Thursday, 1 October 2009

0120: Sir John Templeton

« 0121: John Neff | Main | 0121: 1001ii Live at B2S Chidlom »
Sir John Templeton

 

Sir John Templeton เป็นนักลงทุนระดับตำนานที่ก่อตั้งกองทุน Templeton ซึ่งมี มาร์ค โมเบียส เป็นหนึ่งในผู้จัดการกองทุน

JT เกิดในครอบครัวเกษตรกรที่ยากจน ในวัยเด็กเขาได้เห็นปู่ของเขาซึ่งชอบการเก็งกำไรตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแบบแมงเม่า และหมดตัว ทำให้เขามีทัศนคติว่า อนุพันธ์คือสิ่งที่ทำให้คุณเป็นเศรษฐีได้ในไม่เวลาไม่กี่วัน และวันต่อมาคุณก็หมดตัว เขาสนใจการลงทุนในหุ้นสามัญมากกว่า

JT เริ่มต้นตำนานการลงทุนของเขาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งในเวลานั้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในภาวะที่ซบเซาอย่างเรื้อรัง อันเป็นผลพวงที่ต่อเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 1929 เมื่อสหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง นักลงทุนพากันทิ้งหุ้นเพื่อหนีภาวะสงคราม แต่ JT กลับมองว่า การเข้าร่วมสงครามของสหรัฐฯ จะทำให้กำลังการผลิตส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจถูกนำออกมาใช้ และจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ หลุดออกจากภาวะซบเซาได้ เมื่อคิดได้ดังนั้น แต่ตัวเองไม่มีเงินเลย เขาจึงขอยืมเงินจากเจ้านายของเขา มาจำนวนหนึ่ง แล้วนำเงินนั้นทั้งหมดมาซื้อหุ้นของบริษัทที่อยู่ในภาวะย่ำแย่กว่า 100 บริษัทสวนทางกับคนอื่นในตลาดในราคาที่ถูกแสนถูก

หลังจากนั้นปรากฏว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจริงๆ อย่างที่ JT คิดไว้ เขาถือหุ้นเหล่านั้นไว้อีก 4 ปีก่อนที่จะขายพวกมันออกมาทั้งหมด ซึ่งทำให้เขาได้กำไรอย่างมากมายมหาศาล เขาคืนเงินต้นให้กับเจ้านาย แล้วเก็บกำไรทั้งหมดเอาไว้กับตัวเอง และเขาก็เปลี่ยนเป็นบุคคลที่ร่ำรวยนับแต่นั้นมา

JT เป็นนักลงทุนสไตล์คอนทราเรียนตัวยง เขาบอกว่า เวลาที่การมองโลกในแง่ร้ายของผู้คนถึงขีดสุด คือเวลาที่ควรเข้าซื้อหุ้นให้เต็มที่

JTเป็นเจ้าของวลีดังที่ว่า "ตลาดกระทิงเกิดขึ้นท่ามกลางการมองโลกในแง่ร้าย เติบโตภายใต้ความระแวงสงสัย บรรลุวุฒิภาวะด้วยการมองโลกในแง่ดี และล่มสลายด้วยความมั่นใจที่สุดขีด"

JT ยังเป็นเจ้าของอีกวลีหนึ่งที่ว่า "บางครั้งราคาหุ้นเพิ่มขึ้น เพียงเพราะราคาเพิ่มขึ้น" หมายความว่า หุ้นที่ราคาขึ้นจะทำให้คนรู้สึกอยากซื้อ ราคาหุ้นจึงขึ้นไปอีก ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับตัวกิจการทั้งสิ้น   

JT มีความชำนาญในการมองภาวะตลาดหุ้นโดยรวม เขาไม่ซื้อหุ้นบ่อยนัก แต่เมื่อถึงเวลาซื้อ จะซื้อครั้งละมากๆ แล้วขายทั้งหมดออกไปในอีกสามถึงสี่ปีต่อมา เพราะเขามองว่า แนวโน้มมหภาคมักจะกินเวลานานเป็นสิบปี แต่เมื่อถึงเวลากลับตัว จะรวดเร็วและเหนือความคาดหวังของนักลงทุนในตลาดเสมอ

กองทุนของเขามีความชำนาญในการลงทุนในต่างประเทศเป็นอย่างมาก เขาได้กำไรครั้งใหญ่หลายครั้งจากการมองออกว่า ประเทศใดกำลังจะเข้าสู่ยุคทองแล้วเข้าไปลงทุนก่อนคนอื่น ในการเลือกประเทศที่จะลงทุน เขาชอบประเทศที่เริ่มเข้าสู่ช่วงที่มีนโยบายเป็นเสรีมากขึ้นเรื่อยๆ มากที่สุด  

 

 

 

 

     

Posted by 1001ii at 2:00 PM in 1001 Investment Ideas

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: วสันต์ at Fri, 2 Oct 8:29 AM

ผมชอบmodel การลงทุนแบบ7thLTG ครับ แต่ผมไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นครับ ถามความเห็นคุณนรินทร์ ถ้าผมจะซื้อTFTSE โดยลงทุนทุกเดือน ด้วยจำเงินที่เท่ากันทุกเดือน เป็นเวลา 15 ปี หวังผลตอบแทนที่ 10% ต่อปี พอเป็นไปได้ไหมครับ

Comment: 1001ii at Fri, 2 Oct 9:52 AM

การลงทุนแบบ 7thLTG ผมคิดว่าลงทุนเดือนละ 7000 ก็พอแล้วครับ ผมลงทุนมากกว่านั้นเพื่อประหยัดค่าคอมฯ ให้มากที่สุด ซึ่งที่จริงผมคำนวณดูแล้ว ไม่ได้ต่างกันมากนัก เพราะค่าคอมตลอด 15 ปี มันแค่หนึ่งหมื่นบาทเอง

อย่างไรก็ตาม ลงทุนด้วยจำนวนเงินที่เรามั่นใจว่าเราทำไหวแน่ๆ ตลอด 15 ปี ดีที่สุด

ซื้อ TFTSE ก็ได้เหมือนกันครับ สำหรับการคาดหวังผลตอบแทน 10% ต่อปี ครับ

Comment: วสันต์ at Fri, 2 Oct 10:14 AM

ขอบคุณครับ แล้วสมมุติได้เงินปันผลมา เราต้องบวกลงไปในเงินลงทุนหรือเปล่าครับ

Comment: 1001ii at Fri, 2 Oct 10:32 AM

จะเอาปันผลไปใช้เหมือนเป็นดอกผล หรือจะลงทุนกลับเข้าไปเพื่อเพิ่มค่าก็ได้ครับ แล้วแต่ความชอบ

Comment: Richy at Fri, 2 Oct 10:38 AM

"บางครั้งราคาหุ้นเพิ่มขึ้น เพียงเพราะราคาเพิ่มขึ้น" หมายความว่า หุ้นที่ราคาขึ้นจะทำให้คนรู้สึกอยากซื้อ ราคาหุ้นจึงขึ้นไปอีก ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับตัวกิจการทั้งสิ้น

ชอบมากๆครับ จริงที่สุดเลย ในทางตรงข้ามที่หุ้นลง ก็อาจจะไม่เกี่ยวกับตัวกิจการเลยก็ได้

... ว่าแต่พี่สุมาอี้ช่วงนี้ไม่เขียนบทความแล้วหรอครับ เห็นช่วงหลังๆ มีแต่ประวัติของนักลงทุนระดับโลกมาลงบล็อก
ยังไงก็ขอบคุณนะครับ

Comment: 1001ii at Sat, 3 Oct 9:38 AM

การรวบรวมแนวคิดของนักลงทุนที่มีชื่อเสียงไว้ในบล็อกนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่เคยคิดเอาไว้ว่าจะทำครับ ช่วงนี้ได้ฤกษ์พอดี

Comment: mr.h at Sat, 3 Oct 8:09 PM

"ตลาดกระทิงเกิดขึ้นท่ามกลางการมองโลกในแง่ร้าย เติบโตภายใต้ความระแวงสงสัย บรรลุวุฒิภาวะด้วยการมองโลกในแง่ดี และล่มสลายด้วยความมั่นใจที่สุดขีด"..."บางครั้งราคาหุ้นเพิ่มขึ้น เพียงเพราะราคาเพิ่มขึ้น" ....อาจเป็นได้ว่า JT เชื่อว่าจิตวิทยามวลชนขับเคลื่อนตลาด มากกว่าเหตุผลเชิงพื้นฐาน

Comment: Yoshida at Mon, 5 Oct 10:33 AM

"....อาจเป็นได้ว่า JT เชื่อว่าจิตวิทยามวลชนขับเคลื่อนตลาด มากกว่าเหตุผลเชิงพื้นฐาน"

อืมมม ผมกลับมองว่า JT ใช้ตรรกะเรื่องจิตวิทยามวลชนเป็นป้จจัยประกอบการพิจารณาในเรื่อง Market Timing มากกว่า แต่การเลือกหุ้นที่จะลงทุนหรือการตัดสินใจระบายหุ้นยังอยู่บนปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก นั่นคือ มองว่าเป็นคนละประเด็นกันครับ

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« October »
SunMonTueWedThuFriSat
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031