้ายซึ่งเป็นแถวที่เป็นทางตันไม่มีทางทะลุออกไปยังอีกด้านอื่นของชั้น เจ้าหน้าที่ได้แต่งง ที่เธอรีบตัดสินใจอย่างนั้น เขารู้สึกอยากจะแย้งเธอ เพราะประสบการณ์ของเขาบอกว่า วิธีเลือกบูทของเธอนั้นไม่เวิร์ค แต่เขาเห็นเธอยืนกรานอย่างแข็งขันมาก ก็เลยคิดว่า อย่าขัดใจลูกค้า จะดีกว่า เราเป็นแค่เจ้าหน้าที่ มีหน้าที่ทำให้ลูกค้าพอใจ 

เดือนวาดตัดสินใจขายหุ้นทั้งพอร์ตออกมาทั้งที่ยังแดงอยู่ แล้วนำเงินทั้งหมดที่ได้ไปเซ้งบูทที่เธอเลือกด้วยตนเอง เธอมั่นใจและตั้งคาดหวังกับการลงทุนครั้งนี้ของเธออย่างมาก เพราะบูทที่เธอค้นพบเป็นบูทที่มีค่าเช่าต่อตรม.ที่ต่ำที่สุดในห้างฯ เท่าที่เธอเคยได้ยินมา เธอดีใจมากที่ได้เจอเข้ากับของถูกสุดๆ เข้าแล้ว เธอคิดว่าไม่เสียแรงที่เธอศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุนในตลาดหุ้น เงินส่วนที่ขายหุ้นขาดทุนไปถือว่าเป็นค่าครู 

ดึกแล้ว แต่เดือนวาดยังนอนไม่หลับ เธอรอไม่ไหวแล้วที่พรุ่งนี้ เธอจะได้ไปขายของที่เธอรักที่ห้างฯ แห่งนั้นเป็นวันแรก เธอคิดว่างานนี้มีแต่ได้กับได้...  

      

Posted by 1001ii at 10:34 AM in 1001 Investment Ideas

 

Comment: keawza at Tue, 20 Oct 11:07 AM

สุดยอดแห่งการเปรียบเทียบเลยพี่

เจ๋งมาก ขอบคุณครับ.

Comment: izac44 at Tue, 20 Oct 12:34 PM

บูทคุณค่านะครับเนี่ย... อิ อิ
=

Comment: ซื้อถูกขายแพง at Tue, 20 Oct 1:45 PM

มารอฟังภาค ต่อ ครับ อิอิ
จากประสบการณ์ ในการลงทุน หุ้นถูกแล้ว ก็มีถูกกว่า หุ้นแพงแล้วก็มีแพงกว่า....

แล้วหุ้นถูกๆ เนี่ย รายย่อยอย่างเราไม่ได้ซื้อหรอก ครับ เจ้าของกับ รายใหญ่ ฟาดเรียบครับ

Comment: v ระพาบ at Tue, 20 Oct 2:28 PM

เข้ามาอ่านสาวก vi ตลกอ่ะ เพราะว่า ... ไม่ใช่ vi จิง .... 55++++

Comment: 1001ii at Tue, 20 Oct 3:47 PM

55 เรื่องมีแค่นั้นแหละครับ คุณซื้อถูกขายแพง น่าจะเดาตอนจบกันเองได้ 55

Comment: 1001ii at Tue, 20 Oct 4:29 PM

งงว่าทำไมถึงชอบมีคนมายัดเยียดให้ผมเป็น vi อยู่เรื่อยๆ ยังไม่เคยบอกเลยสักคำ

เกรียนในเว็บนี้ คิดเองเออเองเสร็จสรรพ มั่วมากๆ 5555++++ (หัวเราะดังกว่า)

Comment: terati20 at Wed, 21 Oct 6:49 AM

ดูเเล้ว เหมือนเดือนวาด จะซื้อหุ้นตาม Ratio การเงินอย่างเดียวโดยไม่ได้ วิเคราะห์ธุรกิจ

สุดท้ายเธอคงเจ๊ง บ๊ง

Comment: Mr.high at Wed, 21 Oct 8:06 AM

รู้สึกว่าช่วงนี้ เวลาใครบอกว่าพี่สุมาอี้เป็น vi จะโดนกันหมดเลยแฮะ อิอิ

Comment: วัด at Wed, 21 Oct 9:13 AM

เอา f ไปอ่ะ งี้เง้า อ่ะ บทความนี้ ความเห็นผมคนเดียวนะ

Comment: McDull at Wed, 21 Oct 9:25 AM

อย่าใส่ใจเลยครับคุณสุมาอี้ กำลังภายในจีนเขาว่า สุดยอดของกระบวนท่าคือไร้กระบวนท่าครับ ^^
ชอบเรื่องนี้นะครับ เห็นภาพชัด ขอบคุณครับ

Comment: koh at Wed, 21 Oct 9:58 AM

ผมชอบเรื่องนี้ครับ
มันส์สะใจดี


VI เนี่ย มันเหมือนเด็กช่างกลหรือเปล่า? ทำมัยรักสถาบันกันจัง
แต่ก่อนก็ตีกับเด็กเทคนิค 555ตีกับVS
ขำดีครับ

Comment: YOON at Wed, 21 Oct 11:18 AM

เปรียบเทียบได้แบบไร้น้ำหนัก ความเป็นไปได้ต่ำ เพิ่งลองอ่านครั้งแรก ไม่ประทับใจ

Comment: v ระพาบ at Wed, 21 Oct 11:20 AM

บอกรัยหั้ย vi จิงๆ เค้าก้อดูเทคนิคนะ ไม่ใช่ถือยาวแล้วพอหุ้นตก อ่านหนังสือธรรมะ ทำจิตใจหั้ยสงบ

Comment: Joe at Wed, 21 Oct 12:06 PM

สงสัยคุณสุมาอี้ไม่เข้าใจหลักการลงทุนแบบเน้นมูลค่านะครับ ผมว่ามันก็คือหลักการลงทุนแบบสมเหตุสมผล เป็นเรื่องของการมองหาโอกาส เมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่ามากๆ ถ้าทำได้ ไม่ใช่การซื้อของถูกที่สุดโดยไม่ได้ดูอะไรเลย
โอเคว่ามันก็มีพัฒนาการจากการซื้อหุ้นถูกจริงๆ แต่มันก็มีหลายแนวทางที่ใช้ในปัจจุบัน แต่หลักจริงๆก็อยู่ที่ราคากับมูลค่าและคุณภาพ VI ไม่ได้เป็นเทพนะครับ คุณสุมาอี้คงคิดว่าตัวเองเก่งกว่า VI ผมว่านักออมที่มีเหตุผลในการลงทุน อย่างคุณสุมาอี้ เรียกได้ว่าเป็น นักลงทุนผู้ชาญฉลาดดีกว่าไหมครับ??? ไม่เห็นต้องพยายามทำตัวให้แตกต่าง หรือเพราะว่าเป็นที่รู้จักแล้วจึงอีโก้สูงขึ้น ผมรู้สึกว่าอย่างนั้น

Comment: kong at Wed, 21 Oct 12:33 PM

พี่โจ๊กไม่ต้องสนใจพวกเข้ามาป่วนนะครับ ผมตามงานเขียนของพี่เสมอๆ บทความอันนี้ก็เปรียบเทียบได้เห็นภาพชัดเจนดีครับ

ถ้าเราซื้ออะไรก็ตามที่ โดยเอา "Bargain" เป็นหลักแล้ว "Quality" ที่เราได้ก็จะลดลงโดยอัตโนมัติ

Comment: 1001ii at Wed, 21 Oct 1:50 PM

ไม่ใช่หรอกครับ คุณ koh เม้นท์ที่ตามๆ มาพวกนั้น ที่จริงแล้วเป็นคนเดิมน่ะครับ แต่เปลี่ยนชื่อไปเรื่อยๆ เหมือนครั้งที่แล้ว ไม่ใช่ vi ที่ไหนหรอกครับ ผมตรวจ IP ได้ ต่อให้มีการเปลี่ยนเครื่องพิมพ์บ้าง แต่ก็ไม่เนียนอยู่ดี เพราะแต่ชื่อเหล่านี้ไม่เคยเม้นท์มาก่อนทั้งสิ้น อยู่ดีๆ ก็โผล่มา มันมีพิรุธอยู่ดี

เบื่อเกรียนตามเว็บไซต์ครับ เลยต้องขอจี้จุดอ่อนกันบ้าง ดูเหมือนจะได้ผลเสียด้วย

Comment: Orga at Wed, 21 Oct 2:17 PM

ผมก็ชอบบทความนี้นะครับ

ส่วนพวกที่มาป่วนผมคิดว่าคุณสุมาอี้คงรับมือได้สบายอยู่แล้ว

จะรออ่านตอนต่อไปนะครับ

:-)

Comment: Orga at Wed, 21 Oct 2:21 PM

ผมก็ชอบบทความนี้ครับ

ส่วนพวกที่มาป่วน คิดว่าคุณสุมาอี้คงรับมือได้สบายๆอยู่แล้ว

จะรออ่านตอนต่อไปนะครับ

ขอบคุณครับ

Comment: 1001ii at Wed, 21 Oct 2:47 PM

ที่จริงหลายท่านที่เม้นท์มาข้างบน ส่วนใหญ่เข้าใจ Morale ของเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง แล้วล่ะครับ

ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อจะให้เหตุผลว่าทำไม การลงทุนโดยดูจากอัตราส่วนทางการเงินอย่างเดียวแต่ที่ไม่ได้สนใจว่าธุรกิจทำอะไรเลยนั้นเป็นการลงทุนที่ขาดเหตุผลเพราะอะไร

ผมอยากจะยกคำพูดของปีเตอร์ ลินซ์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ณ ที่นี้ด้วย ผมเอามาจากหนังสือ one up on wall street หน้าที่ 169 นะครับ

"Some bargian hunters believe in buying any and all stocks with low p/e, but that strategy make no sense to me. We should not compare apples to orange. What's a bargian p/e for a Dow Chemical isn't necessary the same as a bargian p/e for a Wal Mart."

ถ้าผมเสนอแนวคิดนี้คนเดียว บารมีผมไม่ถึง อาจกลายเป็นว่า ผมยกตนข่มท่าน แต่ปีเตอร์ ลินซ์เอง ก็มีแนวคิดเช่นนี้เช่นกัน ปีเตอร์ ลินซ์ เป็นนักลงทุนที่ชาว vi ให้การนับถืออย่างมาก ดังนั้นจึงไม่น่าจะถือว่า แนวคิดนี้ขัดแย้งกับ vi แต่อย่างใดเลย นะครับ

อยากให้ตัดสินแนวคิดใดๆ จากความเป็นเหตุเป็นผลของแนวคิดนั้น มากกว่าที่จะดูว่าแนวคิดนั้นๆ เป็นพวกไหน หรือใครเป็นคนพูดนะครับ เพราะเราจะได้ประโยชน์จากแนวคิดนั้นๆ มากที่สุด

อยากให้ทุกท่านได้รับประโยชน์จากเรื่องของเดือนวาดครับ

Comment: อธิป at Wed, 21 Oct 3:03 PM

ไป central rama3 หาหนังสือเศรษฐศาสตร์กทม. แต่ของขาดสต๊อคครับ

ชอบหนังสือครับ อ่านง่าย ได้ไอเดีย โดยไม่ต้องใช้สลิงและบันไดปีนป่าย

สังคมไทยทุกวันนี้ แสดงความเห็นต่างนี่เป็นเรื่องทุกที ผมว่าการลงทุนสุดท้ายก็คือการทำสงครามที่เดิมพันด้วยเงินในกระเป๋าอ่ะครับ บางคนถนัดการรบแบบกองโจร บ้างถนัดแบบล้อมนานๆแล้วตัดเสบียง บ้างต้องการพันธมิตรไว้รุมกินโต๊ะ วิธีไหนรบแล้วชนะก็เอาแบบนั้น

ส่วนตัวผมยังหารูปแบบชัดเจนไม่ได้เลยครับ ลงทุนสารพัดกอง LTF, China Equity, Commodity, Condo ... ก็สนุกดีนะครับ

Comment: terati20 at Wed, 21 Oct 3:17 PM

อาจารย์ เอา 7 aspects ที่พูดที่ B2S มาเล่าซิ
คงตอบโจทย์ของหลายๆคนได้เลย

VI ไม่ VI สำคัญไฉน

เกรียนเยอะดีจริง ถือเป็นการพิสูจน์ตัวเองละกันครับ

Comment: v ระพาบ at Wed, 21 Oct 4:29 PM

มันเป็นความเห็น ถ้าเขียนที่สาธารณะแล้วเราแสดงความเห็นโดยไม่หยาบคายก้อไม่น่าผิด มันเป็นการ share ความเห็นกัน จะได้มรสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นมาบ้าง เปิดกว้างนิดนึงคับ อย่ามาโต้ตอบกันเลยคับ แล้วก้อไม่ได้ป่วน ไม่ได้เปลี่ยนเครื่อง มันเป็นแค่การแสดงความเห็นแค่นั้นเอง .. อย่าง vi ที่เก่งๆ ฉลาดๆแบบ ดร.นิเวศน์เราก้อชื่นชมมาตลอด ยังมีอีกมากมายหลายท่านด้วย

Comment: YOON at Wed, 21 Oct 5:21 PM

ผมเข้าใจที่คุณสุมาอี้ต้องการที่จะสื่อในบทความครับ แต่ผมว่าตัวละครที่สื่อ (เดือนวาด) น่าจะใช้ตรรกะให้มันสมเหตุสมผลหน่อยเท่านั้นเอง (ให้มีความเป็นไปได้ด้วยในชีวิตจริง) ไม่อย่างนั้นแล้วมันจะหมิ่นเหม่ต่อการดูแคลน ตรรกะ ของ VI เค้า

Comment: McDull at Wed, 21 Oct 8:32 PM

เปรียบเทียบ Warren Buffett กับ George Soros ว่าใครเก่งกว่า ไม่มีทางได้คำตอบนะครับ นอกจากบอกได้แค่ว่าเก่งสุดยอดทั้งคู่ ก็แค่แนวทางอยู่คนละขั้ว
นิทานอีสปสอนใจดีๆ หลายเรื่องก็ต้องเขียนแบบสุดโต่งเหนือจริงครับ ไม่งั้นจะไม่เห็นภาพชัด คนตามอ่านบล็อกตั้งเท่าไหร่ ถือซะว่าเขียนให้มือใหม่อ่านละกันเนาะ
ถ้าอยากได้แบบชีวิตจริง ลองสมมติให้กาลครั้งหนึงคุณเดือนวาด ไปซื้อ เควาย... เอ่อ เจลลี่ แล้วถือยาวๆ ดีมั๊ยครับ น่าจะเข้าข่าย ผมเองก็อยากรู้อยากติดตามเหมือนกันว่าระยะยาวเรื่องจะจบยังไง เรามาตามดูกัน ^.^

Comment: s_s at Wed, 21 Oct 8:48 PM

ตกใจที่mentเยอะที่แท้ เหอๆ ผมว่าพี่เค้าเขียนเพื่อเตือนหลายๆคนที่อาจจะเป็นอย่างเดือนวาด เค้าไม่อยากให้มีคนได้รับบาดเจ็บจากการเลือกลงทุนแบบนี้ต่างหาก(ถ้าระบุให้ลึกกว่านั้นก็ประเภทพึ่งจะเริ่มลงทุนหรือไม่มีstyleลงทุนหรือว่าไม่มีความรู้ที่ลึกพอหรือประเภทเจอคนที่บอกว่าหุ้นนี้ดี ถูกปันผลงาม เข้าหลักเกณฑ์ทุกอย่างที่เคยได้ยินได้อ่านมาแบบเดือนวาดแล้วไปซื้อสุดท้ายคนที่มาบอกต่างหากที่รอปล่อยของ) ถ้าคนที่เอาตัวรอดได้อยู่แล้วก็อ่านผ่านๆไปได้ ส่วนคนที่(อาจจะกำลัง)คิดแบบนี้ก้อน่าจะอ่านบทความที่เตือนนี้ ผมว่าก้อจะเป็นจุดสมดุลกันได้นะครับ

Comment: Mr.h at Wed, 21 Oct 8:51 PM

เรื่อง เดือนวาด นี่ยอมรับว่าเข้ามาอ่านเพราะชื่อ แต่กลับแปลกใจที่ความเห็น นึกไม่ถึงว่าจะมีการแสดงความเห็นกันขนาดนี้ อ่านความเห็นแล้วเพลินดีจริงๆ อ่านเนื้อเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ถ้าเข้าใจไม่ผิดนะผมจับประเด็นได้ว่าคุณสุมาอี้ต้องการบอกว่าจะซื้อหุ้น หรือลงทุนอะไรอย่าคิดแค่ซื้อของถูกแต่ควรมองด้วยว่าของมันดีมั้ย ผมกลับมองว่าสิ่งที่คุณสุมาอี้สื่อออกมาก็น่าจะสอดคล้องกับแนวคิดของ VI นะ เพราะเคยอ่านๆเจอพวกบทความของปรมาจารย์ VI เค้าบอกว่าจะซื้อหุ้นต้องซื้อหุ้นกิจการที่ดีในราคาเป็นธรรม และถ้ามีราคาที่ต่ำกว่าพื้นฐานกิจการมากๆก็ยิ่งดีเพราะมี margin of safety ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าบทความนี้มันไปดูแคลนตรรกะของชาว VI ยังไงเหมือนกัน บังเอิญผมก็เป็นพวก TA ซะด้วยเลยไม่ค่อยเข้าถึงความรู้สึกชาว VI เท่าที่ควร แล้วก็เพิ่งรู้นะครับว่าคุณสุมาอี้ไม่ใช่ VI แสดงว่าผมเข้าใจผิดมาตลอด 555
ในเมื่อคุณสุมาอี้ไม่ใช่ VI ผมอยากให้คุณสุมาอี้ช่วยเอาเรื่องราวเทคนิคการลงทุน และประวัติของพวกเซียนๆทางค่าย TA มาเขียนบ้างได้มั้ยครับ อย่างเช่น พวกสำนัก turtle trading หรือประวัติชีวิตผู้เฒ่าเต่าอย่าง Richard dennis , William Eckhardt ผู้ก่อตั้งสำนัก turtle trading เพราะเท่าที่ทราบมาพวกนี้ก็ทำเงินในตลาดหุ้นมหาศาลพอสมควร อยากอ่านบทความเกี่ยวกับนักเล่นหุ้นแบบเทคนิคระดับเซียนพวกนี้ด้วยสำนวนแบบคุณสุมาอี้ดูบ้าง เพราะชอบในวิธีและลีลาการเขียนของคุณสุมาอี้มาก อ่านแล้วเข้าใจง่ายดี
ปล. Richard Davoud Donchian บิดาแห่ง trend follower คนนี้ก็น่าสนใจนะครับ หรือ Ed Seykota นี่ก็น่าสนเซียนเทคนิคและเล่นหุ้นจนรวยเละอีกคน

Comment: 1001ii at Wed, 21 Oct 8:59 PM

ถ้าคุณ v ระพาบ คิดได้แบบนั้นแล้ว ผมก็ดีใจ คงไม่มีอะไรต้องโต้แย้งแล้วล่ะครับ

Comment: 1001ii at Wed, 21 Oct 9:11 PM

อันว่าบ้านเรานี้ มีคนอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่มีลักษณะศรัทธาที่ตัวบุคคลเป็นหลัก ไม่ได้สนใจที่จะพิจารณาที่เหตุผลของ argument

ถ้าผู้พูดเป็นคนดัง ก็เชื่อทันทีว่าถูก แต่ถ้าผู้พูดเป็นเด็กแว้ง พูดอะไรก็ผิดหมด

ผมเคยฟังคุณหญิงหมอพรทิพย์ให้สัมภาษณ์ ท่านบอกว่า ตอนที่ท่านเริ่มออกทีวีเพราะต้องไปทำคดีที่มีคนสนใจมาก พอมีคดีใหม่ที่เป็นที่สนใจของประชาชนอีก ก็มีคนวิ่งมาหาหมอพรทิพย์ บอกว่าต้องให้หมอพรทิพย์ทำเท่านั้น หมอพรทิพย์ก็เริ่มตกใจแล้วว่านี่ชักจะไปกันใหญ่แล้ว กลายเป็นการเชื่อที่ตัวบุคคล และทำให้หมอพรทิพย์เกิดความคิดที่จะตั้ง สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ขึ้นมา เพื่อให้คนไทยพึ่งหลักฐาน ไม่ใช่พึ่งที่ตัวบุคคล

ปีเตอร์ ลินซ์ คิดต่างยังไงก็ได้ ไม่มีใครว่า แต่ถ้าเป็นคนธรรมดาคิด จะมาคิดต่างไม่ได้ เพราะบารมีไม่ถึง อย่ามาอวดดี เป็นกันซะแบบนั้น

เพราะว่ามีคนแบบนี้อยู่ในสังคมเยอะ ทีวีบ้านเราจึงมีความเห็นที่แตกต่างไม่ได้เลย เพราะคนกลุ่มนี้จะไม่พอใจโทรมาด่าที่สถานีทันที บ้านเราจึงยากที่จะเป็นสังคมที่ยอมรับความแตกต่าง ถ้าเรื่องนี้แก้ไม่ได้ รับรองว่าความรุนแรงในสังคมจะมากขึ้นเรื่อยๆ

แย่แล้ว ลืมไปว่าเราเป็นคนธรรมดา ไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นในที่สาธารณะ เดี๋ยวมีคนหมั่นไส้

Comment: zStyle at Wed, 21 Oct 9:14 PM

ผมเป็น VI เต็มตัวแต่อ่านบทความนี้ไม่เห็นจะเสียดสีชาว VI ตรงไหนเลยครับ VI

PE ต่ำอาจเป็นตะแกรงร่อนหุ้นของ VI จริง แต่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อ PE ต่ำไปซะหมดนี่ครับ หุ้นที่มี PE สูงๆ บางตัวก็เป็นหุ้น VI เต็มตัวด้วยซ้ำ อย่างเช่นที่ Warren Buffet เข้าซื้อ Coke ไม่ได้เพราะว่า PE ต่ำ แต่เป็นบริษัทที่แข็งแกร่งมาก และได้ CEO คนเก่งเข้ามาทำการขายธุรกิจที่ COKE ไม่ถนัดออกไป ซึ่งคุ้มมากในการซื้อในราคาที่เหมาะสมต่างหาก

Comment: Ginola at Wed, 21 Oct 9:22 PM

ชอบครับ เ่ล่าเป็นนิทานแบบนี้ จำได้ง่ายได้นาน

Comment: 1001ii at Wed, 21 Oct 9:43 PM

ตอบคุณ Mr.H

ผมมีสไตล์การลงทุนของผมเอง จึงไม่อาจจัดเข้าอยู่ในกลุ่มใดได้ แต่ถ้าจะเรียกว่า ผมว่าเป็น "แนวที่เน้นปัจจัยพื้นฐาน" ก็พอจะได้ เพราะผมถนัดใช้ปัจจัยพื้นฐานมากกว่าอย่างอื่น

แนวปัจจัยพื้นฐานนั้นมีอยู่หลายแบบ ไม่ใช่วีไอเสมอไป แนวที่นักลงทุนสถาบันชอบใช้ก็เป็นแนวปัจจัยพื้นฐานอย่างหนึ่ง

ผมเคยพยายามค้นหาแล้วว่าแนววีไอจริงๆ คืออะไรกันแน่ แต่ผมก็พบว่า ทุกวันนี้เป็นเรื่องยากมากที่จะบอกว่าให้ชัดเจนว่า แนววีไอเป็นอย่างไร เพราะมันถูกพัฒนามานานมาก ทำให้มันแตกสายออกไปเยอะ ดังนั้นผมจึงไม่อยากซีเรียสกับคำๆ นี้อีกต่อไป เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็ตอบไม่ได้อยู่ดีว่าคืออะไรกันแน่

ผมศึกษาทุกแนวรวมทั้งเทคนิคคัล พวก trading system รวมทั้ง EMH ด้วย แต่ที่ผมใช้แนวพื้นฐานเป็นหลัก เป็นเพราะมันเข้ากันได้กับบุคลิกส่วนตัวของผมมากที่สุด ก็เท่านั้นเอง

สำหรับเรื่องเทคนิคคัลนั้น ความรู้ผมมีค่อนข้างจำกัด เลยไม่อาจจะเขียนถึงได้มากครับ

Comment: pigtail at Wed, 21 Oct 10:40 PM

get นะ ที่ท่านสุเล่า แต่ ....

EMH คืออะไรหรือครับ อยากรู้จริงๆนะ รู้จักแต่ DSM, KZM

ผมนับถือท่านเด่นศรีเป็นครูบาอาจารย์คนหนึ่งเลยทีเดียว คิดถึงอยู่เสมอแม้จะไม่เคยรู้จักกันเลย

Comment: วัด at Thu, 22 Oct 9:52 AM

ใคร ลบความเห็นของผมทิ้งทำไม ผมคิดต่าง ว่าให้บทความนี้ f และ งี้เง้ามากๆ สื่อเดือนวาดเป็นคนโง่และจะมีคนเป็นไม่ได้เลย อ่านแล้วผมไม่ชอบเลยสักนิด(ความคิดของผมคนเดียวนะ) ชอบความเห็น 1001ii ที่คนที่คิดต่างถ้าไม่มีบารมีพอจะมีคนออกมาลุมด่า หาว่ามาป่วนบ้าง ผมไม่เคยที่จะคิดมาป่วนเลย สังคมไทยใครคิดต่างนั้นไม่ได้ต้องเป็นศตรูไปหมด สังคมแบบนี้มีมันน่ากลัวจริงๆ มีแต่ความขัดแย้ง ถ้ามีการยอมรับความคิดต่าง ได้สังคมคงไม่เหมือนทุกวันนี้

Comment: วัด at Thu, 22 Oct 9:53 AM

ใคร ลบความเห็นของผมทิ้งทำไม ผมคิดต่าง ว่าให้บทความนี้ f และ งี้เง้ามากๆ สื่อเดือนวาดเป็นคนโง่และจะมีคนเป็นไม่ได้เลย อ่านแล้วผมไม่ชอบเลยสักนิด(ความคิดของผมคนเดียวนะ) ชอบความเห็น 1001ii ที่คนที่คิดต่างถ้าไม่มีบารมีพอจะมีคนออกมาลุมด่า หาว่ามาป่วนบ้าง ผมไม่เคยที่จะคิดมาป่วนเลย สังคมไทยใครคิดต่างนั้นไม่ได้ต้องเป็นศตรูไปหมด สังคมแบบนี้มีมันน่ากลัวจริงๆ มีแต่ความขัดแย้ง ถ้ามีการยอมรับความคิดต่าง ได้สังคมคงไม่เหมือนทุกวันนี้

Comment: v ระพาบ at Thu, 22 Oct 9:58 AM

^_^

Comment: koh at Thu, 22 Oct 10:05 AM

ผมว่าการเปิดใจกว้างรับสิ่งต่างๆน่าจะเป็นการไม่ทำตัวให้เป็นน้ำเต็มแก้วนะครับ คุณ เกรียน และยังทำให้เกิดการต่อยอดของการพัฒนาการทางความคิดด้วย

เป็นกำลังใจให้คุณโจ๊กในการนำเสนอบทความที่กระตุ้นต่อมความคิดครับ

Comment: 1001ii at Thu, 22 Oct 10:50 AM

EMH ก็ Efficient Market Hypothesis ไงครับ

Comment: zeal at Thu, 22 Oct 2:21 PM

อ่านบทความของคุณ นรินทร์ มานานทั้งที่นี่และที่อื่น มาเป็นกำลังใจให้ครับ อยากให้รู้ไว้ว่ามีคนที่ได้รับความรู้จากบทความของพี่อีกเยอะ

Comment: LittleChicky at Thu, 22 Oct 8:34 PM

ชอบครับ... นำเสนอได้ชัดเจนมาก แต่ดูเหมือนเดือนวาดจะดูเป็นคนโลกทัศน์แคบไปนิด แต่ว่าในความเป็นจริงคนโลกทัศน์แคบก็มีเยอะๆจริงๆอย่างในนิทานที่พี่ว่าล่ะครับ

ปล เพิ่งรู้ว่า เกรียนก็สนใจลงทุนกะเค้าด้วย หุหุ

Comment: 1001ii at Thu, 22 Oct 9:15 PM

อันที่จริง เรื่องที่ผมนำเสนอ เป็นเรื่องที่ทั้งปีเตอร์ ลินซ์ และเบนจามิน แกรม ปรมาจารย์วีไอ เขาเห็นด้วยอยู่ก่อนแล้ว

ผมจึงทำหน้าที่เป็นแค่ผู้นำสารเท่านั้น

ถ้าอ่านแล้วโมโหจะมาลงที่ผมก็กะไรอยู่

ในสงคราม เขาไม่ให้ยิง Messenger นะครับ

Comment: Atom at Thu, 22 Oct 11:18 PM

ได้ความรู้ และเปรียบภาพได้ชัดมากจิงๆครับ

ผมก็มาหาความรู้ใน บล๊อกพี่เสมอๆ ละครับ

Comment: หมีหัวโต at Fri, 23 Oct 5:20 PM

กระทู้นี้สามวันผ่านไป ฮอตจริง

ชอบที่พี่นรินทร์เปรียบเปรยนะครับ ไอเดียวแจ๋วมาก

คิดว่าหลายๆคนก็เป็นแบบเดือนวาด ผมก็คนนึง สมัยที่ยังไม่มีประสบการณ์ ผมก็ยึดถือแนวพื้นฐาน แต่ประสบการณ์เรายังน้อย มันก็เป็นแบบเดือนวาดเต็มๆ ก็เท่านั้น อย่าเถียงกันเลย เน้อ

Comment: จั้ม at Sat, 24 Oct 1:29 PM

สนุกดีครับ

Comment: 1001ii at Sat, 24 Oct 5:14 PM

เม้นท์ของคุณ MN แรงไปหน่อย ผมเลยไม่ได้ปล่อยออกมานะครับ

อย่างที่คุณหมีหัวโตพูด ไม่อยากให้ทะเลาะกันน่ะครับ

Comment: Willy007 at Sat, 24 Oct 9:26 PM

นี่ก็ใช้ได้สำหรับเมืองไทยนะครับ คนส่วนใหญ่ชอบซื้อของในร้านที่มีคนมุง ยิ่งแน่นยิ่งชอบ รู้สึกว่ามีเพื่อนซื้อด้วย ของน่าจะดี น่าจะอร่อย ถ้าเดือนวาดขายของที่เป็นทั่วไป ทำเลสำคัญแน่นอน แต่ถ้าเป็นพิเศษ ขายอยู่รายเดียวคนต้องการ ไปอยู่ที่ไหนคนมาหาแน่ขวัญใจรอดได้ เช่นร้านอาหารหลายที่ที่อร่อยมากจนคนต้องตามหาไปในซอย ถ้าเทียบเป็นหุ้นเช่น BAFS เป็นต้น ทั้งนี้การลงทุนจึงต้องเหมาะสมกับอารมณ์คนที่นั้น สายป่านของเรา และวัตถุประสงค์ของเรา
ผมชอบบทความนี้มากนะครับ ขอบคุณที่ช่วยเปิดหูเปิดตาให้นะครับ

Comment: Willy007 at Sat, 24 Oct 9:40 PM

สิ่งที่สุดยอดที่สุดคือ เราสามารถชนะตลาดได้ ในระยะยาว ตามที่เรากำหนดไว้ โดยหาแนวทางของตัวเอง ปัญญาของเราเองต่างหาก ที่เราจะมั่นใจและภูมิใจ ที่เหลือแค่แนวทาง ที่คนอื่นเขาเคยทำแล้วรวย ถ้าเราเล่นหุ้นแล้วชนะตลาด เราพอใจ มีความสุข สบายใจ ผมว่าไม่เห็นจำเป็นต้องแบ่งค่ายนะ แล้วช่วย Share ความรู้ อ่านสนุกกัน ก็ดีแล้วนะสนุกดี แต่การตัดสินใจลงทุนอยู่ที่เราเอง เหมือนสังคมปัจจุบัน ถ้าคิดว่าเราจะทำงานเพื่อตัวเองให้รวย แต่จะไม่เบียดเบียนคนอื่น แม้เรื่องเล็กน้อย ไม่ทำคนอื่นเดือดร้อน ผมไม่เห็นต้องแบ่งฝ่ายเลย เพราะสุดท้ายเราก็ไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริงอยู่ดี จนกว่าจะพิสูจน์ได้ค่อยเชื่อ

Comment: Saran at Sun, 25 Oct 12:08 PM

ถ้าจะให้จบแบบ happy ending คือเดือนวาดรู้ว่าศูนย์การค้ากำลังวางแผนเจาะซอยตันนั้นให้เป็นทางเดินเชื่อมไปยังอีกศูนย์การค้าหนึ่งครับ ^^

Comment: 1001ii at Mon, 26 Oct 3:58 AM

@MN

เออก็จริง คุณ MN นี่แสบไม่ใช่เล่นนะครับ :p

Comment: อะไรดีละ at Fri, 30 Oct 11:09 AM

ผมเองก็ไม่ค่อยชอบบทความนี้แฮะ...
เพราะ ถึงแม้เราจะรู้ว่าค่า พีอี ไม่ใช่ตัวแปรเดียวที่มีผลต่อการราคาหุ้นในอนาคต .... แต่ก็เป็นปัจจัยสำคัญ

และ จากบทวิจัยเรื่องตลาดทุนในอดีต ก็พบว่า หากแบ่งเป็นกลุ่มพีอีต่ำ กลาง สูง ก็พบว่า หุ้นที่ พีอีต่ำ จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด และ ผลตอบแทนที่แย่สุดก็คือหุ้นพีอีสูง

สรุป ก็คือ ถ้าเราเดาสุ่มซื้อลงทุนเข้าไปแล้ว หุ้นที่พีอีต่ำ โดยเฉลี่ย ยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดฯ นั่นเอง

ผู้เขียน...พยายามสื่อว่าคนที่ซื้อหุ้นพีอีต่ำ..คือ คนโง่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องโง่นัก แต่ก็ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วยครับ

Comment: 1001ii at Fri, 30 Oct 11:06 PM

ถ้าจะวัดจากบทวิจัยเรื่องตลาดทุนในอดีตก็ต้องบอกว่า หุ้นพีอีต่ำ"ไม่"สามารถให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นพีอีสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติได้ ต่างหากล่ะครับ

ลองดูบทวิจัยดังกล่าวได้ที่นี่ครับ (CFA Institute)
http://www.jstor.org/pss/4470438

ตอนแรกมีคนทำวิจัยแล้วสรุปว่าหุ้นพีอีต่ำให้ผลตอบแทนได้มากกว่าหุ้นพีอีสูง แต่พอไปตรวจดูแล้วพบว่าระเบียบวิธีการทดสอบมีรายละเอียดสองอย่างที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของผลการทดลองอย่างร้ายแรงในเชิงสถิติ ผู้วิจัยจึงได้นำมาทดสอบใหม่โดยตัดความลำเอียงทั้งสองข้อออกไป อีกทั้งยังทดสอบผลของปีที่เริ่มทดสอบด้วยว่าจะมีผลด้วยหรือไม่

ปรากฏว่า หุ้นพีอีต่ำให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11.3% ส่วนหุ้นพีอีสูงให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.7% เมื่อทดสอบสมมติฐานที่ significant level 0.05 แล้วพบว่า ส่วนต่างดังกล่าว ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ หมายความว่า หุ้นพีอีต่ำและหุ้นพีอีสูงโดยเฉลี่ยแล้วให้ผลตอบแทนที่ไม่ต่างกัน

ถ้าจะบอกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ พัฒนากว่าตลาดหุ้นไทยก็คงไม่ใช่ เพราะการทดลองนี้ทำเมื่อปี 1968 นั่นคือตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลอย่างนี้มาตั้งแต่เมื่อ 40 ปีที่แล้ว

ตลาดทุนมีความสามารถในการให้พีอีให้เหมาะสมกับ potential growth ของหุ้นนั้นๆ ได้ดีกว่าที่คนทั่วไปคิดมากครับ

Comment: เหลียง at Sun, 8 Nov 2:33 PM

เท่าที่รู้มาคิดว่าคุณคงมีอคติมากไปน่ะครับ
ที่หุ้นPEสูงที่ตัวเองถือไว้ลงมาหนักจนต้องล้างพอร์ต ในขณะที่ VIหลาย ๆ คนไม่ต้องจบเศรษฐศาสตร์ บริหาร อะไรมาแต่เขาได้กำไรมากกว่าคุณ

Comment: 1001ii at Sun, 8 Nov 2:52 PM

ทุกวันนี้หลักการลงทุนเริ่มมีลักษณะคล้ายศาสนามากขึ้นทุกที

ผมทำให้ บางคนที่มีชีวิตอยู่เพื่อได้ศรัทธาอะไรบางอย่างรู้สึกโกรธแค้น เพราะผมเป็นคนที่ชอบตรวจสอบ สำหรับผมแล้ว อะไรที่ดีจริงจะต้องทนทานต่อการตรวจสอบได้ สิ่งไหนที่ห้ามท้าทาย แสดงว่ามันไม่ดีจริง จึงต้องห้าม เป็นคนแบบนี้นะครับ

ทุกวันนี้บ้านเราเหมือนมีการลงทุนอยู่แค่ 2 แนว ทั้งสองแนวเป็นหลักการลงทุนเมื่อ 70 ปี ที่แล้ว แม้แต่คนที่คิดหลักการลงทุนนั้นเองยังเลิกเชื่อไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ทุกวันนี้แนวคิดเรื่องการลงทุนมันไปไกลกว่านั้นมากแล้ว สิ่งที่ผมนำเสนอก็เป็นแค่สิ่งที่นักลงทุนสมัยใหม่เขายอมรับกันมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้วแล้ว ผมจึงเป็นแค่เพียงกาคาบข่าวเท่านั้น

ผมก็แค่อยากให้ ความรู้ใหม่ๆ เจาะเข้ามาในบ้านเราได้บ้าง

Comment: เหลียง at Sun, 8 Nov 2:58 PM

ผมเองก็ไม่ได้อคติอะไรหรอกครับ
ขอบคุณที่ช่วยนำเสนอข่าวสารต่อสังคมครับ

เพียงแต่คุณควรเสนอทั้ง สองด้านนะ
อย่างเช่นกรณีพอร์ตจำลองที่คุณตั้งใจใช้วัดผลเมื่อ หลายปีก่อน
ตอนนี้มันถึงเวลาที่ตกลงกันไว้แล้วนะครับ :)

http://dekisugi.net/2007/11/05/0026-growth-vs-value-revisited-1

Comment: 1001ii at Sun, 8 Nov 2:59 PM

ยังไม่ถึงครับ

ครบกำหนดคือวันที่ 18 พย

Comment: SunShine@Night at Tue, 17 Nov 8:56 PM

รอลุ้นพรุ่งนี้อยู่ครับ :)

Comment: Jamie at Fri, 20 Nov 1:39 PM

ขอบคุณพี่สุมาอี้ที่เข้ามาเขียนค่ะ.. ตามอ่านไปเรื่อยๆ เพราะใหม่มากๆ การแสดงความเห็นดีนะคะ แต่อยากให้ใช้เหตุและผลมากๆ ค่ะ ใช้อารมณ์ใส่ feeling มากๆ ไม่ดีค่ะ อ่านแล้วเซ็ง

ขอบคุณพี่สุฯ ที่นำบทความดีๆ เยอะมาถ่ายทอดให้ฟังค่ะ สู้ๆ ค่ะ

Comment: Tanaphon_P at Fri, 20 Nov 8:31 PM

อ่านจบแล้วครับ หลายความเห็นมันเกรียนนะครับอย่าไปแคร์เลย
ผมมองว่า


เดือนวาดจะขายได้กำไรระเบิดระเบ้อ ต้องมีของดีแล้วหล่ะ เช่นการตลาดดี สินค้าโดดเด่น มีสายป่านยาวพอ เพราะกว่าของจะติดตลาด ต้องอาศัยระยะเวลานานหลายปี ไม่งั้นโอกาสเจ๊งสูง หรือทางห้างปรับเส้นทางการเดินในห้างใหม่ ทุบกำแพงทิ้ง เป็นต้น


ส่วนแนวทางการเลือกหุ้นของเธอผมไม่แปลกใจว่าทำไมพอร์ตติดลบ เพราะว่าเธอเอาเงินปันผลมากินตลอด ไม่ได้เอากำไรไปทบต้นเลย และอาจลงทุนในบริษัทที่ไม่มีศักยภาพแข่งขันเพียงพอ เรื่องนี้ในความคิดของผมก็คือ ราคาหุ้นของบริษัทที่มีศักภาพในการแข่งขัน สูง มีกำไรสูง บริหารได้ดี โปรดัก ชัดเจน ในราคาหุ้นที่สมเหตุสมผล น่าลงทุนกว่า นี่คือสิ่งที่คนเขียนพยายามบอกนะในความคิดของผม


และผมว่า คุณ อะไรดีละ เข้าใจผิดไปเยอะเลยครับ ผู้เขียนเขาจะบอกว่า การซื้อหุ้นไม่ได้ดูแค่พีอีอย่างเดียว ต้องดูความสามารถในการทำกำไรด้วยต่างหาก ผมว่าคนที่ซื้อหุ้นโดยคิดแค่ว่าราคาถูกจัง แล้วก็ซื้อๆ โดยไม่มีหลักคิดอะไรมากไปกว่านั้น ไม่น่าเรียกตัวเองว่า VI หรอกครับ


อย่างคุณวัด คุณ v ระพาบ ผมว่าคุณมาโพสในบล็อคเค้าหัดมีมารยาททางสังคมซะบ้างนะครับ พ่อแม่ไม่สังไม่สอนหรือสอนแล้วไม่จำครับ ผมเลยอยากจะทบทวนให้ คุณทำตัวเหมือนเด็กแว้นเล่นเกมส์ออนไลน์หาได้ดาดดื่นมากครับ


ผมก็ซื้อหุ้นโดยดูมูลค่าพื้นฐานประกอบ ส่วนคนที่ลากเข้าไปหาว่าคนเขียนดูหมิ่น VI ผมว่าเค้าต้องส่องกระจกชะโงกดูเงาตัวเองหลายๆรอบ แล้วกับไปคิดว่าหนังสือที่เค้าอ่านมามันเข้าหัวเขามากไหม ว่า VI คืออะไร มันไม่ได้มีแค่ ราคาถูกแล้วก็ซื้อ ๆ มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น


เจอบทประยุกต์ของผมไหมล่ะ เมื่อปีที่แล้วผมดูมูลค่าพื้นฐานหุ้นตัวนึงที่ราคาหุ้นร่วงแรงสุดๆ แล้วผมก็เปิดประวัติดัชนีไทย หลังยุคฟองสบู่ ดัชนีดาว์นโจนใน beating the street ของปีเตอร์ลินช์เทียบ ผมพบจุดเหมือนกันอย่างนึง ในประวัติกราฟ และผมก็รอและสำรวจตลาดขายรถมือสองในเว็บ www.one2car.com ว่าราคารถเป็นอย่างไร จนถึงจุดๆหนึ่งราคาขายรถเริ่มไม่ลดราคา กลับเพิ่มขึ้นทีละนิด สอดคล้องกับงาน มอเตอร์โชว์ที่คนจัดงานเริ่มออกมาบอกว่าเริ่มเห็นสัญญาณบางอย่างว่ากำลังซื้อเริ่มกลับมา ยอดคนจองรถเริ่มฟื้นตัว แน่นอนหุ้นในกลุ่มธนาคารช่วงนั้นเริ่มปรับตัวลงรุนแรงหลายคนหวาดกลัว ผมดูรายการย้อนหลังของดร.นิวศน์ที่เชิญ ผู้บริหารธนาคารเกียรตินาคินมาออก( KK ) เขาบอกว่าไตรมาสสองกำไรจะเกิดจุดพลิกผันต่ำสุดละถ้าผ่านตรงนี้ไปได้จะรอดแน่ๆ แล้วไตรมาสสองก็ออกมาดี ไตรมาสสามผมก็เฝ้าดูราคารถเริ่มเพิ่มผมก็ซื้อ KK แต่ผมไม่ได้ซื้อตัวแม่นะผมเอาราตัวแม่อ้างอิงเฉยๆที่ระดับ P/E เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ราคา P/BV ซื้อขายกันที่เท่าไหร่ บวกกับผมรู้ว่าหุ้นตัวนี้มีค่า beta สูง จะเด้งแรงกว่ามากๆ และ secter ที่จะสะท้อนแรงที่สุดคือกลุ่มแบงค์แน่นอนถ้ามันรอด ผมดูงบกำไรและย้อนหลัง ความสามารถในการบริหาร ธรรมาภิบารผู้บริหาร ตอนเกิดสถานะการณ์ไม่ปกติเขาทำอย่างไร เขาขายหุ้นทิ้งหรือเล่นหุ้นบริษัทตัวเอง ผมดูหมดเลย มากว่านี้อีก แล้วผมก็ซื้อ นี่คือ 1 ใน 2 ตัวนั้น ที่ปีที่แล้วที่ผมซื้อ ผมชวนคนในพันทิยพ์ให้มาสนใจช่วยๆกันวิเคราะห์หน่อยก็ไม่มีใครมาดู แถมยังมีเหน็บแนมว่าตัวที่ผมซื้อให้ปันผลด้วยหรอเห็นซื้อเยอะจัง นอกจากพี่ๆที่เก๋าๆบางคน ที่ให้ข้อคิดไว้

ไปดูกราฟได้เลยผมนัดเดียวจอด 8.30 คือราคาที่ผมขาย หลัง P/E 6 เป็นต้นมา ผมก็รอเวลาขายแล้ว น่าแปลกใจที่ตอนผมขาย ในพันทิพเขาก็กำลังเฮกับราคาที่ดอยกันแล้ว ทั้งๆที่ในระหว่างนั้นผมพยายามจะบอกอย่างเป็นนัยๆแล้ว แต่ไม่สนใจกันกระทู้ผมเงียบกริบ แล้วก็ยังมีบางคนแอบมาถามว่าทำไมหุ้นตัวนี้ดียังไงจะลอกตามซะงั้น ทั้งที่ราคาวิ่งไปเกือบ P/E 6 ละ เธอคนนั้นเข้าๆออกหุ้นที่ผม วิเคราะห์แบบว่านอนไม่หลับตั้งหลายคืนก่อนตัดสินใจลงทุน ด้วยการเข้าๆออกหุ้นผมจนในที่สุดผมติดตามอ่านเหมือนเธอจะติดดอยไปแล้วด้วยซ้ำ น่าเสียดายจริงๆ

ที่เธอน่าจะมีหลักคิดให้มากกว่านี้ เพราะผมก็บอกไปแล้วว่าถ้าสนใจจริงๆให้ซื้อก่อน P/E 6 เท่า

โอกาสแบบนี้ต้องรอวิกฤติครั้งหน้า 10 ปีมีครั้งหรือตลาดหุ้นตกแรงๆพื้นฐานทางการเงินบริษัทไม่เปลี่ยน แล้วบริษัทออก warrent จึงจะทำได้นะครับ ที่ต้องอธิบายยาวๆเพราะถ้าจะทำบ้างต้องเข้าใจวิธีคิดของผมนะครับและสิ่งที่ตอนนั้นผมมีคือผมเชื่อว่าบริษัทจะรอด กำไรไม่ตกมันจะต้องรอด อายุวอร์แรนต์เหลือเยอะผมจึงกล้าลงทุน

ที่พิมพ์ยืดยาวก็แค่จะบอกว่าผู้อ่านเมื่อศึกษาอะไรแล้วก็ต้องเข้าใจให้ลึกๆด้วยไม่ใช่งูๆปลาๆ นะครับ การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐานก็คือการดูมูลค่าพื้นฐานประกอบด้วย ส่วนจะยังไงต่อไปนั้นมันอยู่ที่ความสามารถในการพลิกแพลงของแต่ละบุคคลครับ

อ่านแล้วเดือดครับบางกระทู้ ต้องขอโทษเจ้าของบล็อคด้วยครับ สู้ต่อไปครับ ประเทศต้องการคนดีแบบคุณครับ

Comment: picklife at Tue, 8 Dec 12:57 PM

Tanaphon_P คุณด่าเจ็บจริงๆครับ ถูกใจจริงๆ 555+
ที่จริงโดยส่วนตัวผมไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่เพราะเสียเวลาคุยกับคนกลุ่มนี้ครับ...นึกสงสารมากกว่าที่เขาอ่านมาแล้วไม่เข้าใจหัวใจของมัน แต่เข้าใจแค่นิดหน่อย แล้วคิดว่าตัวเองรู้...

ขอโทษนะครับไม่ได้ว่าชาวVIเพราะโดยส่วยตัวผมก็ศัทธาทุกแนวครับ แต่ในกลุ่มVIด้วยกันเองก็อาจจะมีคนแตกเหล่าได้บ้างเป็นเรื่องธรรมดา
แต่อย่างไรก็อยากให้ปรองดองกันนะครับ...รู้สึกว่าด่ากันแรงไป 555+

Comment: saga at Sun, 3 Jan 11:01 PM

สุดยอด

Comment: ปวดหัว at Sat, 9 Jan 3:07 PM

ปัญญาอ่อน คิดได้ไงเนี่ย มันคนละเรื่องกันเลย
ผมว่าคุณสุมาอี้ ยึดติดกับบางเรื่องมากเกินไป เหมือนประสบการณ์ยังไม่พอ มีแต่อ่านตำราซะมากกว่า

Comment: 1001ii at Sun, 10 Jan 7:55 PM

ผมว่าการใช้แต่ความรู้สึกส่วนตัว ไม่คิดจะศึกษาหาความรู้ อะไรถูกใจก็บอกว่าถูก อะไรไม่ถูกใจก็บอกว่าผิด ไม่น่าจะเป็นวิธีที่ดีนะครับ

ฝากคุณปวดหัวไปคิดดูครับ

Comment: reMinkable at Sat, 6 Feb 2:36 AM

+1 คุณนรินทร์

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« October »
SunMonTueWedThuFriSat
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031