Sunday, 30 August 2009

0118: Boy Plunger

« 0116: the crash of 1907 | Main | 0119: Ken Heebner »

 

"Boy Plunger" เป็นฉายาของ Jesse Livermore เซียนหุ้นที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในช่วงต้นศตวรรรษที่ 1900 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในยุคนั้นยังมีสภาพไม่ต่างจากบ่อนการพนันเท่าไรนัก Livermore มีความสามารถในการช็อตหุ้นเพื่อทำกำไรหลายครั้งทำให้เขามักถูกเอ่ยถึงในห้องค้าในนาม Boy Plunger

Livermore เกิดในครอบครัวที่ยากจน เขาหนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 15 ปี เขาเริ่มอาชีพด้วยการเป็นเด็กเขียนกระดานหุ้นในโบรกเกอร์แห่งหนึ่ง 

Livermore ร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ จากการเป็นนักเทรดหุ้น เขาไม่เชื่อในการถือหุ้นระยะยาว และในเวลาเดียวกัน เขาก็ไม่เชื่อเรื่องเทคนิคัลซึ่งเขามองว่าเป็นสัญญาณที่สับสน วิธีการของเขาคือการมองมหภาคบวกกับการจดบันทึกการเคลื่อนไหวของหุ้นที่เขาสนใจติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมของรายใหญ่ที่เล่นหุ้นตัวนั้นอยู่ (รวมทั้งพฤติกรรมของตัวเขาเองด้วย) Livermore สามารถจดจำราคาหุ้นที่เขาซื้อในอดีตได้อย่างแม่นยำมาก นอกจากนี้ Livermore เชื่อว่าไม่ว่าบริษัทจะดีเพียงใด เวลาที่ตลาดพัง หุ้นทุกตัวก็จะไป ดังนั้นภาวะตลาดจึงมึความสำคัญเหนือตัวหุ้น

เขาเป็น millionaire ได้ตั้งแต่ก่อนอายุครบ 30 ปี และเริ่มมีชื่อเสียงมากจากการ short หุ้นช่วงตลาดหุ้น crash ปี 1907 ซึ่งเขาทำได้กำไรได้มากถึง 3 ล้านเหรียญในวันเดียว (เทียบเท่ากับเงิน $60 ล้านในปัจจุบัน) ในเวลานั้น JP Morgan ต้องติดต่อไปยังเขาเพื่อขอร้องให้เขาหยุด short หุ้น เพื่อสกัดวิกฤตการเงินมิให้ลุกลาม ในปี 1929 เขาก็ short หุ้นครั้งใหญ่อีกครั้งทำให้เขาได้กำไรมากกว่า $100 ล้าน 

คฤหาสถ์ Evermore ของเขา ชั้นล่างมีร้านตัดผมส่วนตัวที่มีช่างอยู่ประจำ มีโต๊ะอาหารยาวสำหรับแขก 46 คน และสวนหลังบ้านยาวกว่า 300 ฟุต

Livermore เป็นบุคคลที่เคยเป็นเศรษฐีมากกว่าหนึ่งครั้งในชีวิต เพราะเขาเคยหมดตัวหลายครั้งและสามารถกลับมาเป็นเศรษฐีได้ใหม่ เขากล่าวว่า เขามักจะหมดตัว เพราะไม่สามารถอดใจที่จะไม่ฝ่าฝืนกฏเหล็กในการเทรดหุ้นของตัวเองได้

ชีวิตส่วนตัวของ Livermore เป็นคนเจ้าชู้ เขามีภรรยาหลายคน ภรรยาคนแรกของเขาเป็นคนสุรุ่ยสุร่ายมาก ลูกของเขาถึงสามคนจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย ครอบครัว Livermore มีปัญหามาอย่างต่อเนื่องจนทำให้เขาเริ่มมีอาการซึมเศร้าเมื่อเข้าสู่บั้นปลายชีวิตและฆ่าตัวตายเมื่ออายุได้ 63 ปี ในช่วงนั้นเขาเพิ่งจะสูญเงินจำนวนมากในตลาดหุ้นและยังไม่สามารถทำกำไรกลับคืนมาได้ อย่างไรก็ตาม หลังการเสียชีวิตของเขาพบว่า เขามีทรัพย์สินเหลืออยู่ประมาณ $5 ล้าน  

แนวของ Livermore อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ผมสนใจ เพราะชีวิตของการเป็นนักเก็งกำไรนั้นตื่นเต้นเกินไปสำหรับผม แต่ก็มีแนวคิดหลายอย่างของ Livermore ที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์กับทุกคนในตลาดหุ้น และผมก็พยายามจดจำไว้เสมอ

Livermore เคยเขียนไว้ในบันทึกของเขาว่า การจะรวยด้วยตลาดหุ้นอย่างที่เขาทำได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คนทั่วไปคิด เขาบอกว่าตลาดหุ้นคือที่ที่อันตรายมากสำหรับ คนที่ไม่ชอบทำการบ้าน คนโง่ คนชอบรวยทางลัด และคนที่อารมณ์ไม่มั่นคง เขากล่าวว่า คนที่คิดว่าจะรวยทางลัดด้วยตลาดหุ้นเปรียบเสมือนคนที่หวังจะรวยเร็วๆ ด้วยการยึดอาชีพเป็นหมอหรือทนายความ เพราะจริงๆ แล้ว นักลงทุนในตลาดหุ้นก็เป็นเหมือนอาชีพอย่างหนึ่ง ถ้าจะรวยได้จะต้องทุ่มเทอย่างหนักหน่วงเท่านั้น 

เขาเล่าว่าทุกครั้งที่เขาไปร่วมงานเลี้ยง ผู้คนมักจะวิ่งเข้ามาถามเขาเสมอว่าจะรวยเร็วๆ ด้วยตลาดหุ้นได้อย่างไร ในช่วงแรกๆ เขาพยายามอธิบายให้คนเหล่านั้นฟังว่ามันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น แต่หลังๆ เขาเพียงแต่บอกคนเหล่านั้นว่า เขาไม่รู้ เขารู้สึกเบื่อหน่ายความคิดของคนทั่วไปที่คิดว่าการร่ำรวยด้วยตลาดหุ้นเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ

Livermore เขียนวิธีการสำหรับคนที่มุ่งมั้นจะเป็นยึดการลงทุนเป็นอาชีพจริงๆ แบบเดียวกับเขาไว้ในหนังสือชื่อ How to Trade in Stocks

เขากลับมามีชื่อเสียงอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้เนื่องจากหนังสือชื่อ Reminescence of a stock operator ซึ่งเป็นหนังสือที่นักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งเขียนเล่าประสบการณ์การเทรดหุ้นในชีวิตของ Livermore จากการสัมภาษณ์เขาอย่างลับๆ โดยปกปิดชื่อจริงของเขาไว้ ได้ถูกนำมาตีพิมพ์อีกครั้ง ทำให้ตำนานของเขากลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนรุ่นใหม่ในอีก 80 ปีต่อมา 

Posted by 1001ii at 1:33 PM in 1001 Investment Ideas

 

[Trackback URL for this entry]

Comment: woodyme at Tue, 1 Sep 8:16 PM

สนุกดีครับ

Comment: boy plunger at Wed, 2 Sep 12:07 AM

that is nice

Comment: izac44 at Wed, 2 Sep 11:21 AM

1900 ตลาดหุ้นสหรัฐ คงเหมือนกับตลาดหุ้นไทยตอนนี้หรือเปล่าครับ ?

อย่างนี้ ตลาดบ้านเราคงต้องพัฒนาอีกหลายปี กว่าจะเป็น Norm อย่างเมกา ...
ผมจะมีชีวิตอยู่ถึงหรือเปล่าเนี่ย ??? =_=''

Comment: 1001ii at Wed, 2 Sep 11:27 AM

ตลาดไทยตอนนี้ก็คล้ายๆ กับตลาดสหรัฐสมัยนั้นครับ แต่ถ้าอ่านดูจาก Reminescence of Stock Operator แล้ว ดูเหมือนบ้านเราจะดีกว่าอยู่นิดหน่อย อาจเป็นเพราะตลาดเกิดใหม่ยุคหลังสามารถยืมเอาบทเรียนหลายอย่างจากตลาดหลักมาใช้ได้เลย

ตลาดหุ้นอายุ 30 ปีนั้นถือว่าเด็กมาก ต้องใช้เวลาอีกเยอะครับ

Comment: Mr.H at Wed, 2 Sep 1:30 PM

Livermore เชื่อว่าไม่ว่าบริษัทจะดีเพียงใด เวลาที่ตลาดพัง หุ้นทุกตัวก็จะไป ดังนั้นภาวะตลาดจึงมึความสำคัญเหนือตัวหุ้น..............อ่านแล้วรู้สึกเห็นด้วยอย่างแรง ปี 2008 เนี่ยชัดเจนมากๆ หุ้นดีหุ้นไม่ดีก็ร่วงระนาว

Comment: วสันต์ at Wed, 2 Sep 3:54 PM

ถามความเห็นคุณนรินทร์ครับ ที่มาร์คโบเมียซบอกว่าตลาดหุ้นจะมีการปรับฐานลง ประมาณ 20% ก่อนจะขึ้นต่อ ในความคิดคุณนรินทร์เห็นว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนครับ (ผมชอบการออกแบบปกหนังสือคุณนรินทร์มากครับ )

Comment: Richy at Wed, 2 Sep 4:07 PM

"นอกจากนี้ Livermore เชื่อว่าไม่ว่าบริษัทจะดีเพียงใด เวลาที่ตลาดพัง หุ้นทุกตัวก็จะไป ดังนั้นภาวะตลาดจึงมึความสำคัญเหนือตัวหุ้น"

ก็ถูกนะครับ แต่หุ้นที่พื้นฐานของกิจการที่ดี มีกำไรเติบโตอย่างยั่งยืน ก็กลับมาได้ แถมราคาสูงกว่าเดิมซะอีก

โดยส่วนตัวผมชอบแนวคิดของบัฟเฟต์ที่ซื้อหุ้นแบบเป็นเจ้าของกิจการมากกว่า และบัฟเฟต์ไม่เคยซื้อขายหุ้นแบบเก็งกำไรตามสภาวะตลาดเลย บัฟเฟต์จะซื้อเมื่อได้ราคาหุ้นที่ถูกมากๆ เมื่อเทียบกับคุณค่ากิจการของธุรกิจนั้น และถือหุ้นตัวนั้นไปตลอด จนกว่ากิจการนั้น บัฟเฟต์มองว่าไม่คุ้มค่าที่จะถือหุ้นต่อไป ก็จะขายหุ้นออกไป

แล้ววิธีของบัฟเฟต์ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง หลังจากผ่านมาหลายทศวรรษ ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจหนักๆ มาหลายครั้ง ... แต่บัฟเฟต์ก็ยังเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุด และรวยเป็นอันดับ 2 ของโลก ( รองจากบิลเกตส์ที่ไม่ใช่นักลงทุนในตลาดหุ้น )

แต่ผมชอบที่ Livermore เคยเขียนไว้ในบันทึกของเขาว่า การจะรวยด้วยตลาดหุ้นอย่างที่เขาทำได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คนทั่วไปคิด เขาบอกว่าตลาดหุ้นคือที่ที่อันตรายมากสำหรับ คนที่ไม่ชอบทำการบ้าน คนโง่ คนชอบรวยทางลัด และคนที่อารมณ์ไม่มั่นคง ... ผมว่าจริงที่เดียว ก็อารมณ์แห่ตาม เชื่อคนง่าย นั่นแหละที่ยังพบเห็นในนักลงทุนจำนวนมากครับ

Comment: mr.h at Wed, 2 Sep 6:19 PM

จริงครับถ้าใช้สัญญาณเทคนิคเข้าช่วยก็จะไม่แห่ตามตามกันและยังไม่ถูกอารมณ์ตลาดครอบงำด้วย ปี 2008 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากๆ ถ้าซื้อหุ้นเต็มพอร์ตช่วงต้นถึงกลางปี 2008 ต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะคืนทุน(หรือกำไร) แต่ถ้าขายออกตามสัญญาณเทคนิคตั้งแต่เดือน พ.ค. 2008 แล้วกลับมาซื้อใหม่ตามสัญญาณเทคนิคในเดือนมีนาคม 2009 กำไรเยอะกว่ากันคนละเรื่อง นี่คงเป็นสิ่งที่ livermore เค้าต้องการสื่อสารออกมา (ตามความเข้าใจของผมเองนะ 55)

Comment: 1001ii at Wed, 2 Sep 8:17 PM

Livermore เขา"ไม่"เชื่อสัญญาณเทคนิคนะครับ ไม่ใช่ "เชื่อ"

Livermore เป็นนักเก็งกำไรประเภทดู macro แบบเดียวกับโซรอส ไม่ใช่พวก charter ครับ

ผมคิดว่า หลักการไหนจะถูกหรือผิดนั้น ตอบอย่างเดี่ยวๆ ไม่ได้ จะต้องดูสไตล์การลงทุนทั้งหมดด้วย เช่น ถือยาว อาจจะถูก สำหรับคนที่เลือกแต่ธุรกิจที่แข็งแกร่งมากๆ เท่านั้น (ซื้อเฉพาะพวก A+ อย่างเดียว) แต่คำแนะนำเดียวกันนี้ ถ้าเอามาใช้กับคนที่ซื้อหุ้นทุกแบบ ก็จะกลายเป็นคำแนะนำที่ผิดไป

หลักการทุกอย่างที่เราใช้จะต้องมีความสอดคล้องกันด้วย มันจึงเป็นหลักการที่ดีครับ

Comment: 1001ii at Wed, 2 Sep 8:22 PM

@ วสันต์

ที่โมเบียสว่ามา ผมก็เห็นด้วยว่า เป็นหนึ่งใน scenario ที่มีโอกาสเกิดได้สูงครับ

เป็นธรรมดาที่หุ้นวิ่งแรงๆ แล้วจะต้อง overshoot ดังนั้นถึงจุดหนึ่งก็ต้องมีการปรับฐานให้เห็นกันบ้าง แต่ว่าการปรับฐานอาจจะไม่รุนแรงนัก เพราะดอกเบี้ยต่ำมากเสียจน ไม่มีใครอยากถือเงินสดไว้นานๆ ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังยืนกรานที่จะกดดอกเบี้ยไว้แบบนี้ การปรับฐานก็คงไม่รุนแรง 10% ก็ถือว่าโอเค

อย่างไรก็ตาม นั่นก็ไม่ใช่ scenario เดียวที่ผมมองว่ามีโอกาสเกิดได้สูง เพราะเราก็ไม่รู้ว่าเฟดจะกลับตัวเมื่อไร

Comment: Mr.H at Thu, 3 Sep 11:44 AM

คุณนรินทร์ เท่าที่ผมเคยอ่านประวัติของ Livermore มาผมว่าเค้าเป็นนักปั่นหุ้นมากกว่านะครับ คือตลาดอเมริกาสมัยนั้นการกำกับดูแลเรื่องพวกนี้ยังไม่เข้มงวดเท่าที่ควร Livermore มักจะใช้วิธีการสร้างข่าวลวงเพื่อหลอกล่อรายย่อย และเท่าที่ทราบมาตอนหลัง Livermore ไม่สามารถกลับมารวยได้เหมือนเดิม(จนนำมาสู่การฆ่าตัวตายในที่สุด)เพราะการเล่นและปั่นหุ้นแบบเดิมไม่สามารถทำได้เนื่องจากกฏเกณฑ์การควบคุมเข้มงวดขึ้น
ส่วนประเด็นเรื่องการปรับฐานของตลาดผมมองคล้ายๆกับคุณนรินทร์ คือมองว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นไทยไม่น่าจะแรงเพราะผมมองว่าจิตวิทยาของตลาดยังไม่ถึงจุด peak คือคนส่วนใหญ่ยังมีความกลัวมากกว่ากล้า(พร้อมขายออกทุกเมื่อ) ตลาดยังไม่เต็มไปด้วยข่าวดีแบบสุดๆ การปรับฐานแบบหนักๆจึงยังไม่น่าจะเกิดเร็วๆนี้

Comment: 1001ii at Thu, 3 Sep 1:26 PM

โซรอส ร่ำรวยมาจากการโจมตีค่าเงินปอนด์...

ตอนนั้นเขามองว่า อังกฤษไม่สามารถพยุงค่าเงินปอนด์ได้ในระยะยาวอย่างแน่นอน เพราะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาก เพราะฉะนั้นเขาจึงเข้าไป bet

แต่ด้วยเม็ดเงินของเขาคนเดียว ไม่อาจโจมตีค่าเงินปอนด์ได้ ถ้า bet อย่างนี้ เขาอาจต้องรออีกสิบปีกว่าที่อังกฤษจะพยุงค่าเงินไม่ไหว

ดังนั้น เขาจึงพูดๆๆๆๆๆ เพื่อให้กองทุนอื่นๆ เห็นตามเขา แล้วเข้าไป bet ด้วย ด้วยจำนวนเงินที่มากมายมหาศาลขนาดนั้น อังกฤษจึงต้องลดค่าเงินปอนด์จริงๆ ในเวลาอันรวดเร็ว

เช่นนี้จะบอกว่าโซรอสเป็นนักปั่นหุ้นหรือว่าเป็นนักเก็งกำไรพื้นฐาน?


จะบอกว่า โซรอสเป็นนักปั่นหุ้นก็ไม่เชิง เพราะอังกฤษขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากจริงๆ ตามทฤษฏี ในระยะยาวอังกฤษจะต้องลดค่าเงินปอนด์ในที่สุด เหตุผลจึงมีอยู่จริงๆ

แต่จะบอกว่า เขาไม่ได้ปั่นหุ้นก็ไม่ใช่ เพราะถ้าเขา bet คนเดียว ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะสำเร็จ เขาอาจขาดทุนด้วยซ้ำ ถ้าตลาดเกิดไม่เห็นด้วยกับเขาในระยะสั้น เขาจึงต้องมีวิธีการทำให้สิ่งที่เขาคาดไว้เกิดเร็วขึ้น นั้นก็คือการใช้มวลชนเข้าช่วย

Livermore ก็เหมือนกับ โซรอส นั่นแหละครับ จะบอกว่าเขาเป็นนักปั่นหุ้นก็ได้ แต่เขาต้องมีเหตุผลมาก่อน ไม่ได้ใช้เม็ดเงินลากหุ้นแบบไม่มีปีมีขลุ่ย อย่างนั้นเจ๊งแน่นอน

ที่จริง นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จสูงๆ มาก ล้วนต้องทำแบบนี้กันทั้งนั้น

Comment: mr.h at Thu, 3 Sep 6:34 PM

กรณีของโซรอสผมเห็นด้วยว่าไม่ชัดเจนนักว่าเป็นนักปั่นตลาดหรือนักเก็งกำไรพื้นฐาน แต่กรณี livermore ผมว่าต่างกันมาก

"ลิเวอร์มอร์ให้ความสำคัญ ในเรื่อง จิตวิทยาของฝูงชน ( Mob Psychology)
และนำความสำคัญนี้ มาใช้เป็นหลักในการเก็งกำไรหุ้น เขาจะออกข่าวลือต่าง ๆ
และในขณะที่นักลงทุนคนอื่น ซื้อตามข่าวลือนั้น เขาก็จะขายหุ้นทันที นำมาซึ่งกำไร
อย่างมากมายจากการปฏิบัติเช่นนี้บ่อยคร้ง

แหล่งกระพือข่าวที่ดี คือ หนังสือพิมพ์ เขาใช้นักข่าวหลายคน ทำตนเป็น " หน้าม้า"

ในเวลานั้น การกระทำของลิเวอร์มอร์ ไม่ได้ถือเป็นเรื่องเลวร้าย นักลงทุนมองการกระทำนี้
เหมือนการเล่นเกมอย่างหนึ่ง โดยคิดว่า พวกเขาอาจจะแพ้ หรือชนะ และหวังว่า ในวันนึง
จะชนะ ลิเวอร์มอร์.......

เช่นนี้จะบอกว่า livermore เป็นนักปั่นหุ้นหรือว่าเป็นนักเก็งกำไรพื้นฐาน?

และที่สำคัญ

"ในครั้งสุดท้าย เขาไม่มีโอกาสที่จะหวนมาสู่วงการตลาดหุ้น ได้อีกต่อไป
รัฐบาลสหรัฐได้ออกกฎหมาย ในปี 1933 และ 1934 ควบคุมการซื้อขาย
ให้มีกฎเกณฑ์ยิ่งขึ้น รวมทั้งการจัดตั้ง ก.ล.ต. คณะกรรมการ S.E.C.
(Securities Exchange Commission) สำหรับตรวจสอบให้การซื้อขาย
เป็นระเบียบแบบแผน

การเก็งกำไร ดังเช่นในสมัยก่อน จึงต้องเลิกล้างไปโดยปริยาย"

Livermore ก็เหมือนกับ โซรอส นั่นแหละครับ จะบอกว่าเขาเป็นนักปั่นหุ้นก็ได้ แต่เขาต้องมีเหตุผลมาก่อน ไม่ได้ใช้เม็ดเงินลากหุ้นแบบไม่มีปีมีขลุ่ย อย่างนั้นเจ๊งแน่นอน .............ข้อเท็จจริง livermore ก็เจ๊งมาหลายครั้งนี่ครับ เท่าที่ทราบมาเค้าหมดตัวไป 4 ครั้ง แต่ก็ต้องยอมรับในความสามารถแกจริงๆที่สามารถกลับมาได้ทุกครั้งยกเว้นครั้งสุดท้ายเพราะเจอกับการควบคุมอย่างเข้มงวดขึ้นนั่นแหละครับ ในความเห็นผม ผมมองว่า livermore คือนักเก็งกำไรแบบสมบูรณ์ เค้าใช้เกมจิตวิทยามวลชนเพื่อทำกำไร ซึ่งถ้าเป็นสมัยนี้อาจจะทำได้ยากกว่าเดิมมาก

Comment: 1001ii at Thu, 3 Sep 11:18 PM

ตลาดหุ้น crash ปี 1907 และปี 1929 ไม่ได้มีสาเหตุมาจาก การปั่นหุ้นของ Livermore อย่างแน่นอนครับ

Comment: วสันต์ at Fri, 4 Sep 8:27 AM

ขออนุญาติถามคุณนรินทร์(..ถ้าไม่สะดวกตอบก็ไม่เป็นไรครับ..)
ตอนนี้คุณนรินทร์มีเงินลงทุนในหุ้นกี่ % มีเงินสดกี่ % ครับ

Comment: Richy at Fri, 4 Sep 8:47 AM

เรื่องสัญญาณทางเทคนิค แนวรับ แนวต้าน เข้าขอบเขตซื้อมากเกินไป ขายมากเกินไป ลักษณะกราฟแท่งเทียน ... ฯลฯ
ผมไม่เคยอ่านแล้วรู้เรื่อง เข้าใจความหมาย รวมถึงความสัมพันธ์ของสัญญาณทางเทคนิคกับราคาหุ้นที่เคลื่อนไหวในตลาดเลยครับ

แต่ถ้าเป็นแบบโซรอส เก็งกำไรตามภาวะเศรษฐกิจมหาภาค ค่าเงิน นโยบายของธนาคารแห่งชาติของประเทศต่างๆ แบบนี้ก็ยังมีเหตผลรองรับในการเก็งกำไรแต่ละครั้ง
.... แต่ผมไม่เข้าใจเรื่องสัญญาณทางเทคนิค พวกแนวรับ แนวต้าน มันเป็นเหตผลให้ซื้อขายหุ้นแต่ละตัวได้ยังไง?
หรือว่ามันเป็นจิตวิทยาของการเก็งกำไร ? คือผมสงสัยจริงๆ
ใครที่เป็นนักเทคนิคที่ซื้อหุ้นโดยที่ไม่สนใจปัจจัยพื้นฐานของหุ้นตัวนั้น หรือไม่สนใจภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ช่วยอธิบายหน่อยครับ ... แบบว่าอยากทราบจริงๆ

ขอบคุณครับ

Comment: 1001ii at Fri, 4 Sep 12:14 PM

Cash 75% Equity 25%

Comment: wit at Fri, 4 Sep 1:31 PM

แสดงว่า ถ้าเราพยายามเก็งกำไรแบบ Soros หรือ Livermore เราอาจทำได้แบบเค้า แต่ได้ประสิทธิภาพไม่เท่าเค้า เพราะเราไม่มีอำนาจชักจูงมวลชนขนาดนั้น ทั้งด้านชื่อเสียงและจำนวนเม็ดเงิน ใช่ไหมครับ สำหรับนักลงทุนรายย่อย มีเงินไม่มาก จึงควรเล่นตามหลักของบุฟเฟต์หรือลินช์มากกว่า ผมเข้าใจถูกหรือเปล่าครับ

Comment: 1001ii at Sun, 6 Sep 8:39 AM

รายย่อยจะเก็งกำไรก็ได้ครับ

จะเก็งกำไรหรือจะลงทุน ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า เราเป็นคนที่ทำการบ้าน มีเหตุมีผล และมีภูมิต้านทาน หรือไม่

อย่างคนที่บอกว่าลงทุน แต่ที่จริงเป็นแค่การคอยซื้อตาม นักลงทุนที่ตนศรัทธา ไปเรื่อยๆ เท่านั้น ก็ไม่อาจคาดหวังผลตอบแทนที่ดีได้ เพราะวิธีอย่างนั้น Effort ที่ใส่ลงไปมันน้อยมาก ย่อมหวังมากไม่ได้

อย่างไรก็ตาม การเก็งกำไรหรือลงทุนตามปกตินั้นไม่อาจสร้างผลตอบแทนได้สูงเท่ากับคนที่สามารถอาศัยมวลชนเป็นตัวช่วยด้วย เพราะตลาดหุ้นมีความไม่แน่นอนสูงมาก ต่อให้เราทำการบ้านมาดีอย่างไรก็ต้องเจอความไม่แน่นอนอีก แต่คนที่อาศัยมวลชน เขาไม่ได้ซื้อแล้วนั่งรอผลอย่างเดียว แต่ยังมีการใช้ลูกเล่นและวิธีต่างๆ เพื่อช่วยผลักดันราคาหุ้นให้เป็นไปตามที่คิดด้วย พวกเขาจึงย่อมได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าคนปกติ เพราะ Effort ที่มีการใส่ลงไปเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนให้มากที่สุด

Comment: noooon010 at Mon, 7 Sep 2:51 PM

^^ กำลังสนใจเรื่องราวของเค้าครับ
1 เดือนก่อนผมอ่านเจอชื่อเค้าใน trend follower ครับ
ขอบคุณนะครับผม ^^

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« August »
SunMonTueWedThuFriSat
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031