Friday, 10 February 2017

จัตุรัสนักลงทุน 1

« หุ้นมัดใจลูกค้า | Main | มูลค่าผู้บริหารชั้นยอด »

            หากเราเดินทางไปยุโรป สิ่งที่ได้พบเห็นในใจกลางเมืองประวัติศาสตร์แทบทุกแห่งคือ เมืองเหล่านั้นจะมีจัตุรัส ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับให้ผู้คนในอดีตมีกิจกรรมร่วมกันคือการ “แลกเปลี่ยน” ทั้ง “สิ่งของ” และ “ความรู้” นี่เป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งของสังคมตะวันตกที่ทำให้เกิดการต่อยอดทางภูมิปัญญาอย่างต่อเนื่อง เพราะการรวมกลุ่มจะเกิดความคิดต่อยอด ในสังคมการลงทุนนั้น จัตุรัสหรือแหล่งแลกเปลี่ยนสำหรับการลงทุนมีบันทึกไว้เริ่มต้นราว 200 กว่าปีที่แล้ว แต่เริ่มแพร่หลายจริงจังเมื่อเราเข้าสู่ยุคอินเตอร์เน็ต และเหมือนกันว่ายุคปัจจุบันก็ยังมีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

            จัตุรัสของนักลงทุนมักจะเริ่มต้นที่การเป็น “กลุ่ม” และพัฒนาเป็น “สโมสร” หรือ Club เช่น โรงเรียนธุรกิจแต่ละแห่งในอเมริกาก็จะมีสโมสรซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนระดับโลกอยู่เสมอ ๆ เช่นบัฟเฟตต์จะเปิดห้องต้อนรับสโมสรการลงทุนของโรงเรียนธุรกิจชื่อดังในอเมริกาเวียนไปในแต่ละปี คนที่อยู่ในสโมสรนอกจากจะได้แลกเปลี่ยนความคิดกันเอง ก็ยังได้พบกับ “ต้นแบบ” นักลงทุนระดับโลก และสโมสรที่บัฟเฟตต์มีส่วนร่วมอีกแห่งหนึ่งเป็นการ์ตูนเรื่อง Warren Buffett’s Millionaires Club ซึ่งสอนเยาวชนเรื่องการออมการลงทุน ใครมีลูกหลานให้ดูน่าจะได้ประโยชน์

            จัตุรัสนักลงทุนที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งของอเมริกา และน่าจะใหญ่ติดอันดับโลก คือ SeekingAlpha.com ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องการแลกเปลี่ยนแนวคิดการลงทุนอย่างแพร่หลาย มีการให้ความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา และมีจำนวนสมาชิกมากกว่า 3 ล้านคน จัตุรัสนักลงทุนแห่งนี้ทำให้เกิดภูมิปัญญากลุ่ม ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับสำนวนจีนโบราณที่ว่า “ช่างรองเท้าสามคน เหนือกว่าขงเบ้ง” ความหมายคือ คนธรรมดา ๆ สามคนร่วมด้วยช่วยกัน ก็สามารถเอาชนะหนึ่งในกุนซือเอกของยุคได้ ถ้าเป็นศัพท์เศรษฐกิจยุคใหม่น่าจะใช้คำว่า The Wisdom of Crowds หรือการเกิดภูมิปัญญาของกลุ่มนั่นเอง

            ในประเทศไทยเท่าที่ผมทราบ จตุรัสนักลงทุนที่เริ่มแพร่หลายแรก ๆ คือสังคมเวปบอร์ดซึ่งมีอยู่หลาย ๆ แห่ง แต่ปัจจุบันก็มีปิดไปบ้างตามกาลเวลา และยังมีอีกหลายแห่งที่ยังคงอยู่ เช่น ห้องสินธรของ Pantip.com หรือ Thaivi.org เป็นต้น มีการพัฒนามาเป็น Blog และสุดท้ายเป็น Social Network ที่มี Page หุ้นมากมายนับไม่ถ้วน ข้อเสียของหลัก ๆ ของสังคมใหม่ ๆ คือ มักเป็นสังคมสื่อสารทางเดียวเป็นส่วนมาก สังคมทางเดียวก่อให้เกิดปัญหาหลายอย่าง ที่เห็นได้ชัดในตลาดหุ้นคือ “ฟองสบู่” มักเกิดจากความเห็นที่ไปในทางเดียว และถ้าจะศึกษาว่า ปัจจัยที่จะเกิด Wisdom of Crowds (WOC) น่าจะมีอะไรบ้าง ผมขอสรุปจากหนังสือของ James Surowieky ดังนี้

            สิ่งแรกคือ ความคิดเห็นต้องมีความหลากหลาย เกิดจากคนจำนวนมากถกเถียงให้ความเห็นกัน โดยปกติแล้วความคิดเห็นของคนหมู่มาก มักจะหลากหลายโดยธรรมชาติ

            สิ่งที่สองคือ ความคิดเห็นต้องมี “อิสระต่อกัน” แม้ว่าสังคมจะมีขนาดใหญ่ แต่ถ้ามีความคิดของบางคนมีอิทธิพลเหนือกว่าความคิดเห็นอื่นมาก ๆ จะถือว่า “ไม่เป็นอิสระ” ดังนั้นสังคมที่เป็นลักษณะ “ได้ครับท่าน” “ดีครับผม” ย่อมเกิด WOC ได้ยากกว่า

            สิ่งที่สามคือ ความคิดต้องไม่รวมศูนย์กลาง หรือเกิดจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง จะต้องมีภูมิปัญญาเฉพาะท้องถิ่นมาประกอบ เช่น ข้อมูลลงลึกสำหรับผู้ที่เก่งในอุตสาหกรรมแตกต่างกันมารวมกัน ย่อมดีกว่าความรู้จากวิชาชีพหรือสังคมที่เหมือนกัน ๆ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสังคมที่หลากหลายมาก ๆ อย่างสหรัฐอเมริกา จึงเกิด WOC และสร้างนวัตกรรมได้ดีกว่า ยาวนานกว่า

            สิ่งสุดท้ายคือ ต้องมีเครื่องมือบางอย่าง เพื่อจะเกิด “ความร่วมมือ” เอาปัญหามาวิเคราะห์ เอาข้อมูลมาจัดเรียง จนเกิดการตกผลึกทางความคิดได้ ความหลากหลายย่อมเกิดความขัดแย้งทางความคิด กลไกที่ทำให้ผู้คน “มองภาพใหญ่” มองส่วนรวมจึงสำคัญ และจะต้องมีกลไกที่ต้องให้รางวัลกับ “ผู้ให้” เพราะสังคมกลุ่ม จะไม่ยั่งยืนถ้ามีแต่ผู้รับโดยปราศจากผู้ให้ครับ

 

[Trackback URL for this entry]

Your comment:

(not displayed)
Code:
 
 
 

Live Comment Preview:

 
« February »
SunMonTueWedThuFriSat
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728